ไลฟ์สไตล์
100 year

ประเทศรวยกวาดเรียบวัคซีนโควิด-19 ยกลอตผลิตปี 64 ชาติจนๆรอต่อไป

ไทยรัฐฉบับพิมพ์22 พ.ย. 2563 05:01 น.
SHARE

มหาวิทยาลัยดังในสหรัฐฯประเมินปีหน้า ประเทศรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ อาจชวดได้วัคซีนต้านโควิด-19 ให้พลเมืองของตัวเอง หลังพบชาติร่ำรวยเหมาจองวัคซีนไปเรียบ 6,400 ล้านโดส อยู่ระหว่างเจรจาสั่งจองอีก 3,200 ล้านโดส ขณะที่กำลังการผลิตปี 2564 ของบริษัทเวชภัณฑ์ต่างๆ คาดผลิตได้แค่ราว 1,300 ล้านโดส ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดยังรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่วนไทยเริ่มการ์ดตก จากผลโพลกรมควบคุมโรค คนเริ่มเมินการใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงลดความวิตกกังวล แม้ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 10 คนมาจากต่างประเทศ ล่าสุดพบเมียนมาในศูนย์ผู้ลี้ภัยอุ้มเปี้ยมติดโควิด-19 หลังลักลอบออกไปนอกพื้นที่ ด้าน จ.ตาก สั่งล็อกดาวน์ ศูนย์ฯแล้ว

ถึงโลกจะมีข่าวดีเรื่องวัคซีนต้านไวรัสก่อโรคโควิด-19 แต่ใช่ว่าทุกประเทศจะได้วัคซีนไปง่ายๆ โดยเมื่อวันที่ 21 พ.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยดุค รัฐนอร์ท- แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ว่าในขณะนี้นานาประเทศทั่วโลกได้สั่งจองวัคซีนของบริษัทเวชภัณฑ์ต่างๆ ไว้แล้วกว่า 6,400 ล้านโดส และอยู่ระหว่างการเจรจาสั่งจอง 3,200 ล้านโดส เมื่อประเมินจากตัวเลขการผลิต อย่างของบริษัทเวชภัณฑ์ไฟเซอร์ ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าในปีนี้จะผลิตได้ 50 ล้านโดส และปี 2564 จะผลิตได้ประมาณ 1,300 ล้านโดส และคน 1 คน ต้องใช้ขั้นต่ำ 2 โดส จึงเชื่อได้ว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จะไม่ถึงมือประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำภายในสิ้นปี 2564 อาจจะต้องรอวัคซีนไปจนถึงปี 2565 ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เข้าใจว่าผู้นำประเทศต่างๆ ต้องการปกป้องประชาชนของตัวเองก่อน แต่อยากย้ำว่าการต่อสู้กับไวรัสต้องร่วมมือกัน

ข่าวแนะนำ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า บริษัทไฟเซอร์ จากสหรัฐอเมริกาและไบออนเทค จากประเทศเยอรมนี ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติต่อองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) ให้นำวัคซีนไปใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉิน หลังผลการทดสอบเฟสสามในร่างกายอาสาสมัครพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพถึง 95 เปอร์เซ็นต์

โดยทั้งนี้ เอฟดีเอจะนำเรื่องไปพิจารณา ตรวจสอบข้อมูล และประชุมเพื่อให้คำตอบแก่ไฟเซอร์ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ส่วนการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ หรือจี 20 พิจารณาแผนเลื่อนการชำระหนี้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นเวลา 6 เดือน หรือจนถึงกลางปี 2564 แต่สหภาพยุโรปเรียกร้องให้ชาติจี 20 ระดมทุน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 144,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาติยากจนในเรื่องวัคซีนต้านไวรัส

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อในวันเดียวสูงถึง 660,208 คน ยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 58 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 1.37 ล้านคน โดยที่สหรัฐฯ ยอดติดเชื้อรวมกลายเป็น 12.2 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 260,000 คน ตามด้วย อินเดีย ยอดติดเชื้อรวม 9.05 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 133,000 คน และบราซิล ยอดติดเชื้อทะลุ 6 ล้านคน เสียชีวิตรวมกว่า 169,000 คน

ขณะที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น พบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 539 คน ถือเป็นสถิติใหม่ ทั้งเป็นการพบผู้ติดเชื้อรายวันเกิน 500 คน 3 วันติดต่อกัน ที่เกาหลีใต้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 386 คน ในจำนวนนี้กว่า 270 คน พบในกรุงโซล ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจต้องบังคับใช้มาตรการสกัดกั้นรอบใหม่อีก หลังจากผ่อนคลายมาตรการไปเมื่อเดือน ต.ค. ส่วนที่จีน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ประกาศตรวจหาเชื้อประชากรทั้งหมด 3 ล้านคน ในเมืองเทียนจิน ใกล้กรุงปักกิ่ง ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 วัน หลังพบผู้ติดเชื้อในเมืองดังกล่าว 5 คน

ส่วนสถานการณ์ในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ว่าไทยพบผู้ป่วยเพิ่ม 10 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งหมด แบ่งเป็นคนไทย 6 คน ต่างชาติ 4 คน ได้แก่ ประเทศเยอรมนี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก เบลเยียม อินเดีย ประเทศละ 1 คน และจากเนเธอร์-แลนด์กับสหรัฐอเมริกา ประเทศละ 2 คน ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,902 คน หายป่วยเพิ่ม 11 คน รักษาตัวอยู่ 86 คน เสียชีวิตคงที่ 60 คน

ผู้ป่วยทั้ง 10 คน มีรายละเอียดดังนี้ เป็นคนไทย 6 คน คนที่ 1 มาจากสวีเดน เป็นหญิง อายุ 30 ปี อาชีพรับจ้างอิสระ พบเชื้อ มีไข้ ไอ มีเสมหะ จมูกไม่ได้กลิ่น เข้ารักษาตัวใน รพ.เอกชน คนที่ 2 มาจากสาธารณรัฐเช็ก เป็นพนักงานนวดหญิง อายุ 43 ปี พบเชื้อ ไม่มีอาการ รักษาตัวใน รพ.บางละมุง คนที่ 3 มาจากเนเธอร์แลนด์ เป็นแม่บ้านหญิง อายุ 52 ปี พบเชื้อ เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดกล้ามเนื้อ รักษาตัวในสถาบันโรคทรวงอก คนที่ 4 มาจากเนเธอร์แลนด์ เป็น นศ.หญิง อายุ 22 ปี พบเชื้อไม่มีอาการ รักษาตัวใน รพ.ราชวิถี คนที่ 5 มาจากสหรัฐอเมริกา เป็นชาย อายุ 61 ปี พบเชื้อไม่มีอาการ รักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน คนที่ 6 มาจากสหรัฐอเมริกา เป็น นศ.ชาย อายุ 25 ปี พบเชื้อ มีไข้ รักษาตัวใน รพ.สมุทรปราการ

ผู้ป่วยอีก 4 คนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด โดยคนที่ 7 มาจากประเทศเยอรมนี เป็นนักธุรกิจชาย ชาวดัตช์ อายุ 55 ปี พบเชื้อ ไม่มีอาการ รักษาตัวใน รพ.เอกชน คนที่ 8 มาจากสวิตเซอร์แลนด์ วิศวกรชาย ชาวสวิส อายุ 56 ปี พบเชื้อ ไม่มี อาการ รักษาตัวใน รพ.เอกชน คนที่ 9 วิศวกรชาย ชาวเบลเยียม อายุ 32 ปี มาจากเบลเยียม พบเชื้อ ไม่มีอาการ รักษาตัวใน รพ.เอกชน และคนที่ 10 เป็นนักเรียนหญิง ชาวอินเดีย อายุ 15 ปี มาจากประเทศอินเดีย พบเชื้อ ไม่มีอาการ รักษาตัวในรพ.เอกชน

ต่อมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้สำรวจการรับรู้ทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเรื่องโรคโควิด-19 ครั้งล่าสุด วันที่ 7-20 พ.ย.2563 ผู้ตอบแบบสอบถาม 3,140 คน พบว่าประชาชนมีแนวโน้มพฤติกรรมสุขภาพที่ลดลง ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไม่มีอาการป่วย ลดลงมาอย่างต่อเนื่องเหลือเพียงร้อยละ 68.4 จากที่เคยสูงสุด

ร้อยละ 96.2 ในช่วงเดือน พ.ค.63 สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยเพียงร้อยละ 88.6 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 94.9 ในช่วงที่พบการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และร้อยละ 55.3 ยังคงจะสวมหน้ากากต่อเนื่อง พร้อมทั้งเว้นระยะห่างเมื่อไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนมีความวิตกกังวลลดลงเกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยกังวลระดับมาก ลดลงจากร้อยละ 27.9 เหลือร้อยละ 24.5 กังวลปานกลาง จากร้อยละ 35.8 เหลือเพียงร้อยละ 24.5

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า หากความกังวลที่ลดลงเกิดมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่มีมากขึ้น นับเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนการ์ดอย่าตก ปฏิบัติตามมาตรการกระทรวง โดยสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจล หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัด และลงทะเบียนเข้าออกสถานที่ ด้วยแพลตฟอร์มไทยชนะทุกครั้งที่ใช้บริการสถานที่/ ร้านค้า

นอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าองค์กร International Rescue Committee (IRC) ศูนย์ชั่วคราวคณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศ หรือไออาร์ซี ในศูนย์ผู้ลี้ภัยการสู้รบบ้านอุ้มเปี้ยม ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ แจ้งให้ฝ่ายปกครอง อ.พบพระ ทราบว่าที่ศูนย์อุ้มเปี้ยมพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 ราย ถูกนำตัวส่ง รพ.แม่สอด และขณะนี้นำผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวน 7 ราย ไปกักบริเวณในศูนย์ผู้ลี้ภัย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยเป็นชายชาวเมียนมา อายุ 48 ปี อาศัยอยู่ในศูนย์ผู้ลี้ภัยอุ้มเปี้ยมมานานแล้ว มีประวัติเดินทางออกไปนอกศูนย์ฯ เบื้องต้นแจ้งว่าไปทำงานที่บ้านป่าคา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ด้วยการลักลอบออกไป ต่อมากลับเข้าศูนย์ฯอุ้มเปี้ยม เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังกลับมามีอาการอ่อนเพลีย นอนพักที่บ้านไม่ได้ออกเดินทางไปไหน ต่อมามีอาการไข้ เหนื่อย ซีด มาตรวจโรงพยาบาลในศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. มีไข้สูง 37.7 องศาเซลเซียส แพทย์ IRC ส่งตรวจ NPS ที่โรงพยาบาล SMRU ในศูนย์อพยพอุ้มเปี้ยม และวันที่ 20 พ.ย. เวลา 11.00 น.ห้องปฏิบัติการของ SMRU รายงานผลเบื้องต้นพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เบื้องต้นแพทย์ IRC ได้ประสาน รพ.พบพระ ขอมาประเมินผู้ป่วยในศูนย์ผู้ลี้ภัยฯ และส่งตัวเข้า รพ.แม่สอด มีการเก็บสารคัดหลั่งส่งศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 จ.พิษณุโลก ตรวจยืนยันอีกครั้ง คาดทราบผลวันที่ 23 พ.ย.นี้ และล่าสุด จ.ตาก สั่งล็อกดาวน์ศูนย์อพยพบ้านอุ้มเปี้ยมแล้ว

ขณะที่ประเทศเมียนมาสั่งปิดเมือง 7 แห่ง ได้แก่ ย่างกุ้ง ยะไข่ มัณฑะเลย์ พะโค เขตอิรวดี รัฐมอญ และรัฐคะฉิ่น ห้ามประชาชนออกนอกบ้านอย่างเด็ดขาด เพราะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.เมียนมาผู้ป่วยสะสม 76,415 ราย เสียชีวิต 1,695 ราย ส่วนแรงงานเมียนมาที่เดินทางกลับทางด่านสะพานแห่งที่ 2 อ.แม่สอด ยังสามารถกลับได้เพราะจังหวัดเมียวดี ฝั่งตรงข้ามแม่สอด ยังเปิดตามปกติ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ข่าวหน้า1ข่าววันนี้ไวรัสอู่ฮั่นCOVID-19ยอดผู้ป่วยโควิด-19ไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 20:46 น.