ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เด็กวัยเรียนโดนกระทำ เครียดเสี่ยงโรคเฉียบพลัน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ต.ค. 2563 05:01 น.
    SHARE

    เหตุความรุนแรงที่เกิดจาก “บุคลากรครู” ลงโทษทำร้ายนักเรียนผิดแผกไปจากแบบแผนระบบการศึกษา มักเกิดให้เห็นบ่อยถี่ขึ้น จนมองกันว่า “โรงเรียน” กลายเป็น “พื้นที่อันตราย” ทำให้ “เด็กตกเป็นเหยื่อ” อยู่ในภาวะระแวดระวังความไม่ปลอดภัย ที่เป็นภาพความทรงจำในวัยเรียนมีผลกระทบในอนาคต

    ทำให้เรื่องนี้เป็น “ค่านิยมซุกไว้ใต้พรม” ในวงการศึกษาไทย เพราะ ไม่เคยมีการลงโทษเด็ดขาดต่อ “ผู้กระทำ” กลายเป็นต้นเหตุเอื้อต่อการยกระดับความรุนแรง มีผลกระทบต่อพัฒนาการเรียนรู้ต่อเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน และสุขภาพจิตแย่ลงเฉียบพลัน

    กระทั่งเกิดขึ้นในโรงเรียนดัง จ.นนทบุรี...“ครู และพี่เลี้ยง ประจำชั้น อนุบาล” ลงโทษทำร้ายเด็กนักเรียนหมู่หลายสิบคน ทำให้ “ผู้ปกครอง” ต่างทยอยกันเข้าแจ้งความ สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดี โดยมีกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานสำคัญในการเอาผิดครั้งนี้

    ความรุนแรงมีผลกระทบต่อเด็กนี้ ดร.จารุวรรณ สกุลคู อาจารย์สาขา วิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า การใช้ความรุนแรง หรือทำให้ไม่ปลอดภัยต่อเด็ก อีกทั้งยังมีความรุนแรงทางจิตใจ เช่น การดุด่า ประชดประชัน และการล้อเลียน ย่อมก่อให้เกิดบาดแผลต่อร่างกาย และจิตใจได้ด้วยเช่นกัน

    สาเหตุจาก “ความเปราะบางของเด็ก” ในภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยรอบตัวเด็ก ในส่วนนี้ “นักจิตวิทยา” แบ่งลักษณะการศึกษาออกเป็น 2 กลุ่มระยะ กลุ่มวัยแรก...“เด็กก่อนเรียนอายุ 3-5 ขวบ” ที่มีพัฒนาการเจริญเติบโตทางร่างกาย กระดูกกล้ามเนื้อรวดเร็ว

    เริ่มมีทักษะการเคลื่อนไหว และสามารถใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายได้ดี มีการเรียนรู้ผ่านระบบประสาทสัมผัสในการทดลอง หยิบจับ และการเล่น ด้านอารมณ์ยังไม่สามารถควบคุมได้ดีมากนัก

    ทำให้เด็กวัยนี้มักเป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น หงุดหงิด เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้จะค่อยๆเรียนรู้ปรับตัวให้เข้ากับสังคมแวดล้อมรอบตัวเองไปเรื่อยๆ

    จึงต้องเน้นฝึกสอน “ภาษา” ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ด้วยการฝึกกิน ออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง ระเบียบวินัยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และเชื่อมโยงกับ “สภาพจิตใจ” ที่เกิดจากพ่อแม่ดูแลให้ความรักความอบอุ่น เพื่อให้มีความรู้สึกปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้วิธีการบังคับกับเด็กวัยนี้

    แตกต่างจาก กลุ่มที่สอง...“เด็กวัยเรียน มีอายุ 6-7 ขวบขึ้นไป” เริ่มมีทักษะภาษาค่อนข้างดี และอธิบายความคิดสื่อสารได้มากขึ้น แต่เด็กวัยนี้ ก็ยังมี “ความคิดไม่ซับซ้อน” มักชอบคิดคำถาม เมื่อผู้ใหญ่อธิบายมากๆ ก็จะเปลี่ยนความสนใจไปเรื่องอื่น เพราะยังมี “สมาธิสั้น” จึงมักชอบยิงคำถามไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย...

    ประเด็น...“ความรุนแรงในเด็กก่อนวัย” ที่ต้องเผชิญสภาพสังคมเต็มไป ด้วยความรุนแรงซ้ำๆ ทั้งในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ทำให้เด็กเกิดความเครียดขึ้นได้เสมอ ที่มีผลกระทบทางกาย และทางจิตใจ ที่เรียกว่า “ประสบการณ์ทางลบในวัยเด็ก” แต่การต้องเผชิญ “ความรุนแรง หรือสภาพแวดล้อมมีแต่ความรุนแรงซ้ำๆ”

    ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงวัยเติบโตขึ้นนี้ มักจะนำไปสู่ความ “เครียดเรื้อรังยาวนาน” ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมอง จำกัดการขยายตัว หรือการแตกแขนงของเซลล์ต่างๆ มีความเสี่ยงให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรม การเรียน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต

    ตัวอย่างกรณี...เหตุการณ์ในโรงเรียนดัง จ.นนทบุรี “ครู พี่เลี้ยง” กระทำรุนแรงต่อเด็ก ที่เป็นระยะเวลานาน ยิ่งส่งผลให้เด็กเกิดเครียดเรื้อรังแน่นอน แม้ว่าไม่ได้เผชิญด้วยตัวเองก็ตาม แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นที่ต้องเห็นเพื่อนคนอื่น “ถูกกระทำ” มักต้องเกิดความกลัว ทำให้ “เครียดเรื้อรัง” เช่นเดิม

    อนาคตความเครียดนี้จะมีผลกระทบก่อให้เกิดมากหรือน้อยเพียงใดไม่สามารถตอบได้ เพราะแต่ละคนจะมีวิธีป้องกันแตกต่างกัน ในบางคนอาจมีความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกัน ที่มีครอบครัวเป็นพลังใจให้ได้รับความรู้สึกปลอดภัย และถ้าไม่ต้องเจอ หรือต้องเผชิญความรุนแรงอีก กระบวนการจัดการความเครียดก็จะดีขึ้นตามมาก็ได้

    ทว่า...เคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับ “ความเครียดเรื้อรังที่เกิดจากความรุนแรงในเด็กนี้” ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องเหมาะสม ก็มีปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์ต่อผลกระทบหลากหลายเรื่องได้ ทั้งปัญหาโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล แม้แต่หันไปใช้บุหรี่ และสารเสพติด หรือพฤติกรรมที่อาจก้าวร้าวใช้กำลังกับคนอื่นก็ได้

    ส่วน “เด็กถูกกระทำโดยตรงซ้ำๆ” ก็อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกาย สุ่มเสี่ยงสูงนำไปสู่การเป็นผู้ป่วยในโรคตับ โรคปอด โรคหัวใจแบบเฉียบพลันก็ได้ เพราะการเกิดสภาวะความเครียดภายใต้ความกดดันต่อการเผชิญความ รุนแรงเป็นระยะเวลานาน ย่อมทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาในระดับสูงนานเช่นกัน

    ตอกย้ำ...ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะสำคัญแปรปรวนไป ที่อาจทำให้นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร สิ่งเหล่านี้ คือสาเหตุส่งผลต่อกระบวนการทำงานของร่างกายนำไปสู่โรคต่างๆนั่นเอง ...ดังนั้น ถ้าเด็กมีพฤติกรรมเหล่านี้อาจต้องปรึกษากับ “จิตแพทย์” เพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป

    ประเด็น...“เด็กวัยก่อนเรียนถูกกระทำ” เบื้องต้นมีตัวบ่งชี้ด้วยการสังเกตพฤติกรรมความก้าวร้าวแบบไม่มีเหตุผล ในเด็กบางคนอาจมีความกลัว เศร้า แยกตัวหลบหนีไม่อยากไปโรงเรียน ในบางครั้งอาจมีอาการปวดหัว เจ็บท้องไม่ทราบสาเหตุ เพราะ “เด็กเล็กวัยนี้” ไม่สามารถอธิบายสิ่งเลวร้าย ที่ต้องเผชิญออกมาเป็นคำพูดได้

    ทำให้ต้องสื่อสารแสดงความรู้สึกปัญหาของความกังวลผ่านอารมณ์ออกมาหลากหลายแบบนี้ ดังนั้น “ผู้ปกครอง” อาจสังเกตพฤติกรรมก้าวร้าวแบบไม่มีเหตุผล หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงอ่อนไหวกว่าเดิมแทน และนำมาประกอบประมวลผลจากการสอบถามผู้ปกครองคนอื่น ในการสรุปสาเหตุการถูกทำร้ายในโรงเรียนได้ด้วย

    ในส่วน “การลงโทษเด็กทำผิด” มีวิธีให้เลือกปฏิบัติมากมาย ที่เน้นสอนทำเป็นแบบอย่าง ในการส่งเสริมพฤติกรรมให้เด็กกระทำตาม เมื่อใดเด็กมีพฤติกรรมเหมาะสม อาจต้องชื่นชมยกย่องให้รางวัล เพื่อให้เรียนรู้ต่อการทำต่อไป สำหรับเด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจต้องนิ่งเฉย เพื่อเป็นการแสดงออกไม่สนับสนุนพฤติกรรมนั้น

    แต่ห้ามลงโทษด้วยการทำร้ายทางร่างกาย เพราะมักไม่ได้ผล แต่จะ เป็นการกดพฤติกรรมก้าวร้าวไว้ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น ครูควรมีจิตสำนึกความเป็นครูอันเป็นแนวคิดพื้นฐานด้วยเช่นกัน

    จริงๆแล้ว...“ครู” อาจต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่จะเป็นการการันตีประพฤติตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งมาตรฐานความรู้ ประสบการณ์วิชาชีพ และมาตรฐานการปฏิบัติงานการปฏิบัติตน เพื่อป้องกันการ ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ดังนั้น “โรงเรียน” ที่มีครูผู้สอนอาจต้องมีการตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพนี้

    อย่าลืมว่า “ครู” ไม่ใช่มีวิชาความรู้อย่างเดียว แต่ต้องเป็นครูที่ดีได้ด้วย อีกทั้งต้องมีคุณธรรม และความประพฤติที่ดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนต่อไป...

    ประการต่อมา...“โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา” อาจต้องมีระบบ การคัดเลือกบุคคลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการฝึกอบรมตามมาตรฐานวิชาชีพ ความรู้ และการปฏิบัติงานครูเบื้องต้น ที่เป็นการภายในให้กับครูพี่เลี้ยงประจำห้องชั้น รวมถึงการสร้างระบบในการดูแลบุคลากรในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด

    ย้ำเข้าใจว่า “ครูพี่เลี้ยง” ในบางครั้งอาจต้องเหนื่อยล้า ในการดูแลเด็กก่อนวัยเรียน เพราะบางคนก็มีพลังเยอะมาก ถ้าหากมีระบบดูแลกันในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด และมีการฝึกอบรมคุณธรรม และความประพฤติที่ดีในความเป็นครูพี่เลี้ยงเบื้องต้น ก็จะสามารถช่วยระงับความรุนแรงในการลงโทษเด็กในโรงเรียนเกินกว่าเหตุได้ระดับหนึ่ง

    สุดท้าย...“อาชีพครู และครูพี่เลี้ยง” เป็นอาชีพที่มีความเครียดสูง ถ้ารู้เท่าทัน “ปัญหาส่วนตัว” ต้องรีบจัดการอารมณ์ตัวเอง หากมีต้นทุนความ เครียดอยู่แล้ว อาจรับมือ “เด็กพลังเยอะไม่ดีพอ” เป็นสาเหตุเสี่ยงต่อความรุนแรงต่อเด็กค่อนข้างสูงได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีสวัสดิการดูแลสุขภาพจิตครู ด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องดี

    เมื่อถึงจุดนี้แล้ว “ทุกคน” คงต้องตระหนักรู้ “สิทธิของเด็ก” กันให้มาก ถ้าต้องเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่มีผลต่อความปลอดภัยต่อเด็กในโรงเรียนระยะยาวได้ ก็ต้องดำเนินการทำกันอย่างจริงจังเสียที.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า1นักเรียนครูทำร้ายเด็กครูตีเด็กเด็กอนุบาลครูพี่เลี้ยงโรงเรียนการศึกษา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 22:34 น.