หนังสือชื่อ “แต้จิ๋ว” ธานี ปิยสุข เขียน น่าจะพิมพ์เสร็จไม่นาน หนึ่งในหลายๆเล่ม ที่คุณจรัญ หอมเทียนทอง สำนักพิมพ์แสงดาว ทยอยส่งมาให้ เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านเรื่องแรกจบ แล้วก็ไปต่อไม่ได้

เก็บความชอบเอาไว้คนเดียวไม่ไหวครับ ต้องขอขยายต่อ

ตามสารบัญเรื่องนี้ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “เซียะคากับเซียะคาเกี้ย” ในวงเล็บเป็นภาษาไทยว่า เมียทาสและลูกเมียทาส “เซียะคา” แปลว่า เท้าเปล่า ชาวแต้จิ๋วในสมัยราชวงศ์ชิง ใช้เรียกผู้หญิงที่ไม่ได้รัดเท้า

สมัยนั้น ผู้หญิงสูงศักดิ์จะต้องรัดเท้า เรียกกันว่า กิม เน้ย ซา ฉุ่ง เท้าดอกบัวทองคำ 3 นิ้ว

ถ้าเจอผู้หญิงที่มีเท้าเป็นธรรมชาติ ก็แสดงว่าเป็นลูกสาวชาวบ้านจนๆทั่วไป ที่ทำไร่ทำนา หากรัดเท้าก็ทำงานหนักไม่ไหว
ถ้าไปอยู่ในบ้านท่านเศรษฐีหรือผู้ดี ก็จะถูกเรียก เซียะ คา ปี๋ จะแปลว่านางทาส หรือสาวใช้ก็ได้ ถูกทั้งคู่

หน้าตาดีถูกใจเจ้านาย ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นเซียะคาแจ้ เมียทาส

แต่ก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ฐานะต่ำต้อยกว่า อี่ไท่ไถ่ เมียน้อยหลายขุม เมียน้อยหากเมียหลวงตาย ยังมีโอกาสได้เลื่อนฐานะ
แต่พวกเซียะคาแจ้ อยู่จนแก่ตาย ก็ยังเป็นทาสอยู่นั่นแหละ

คุณธานี ปิยสุข บอกว่า แม้ชาวแต้จิ๋วจะไม่เจ้ายศเจ้าอย่างนัก แต่เรื่องเซียะคา พวกเขายังจริงจังมาก ลูกที่เกิดจากเซียะคาแจ้ จะแต่งงานได้กับเซียะคาเท่านั้น ห้ามแต่งข้ามชั้นเด็ดขาด

เซียะคาแจ้ ไม่ใช่สาวใช้หน้าตาดีเท่านั้น ยังมีส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการซื้อขาย งานนี้เป็นงานของแม่สื่อ ที่รับใบสั่งไปสืบเสาะว่าบ้านไหนมีสาววัยเอ๊าะ ก็รีบไปขอ “ดูตัว”

...

การดูตัว เริ่มที่ดูหน้าตา เห็นว่าสวยก็จะจับมือจับเท้า คลำดูว่ามือเท้าจะหยาบกร้านแค่ไหน ถ้าหยาบมากแสดงว่านายเก่า
ไม่รัก ใช้งานหนัก เมียทาสอย่างนี้ราคาถูก

อันดับต่อไป คลำหน้าอกเต่งตึงเด้งดึ๋งแค่ไหน จากนั้นก็ดูขนคิ้ว วิธีดูใช้การถูว่าหลุดร่วงง่ายหรือไม่ ถ้าหลุดร่วงง่าย แสดงว่าเธอเคยเป็นนางโลมมาก่อน

แล้วก็ถึงขั้นการตรวจรักแร้ จริงจังมาก ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดแรงๆ สองที ดมดูให้แน่ใจว่ามีกลิ่นแรงมากน้อย

อันดับสุดท้าย ขอคำยืนยัน เป็นสาวพรหมจรรย์ ไม่เคยผ่านมือชาย เคราะห์ดี ขั้นตอนนี้ ไม่เอาจริงถึงขนาดขอตรวจพิสูจน์

เอาเป็นว่าคุณภาพนางบำเรอทาส แม่สื่อพอใจ จึงมาถึงขั้นเจรจาต่อรองราคา ซึ่งก็มักตกลงกันในทันที

และก็ไม่ต้องมีการรีรอ เมื่อซื้อได้แล้ว ก็ถึงพิธีแต่งงาน ซึ่งก็ไม่มีพิธีรีตองเหมือนพิธีแต่งลูกสาวผู้ดี ที่เจ้าสาวต้องนั่งเกี้ยว สาวเซียะคาแจ้เดินเท้าเข้าบ้านเจ้าบ่าว โดยมีแม่สื่อนำทาง

ไม่ต้องมีผ้าปิดหน้า ใช้แค่ร่มกางหลุบๆปิดหน้าไว้หน่อยก็พอ

ก็แค่นี้ จะเอาอะไรกันนักหนา เพราะตามขนบเมียทาสนั้น เธอคือสินค้าชิ้นหนึ่ง

เรื่องที่ควรรู้ต่อ ถ้าเมียทาสมีลูกชาย บังเอิญฮูหยินใหญ่ไม่มีลูก ลูกเมียทาสจะกลายเป็นลูกฮูหยินใหญ่ เรียกฮูหยินใหญ่เป็นแม่ เรียกแม่บังเกิดเกล้าว่า เซียะคาแจ้ หรือไม่ก็เรียกชื่อ ไม่มีวี่แววเยื่อใยความเป็นแม่ลูกเหลืออยู่เลย

“ธรรมเนียมอัปลักษณ์เหล่านี้ ถูกยกเลิกไปหลังจาก ดร.ซุน ยัด เซ็น ปฏิวัติประเทศจีน”

ธานี ปิยสุข จบเรื่องนี้แค่นี้ ผมอ่านแล้วก็อึ้ง...นี่คืออีกความรู้ใหม่ มนุษย์นั้นกดขี่ความเป็นมนุษย์ด้วยกันมานานหนักหนาแล้ว

ไปหาหนังสือ “แต้จิ๋ว” อ่านบทต่อไปกันตามอัธยาศัยนะครับ วันสองวันนี้ ผมมีงานจะต้องทบทวน แอกที่มีเสียงเด็กๆตะโกนว่า ต้องปลดออก แสดงว่าหนักๆนั้น...มันจะหนักซักแค่ไหน.

กิเลน ประลองเชิง