"อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน" ปลุกนักพัฒนาชุมชนทั่วประเทศรวมพลังทำงานสู่ความสำเร็จ น้อมนำศาสตร์พระราชารัชกาลที่ 9 ขับเคลื่อนตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ได้เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ของรัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรมที่ 1 ฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้น พัฒนากสิกรรม สู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ที่กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้อำนวยการกลุ่มงาน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัด และอำเภอ รวม 642 คน โดยการอบรมครั้งนี้ดำเนินการพร้อมกันในศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนทั้ง 7 แห่ง ผ่านการถ่ายทอดการประชุมทางไกล เมื่อเร็วๆ นี้
นายสุทธิพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า งานของเราในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในชีวิตการเป็นข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน นัยความสำคัญในที่นี้คือ ภารกิจการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้พึ่งพาตนเองได้และสังคมไทยอยู่รอดปลอดภัยอย่างยั่งยืน ดังใน สคส. พระราชทาน ปี 2547 ของรัชกาลที่ 9 ทรงเตือนเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย พร้อมระเบิด 4 ลูก อันหมายถึงวิกฤติมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ 4 ประการ คือ วิกฤติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง ภัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันบนผืนแผ่นดินไทย ปัจจุบันยังคงดำรงอยู่ สะท้อนให้เห็นว่า รัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นและมีความห่วงใยถึงปัญหาเหล่านี้ ทางออกของประเทศในการรอดพ้นวิกฤติและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนคือ การจะต้องพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล ดังที่พระองค์ทรงลงมือทำด้วยพระองค์เองให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านโครงการในพระราชดำริกว่า 4,471 โครงการ
...
ทั้งนี้ เราในฐานะข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน จึงต้องมีความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจในโครงการที่เราจะดำเนินการจะก่อให้เกิดผลต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ สองสิ่งนี้จะนำพาประเทศให้อยู่รอด และเป็นการสนองงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด เท่ากับเราได้มีโอกาสสนองคุณแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวถึงสองพระองค์
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต่อว่า จุดแตกหักของความสำเร็จ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่คือ ความอยู่รอดของครัวเรือนและสังคมไทย การดำเนินการทุกเรื่องจึงต้องมีใจในการทำงาน ที่ประกอบไปด้วยแรงปรารถนาดี มีความเชื่อ ความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำ ที่สำคัญต้องทำก่อน ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น การที่กรมการพัฒนาชุมชนได้รับงบประมาณโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล 4,787,916,400 บาท เพื่อดำเนินการในพื้นที่ 73 จังหวัด 575 อำเภอ 3,246 ตำบล 25,179 ครัวเรือนนั้น ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์
สำหรับประการแรกคือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พึ่งตนเองได้ยั่งยืน ประเทศจะอยู่รอดปลอดภัยได้ย่อมต้องเริ่มมาจากความมั่นคงของครัวเรือน ซึ่งครัวเรือนที่เป็นต้นแบบเหล่านี้ ที่เรียกหัวไวใจสู้ เมื่อได้เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่แล้วจะกลายเป็นครูพาทำพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาแล้วจะกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ขยายผลสู่วงกว้างต่อไป ประการที่สองคือ ความคุ้มค่าของงบประมาณทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐบาลได้อนุมัติในครั้งนี้ ท้องถิ่น ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด เกิดการจ้างงานคนในท้องถิ่น ใช้วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากท้องถิ่นได้อย่างดี ประการสุดท้ายคือ ความสมัครสมาน รู้รัก สามัคคี ของคนไทยผ่านกิจกรรมการเอามื้อสามัคคี โดยแต่ละครัวเรือนจะมีการร่วมมือเอามื้อสามัคคีอย่างน้อย 3 ครั้ง ในระดับตำบล ตำบลละ 7 ครั้ง ตลอดจนการนำเอาหลัก บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ซึ่งเป็นหน่วยที่มีความสำคัญและความหมายสำหรับสังคมเป็นสามเสาหลักที่ยึดโยงค้ำจุน สัมพันธ์กันอย่างสมดุล แก่คนในสังคมไทยมาเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตและเป็นหลักของการพัฒนา
นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอฝากแนวคิดการทำงานว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจริงได้ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ต้องมาช่วยกัน ช่วยอย่างไร คือ หมั่นสร้างสัมพันธภาพ พวกเราต้องออกจากกรอบคิด จะทำงานแค่เพียงในไซโลของเราไม่ได้อีกแล้ว ต้องเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น บูรณาการมองออกไปยังหน่วยงานภาคีเครือข่ายข้างเคียงทั้ง 7 ภาคี ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน ด้วยว่ามีงานอะไรที่เชื่อมถึงกัน ส่งผลดีถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
ในวันนี้ ขอให้ทุกคนตั้งใจ ทุ่มเท แรงกาย แรงใจ อย่างเต็มศักยภาพ มีธรรมะในใจ ธรรมะเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ให้เม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ในด้านการเรียนรู้ขอให้เรียนรู้ด้วยหัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ ใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อให้รู้ ให้เข้าใจในสิ่งที่จะต้องนำไปขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชน ซึ่งตรงตามหลักจะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อนคือ ให้เป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉาน สื่อสารนำประโยชน์สู่พี่น้องประชาชนได้อย่างดี เพราะงานพัฒนาชุมชนคือ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน นักพัฒนาชุมชนต้องรองเท้าขาดก่อนกางเกง หมั่นเยี่ยมชุมชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชุมชน สร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจทุกสิ่งย่อมสำเร็จได้ด้วยดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คนของกรมการพัฒนาชุมชนเชื่อมั่นเสมอมา ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะเป็นของขวัญที่มีค่ายิ่งในการครบรอบ 60 ปี ของกรมการพัฒนาชุมชน ในปี 2564 นำความผาสุกมาสู่พี่น้องคนไทยอย่างแท้จริง
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ของรัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรมที่ 1 นี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้มอบหมายให้สถาบันการพัฒนาชุมชนจัดฝึกอบรม ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช และศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 29 พ.ย. ถึงวันที่ 3 ธ.ค.2563 โดยตลอด 5 วัน มีรูปแบบและวิธีการฝึกอบรม ประกอบด้วยการบรรยาย การแบ่งกลุ่มอภิปราย การฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ ถอดบทเรียนผ่านสื่อ การฝึกครู กระบวนการ ครูประจำฐานเรียนรู้ ครูพาทำ จิตอาสาพัฒนาเอามื้อสามัคคีพัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเป็นแกนนำขับเคลื่อนการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล ในพื้นที่เป้าหมายได้ต่อไป.