ไลฟ์สไตล์
100 year

สิทธิมนุษยชนฯ บนความขัดแย้ง

Advertorial27 พ.ย. 2563 13:33 น.
SHARE

หลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ ต่อท่าทีสถานการณ์ ชุมนุมทางการเมือง ด้วยการสนับสนุนให้มีการเจรจาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ คือ การตั้งข้อสงสัยจากฝ่ายต่างๆ ต่อความเป็นกลางของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติและทิศทางสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธาน กสม.แสดงความกังวลถึงประเด็นดังกล่าวอย่างน่าสนใจ ดังนี้ “กสม.เสนอให้ทุกฝ่ายพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศอย่างจริงจัง และขอให้มีผลที่สามารถยุติปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและลดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง โดยไม่ปิดกั้นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกฝ่ายพึงมีได้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) รับรองไว้”

ความเป็นกลาง ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเป็นธรรม

“ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่า หน้าที่หลักของเราคือ ต้องทำหน้าที่ในการส่งเสริม การเฝ้าระวัง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลักการสำคัญในการทำหน้าที่ได้เป็นที่น่าเชื่อถือดีที่สุด และเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ก็คือกรรมการสิทธิฯ ต้องรักษาความเป็นกลาง”

และ “ความเป็นกลาง” ที่ผู้ทำหน้าที่แทนประธาน กสม.กล่าวถึงย่อมมีกระบวนการในการทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและความถูกต้อง

“ดังนั้น ในช่วงสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรง มีความขัดแย้ง หรือความเห็นต่างทางการเมือง ต่างๆ เหล่านี้ กรรมการสิทธิฯ ก็ต้องวางระบบในการที่จะได้รับข้อมูล เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิด ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นหลักที่ทำให้กรรมการสิทธิฯ สามารถแสดงท่าทีได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะในรูปของแถลงการณ์เป็นเบื้องต้น หรืออาจจะต้องออกเป็นรายงานการตรวจสอบต่อไป ในขณะนี้ก็มีผู้ร้องเรียนมายังกรรมการสิทธิฯ จำนวนหนึ่งแล้ว ดังนั้น ถ้ากรรมการสิทธิฯ ขาดซึ่งความเป็นกลางแล้ว คงยากที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายหรือแม้แต่ในเวทีโลกรับฟังและเชื่อถือ”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังมิได้ตอบสนองรวดเร็วทันใจอย่างที่บางฝ่ายอยากให้เป็น

“บางคนอาจจะมองว่าทำไมกรรมการสิทธิฯ จึงช้านัก เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ทำไมไม่แสดงท่าทีออกมาให้รวดเร็ว ทันใจ ก็ต้องเรียนว่า นี่ละค่ะเรื่องหลักของความเป็นกลาง ทำให้กรรมการสิทธิฯ ต้องหาข้อมูลให้รอบด้าน เราจำเป็นต้องมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว โดยมีการตั้งคณะทำงาน ชุดพิเศษ ทำหน้าที่หลักที่กรรมการสิทธิฯ ทำอยู่ คือเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยการให้เจ้าหน้าที่เราลงพื้นที่ในช่วงสถานการณ์ชุมนุม ไม่ว่าจะฝ่ายไหน หรือที่ใดก็ตาม จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกรรมการสิทธิฯ ไปร่วมอยู่เสมอ ไม่ใช่ไปร่วมชุมนุม แต่ไปร่วมดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยผู้ใด ฝ่ายไหนหรือไม่

จากนั้น เราจึงจะมีท่าทีที่มั่นใจว่าเป็นกลางเป็นธรรมได้ ท่าทีที่สำคัญในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือสุ่มเสี่ยงมากๆ กรรมการสิทธิฯ จะออกเป็นแถลงการณ์ ซึ่งเนื้อหาของแถลงการณ์ก็จะเป็นการเตือนว่า บัดนี้การกระทำบางอย่างมีความสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น เป็นการบอกถึงหลักการสากลว่า ในการชุมนุมหรือการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก หากแม้นฝ่ายรัฐจะต้องดูแล จะต้องดูแลภายใต้หลักการอะไร สิ่งที่ดำเนินการกับผู้ชุมนุมถูกต้องตามหลักสากลไหม

เราจะบอกเสมอว่า หลักการ 10 ประการที่ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติวางไว้ มีอะไรบ้าง การดูแลการชุมนุมที่สงบต้องทำอย่างไร การเป็นองค์กรอิสระ เราจึงสามารถที่จะทำงานไปได้ ถึงขั้นมีหนังสือเตือนท่านนายกรัฐมนตรี เปลี่ยน ครม. เตือนไปยังหน่วยงานของรัฐ เช่น การทำหนังสือเตือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการเคารพสิทธิของผู้ชุมนุม หรือทำให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่รับฟังกันได้ ท่าทีของรัฐที่จะต้องดูแลประชาชน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กรรมการสิทธิฯ พยายาม จะบอก ก็ต้องขอบคุณหลายๆ หน่วยงานที่รับฟัง

ส่วนประชาชนเองก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น การชุมนุมเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่สิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย หรือในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง ทางการเมือง ก็มีข้อยกเว้น หากแม้นไปกระทบ กระทั่งในสิทธิของคนอื่น เราก็ต้องเตือนว่าไปก้าวล่วงในสิทธิของผู้อื่นแล้วนะ ขอให้ถือสิทธิภายใต้ขอบเขตการเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย

ที่สำคัญคือ รัฐต้องตระหนักในหลักสิทธิสำคัญที่ประชาชนต้องได้รับสิทธิ ถ้ามีข้อยกเว้น ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประเทศ เรื่องที่กระทบสุขภาพ เรื่องที่จะเกิดการกระทบจนมีผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หรือจะเป็นภัยต่อประเทศชาติของเรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็มีหลักการที่สามารถรับการยกเว้นการใช้สิทธิของประชาชนได้

เพราะฉะนั้นในความเป็นกลาง เราก็จะต้องทำหน้าที่เช่นนี้ คือเตือนทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจไม่ถูกใจทั้งสองฝ่ายเลยหากเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือเกินขอบเขตของกฎหมาย แต่คณะกรรมการสิทธิฯ ก็ยืนยันว่า เสียงของเราที่ส่งออกไปทั้งในและต่างประเทศนั้น ต้องเชื่อมั่นได้ว่านี่คือเสียงแห่งความเป็นกลางจริงๆ”

“หลักความเป็นกลาง เป็นหลักสำคัญในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งและมีความเปราะบางเช่นนี้”

สันติวิธี คือทางออก

ดูเสมือนว่า มีความพยายามใช้สันติวิธีเจรจากัน ซึ่งต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสัญญาณว่า แนวคิดสันติวิธีได้เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังเข้าใจที่จะใช้วิธีพูดคุยกันก่อน จะทำอะไรก็บอกกัน ซึ่งผู้ใหญ่ก็รับฟังหน่วยงานของรัฐก็มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น และที่สำคัญคือกรรมการสิทธิฯ ก็คาดหวังในแถลงการณ์ทุกฉบับ หรือในข่าวหลังจากที่เกิดความเห็นต่าง ตลอดการชุมนุมทางการเมืองที่มีความเห็นต่าง เราจะยืนยันเสมอว่า แนวทางสันติวิธีเท่านั้นที่จะทำให้สถานการณ์และข้อขัดแย้งต่างๆ จบลงได้ เราเสนอว่ารัฐสภาน่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

เพราะนี่คือตัวแทนของประชาชน ดังนั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากความเห็นต่างของประชาชนในประเทศนี้ ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาต้องช่วยกันคิดหาทางออก และควรจะเป็นแนวทางสันติวิธี

อิสระและสิทธิที่ได้รับความคุ้มกัน

“บางฝ่ายอาจจะมีความกังวลว่า กรรมการสิทธิฯ ไม่ได้รับความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น กรณีการชี้แจงรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมมาตรา 26 (4) ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแก้ต่างแทนรัฐบาล ดิฉันขอยืนยันว่ากรรมการสิทธิฯ มีดุลพินิจที่เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ที่ผ่านมากรรมการสิทธิฯ ใช้ดุลพินิจเลือกชี้แจงเฉพาะรายงานที่เราเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนและจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่แท้จริงของประเทศ และอาจมีผลกระทบในเรื่องอื่นๆ ต่อไปเท่านั้น

และกรรมการสิทธิฯ ไม่อาจถูกแทรกแซงการทำงานได้ และกฎหมายยังให้ความคุ้มกันแก่กรรมการ คือ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง จากการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริต”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกสม.ชุมนุมทางการเมืองสันติวิธีกรรมการสิทธิมนุษยชนสิทธิทางการเมืองสิทธิพลเมือง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2564 เวลา 06:03 น.