หมอกอล์ฟ เผยกรณี "ครูจุ๋ม" ทำร้ายลูกศิษย์ มีโอกาสส่งต่อความรุนแรงแก่เด็ก โตขึ้นเป็นคนเก็บกด คุ้นชินกับความรุนแรง แปลกใจเหตุใดครูคนอื่นเห็นแล้วไม่ห้าม แนะพ่อแม่หมั่นสังเกตพฤติกรรมลูก


จากกรณีโลกออนไลน์แชร์เรื่องราวของ "ครูจุ๋ม" ครูห้องเด็กอนุบาล โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำร้ายลูกศิษย์ ทั้งจิกผม ผลักจนล้ม จนเด็กหวาดผวา และแสดงอาการไม่อยากไปโรงเรียนให้ผู้ปกครองได้เห็น ขณะที่ครูที่อยู่ในห้องอีก 2-3 คนไม่มีใครเข้าไปห้ามปรามแต่อย่างใด ซึ่งล่าสุดทางโรงเรียนได้ให้ครูจุ๋มออกจากโรงเรียนแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 27 ก.ย.63 นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล หรือ หมอกอล์ฟ แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม เปิดเผยว่า จากลักษณะนิสัยของ ครูจุ๋ม เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ปกครองจะพูดเพราะ พูดจาดี แต่เวลาอยู่กับเด็กๆ ไม่มีผู้ปกครอง บางครั้งจะมีอารมณ์เกรี้ยวกราด ใช้ความรุนแรง คล้ายกับคนที่มี 2 บุคลิกในคนเดียวกัน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว สาเหตุอาจมาจากในอดีตเคยโดนทำร้ายมาก่อน หรือ ภาวะเก็บกด คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนใหญ่จะมี 2 แบบ ดังนี้

1. คนประเภทที่เจอปัญหาแล้วจะไม่พูดอะไรออกมาเลย แต่จะแสดงออกเมื่อเจอกับบุคคลที่ตัวเองเด่นกว่า หรือสามารถข่มได้

2. คนที่เจอความรุนแรงและเกิดความเคยชินตั้งแต่เด็ก เลยใช้สิ่งนั้นทำกับคนที่อ่อนแอกว่า

เช่นเดียวกัน เมื่อเด็กเจอความรุนแรงในลักษณะนี้อาจจะเติบโตเป็นคนทั้ง 2 รูปแบบที่กล่าวมา หากเด็กเจอเหตุการณ์แบบนี้ ในอนาคตอาจจะมีลักษณะเหมือนกับ "ครูจุ๋ม" ได้ 

"หมอเห็นแล้วก็แปลกใจที่ครูคนอื่นไม่ห้ามเลย โดยเฉพาะครูประจำชั้นที่มีอำนาจมากกว่า มองว่าคนเหล่านี้อาจเห็นจนเคยชิน ตนคิดว่าน่าจะมีปัญหาด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก่อนที่โรงเรียนจะรับครูเข้ามาต้องปรึกษากับนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ด้วยว่า ครูที่จะเข้ามาดูแลเด็กอนุบาล มีวิธีดูแลอบรมเด็กอย่างไร จะทำอย่างไรเมื่อเจอกับเด็กดื้อ ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำตามคำสั่ง ซึ่งการติดกล้องวงจรปิดอาจจะเป็นวิธีที่ดีในระดับหนึ่ง"

...

หมอกอล์ฟ กล่าวว่า การเป็นคน 2 บุคลิก ตนมองว่าหากเป็นอาชีพอื่นจะไม่ค่อยน่ากลัว แต่อาชีพครูมันจะสร้างปม สร้างความรุนแรงให้กับเด็ก ซึ่งเป็นผ้าขาว จะโตมาเป็นคนเก็บกด หรือไม่ก็ก้าวร้าว ซึ่งจะส่งผลไม่ดีต่อคนอื่นไปอีก 

สำหรับการรักษาโรคบุคลิก 2 อย่าง หรือโรคบุคลิกแปรปรวน ต้องใช้เวลา แค่หมอคนเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ต้องรักษาร่วมกับครอบครัวของเขาด้วย กำลังใจจากคนรอบข้าง อาจได้รับการปรับที่ถูกต้องอาจจะออกมาดี สังคมน่าจะให้อภัย และอาจจะเป็นคนที่สอนเด็กได้ดีด้วย

หมอกอล์ฟ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ครูจุ๋มทำผิดแล้วมีหลายคนออกมาปกป้อง คล้ายกับกรณีของเด็กเมื่อทำความผิดแล้วพ่อแม่ปกป้อง จะกลายเป็นพ่อแม่รังแกฉัน ดังนั้นเมื่อครูจุ๋มทำผิดแล้วมีแต่คนปกป้อง อีกหน่อยเขาจะคิดว่าการทำผิดเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง การป้องกันไม่ให้ทำผิดเป็นเรื่องสำคัญกว่า

และฝากถึงพ่อแม่อย่าเพิ่งท้อใจกับการส่งลูกไปเรียน หากเจอสิ่งไม่ดีก็ย้ายที่เรียน เพราะเป็นเรื่องของบุคคล ส่วนเด็กที่โดนลงโทษแล้วมีพฤติกรรมที่ส่อจะใช้ความรุนแรง แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์เด็กต้องรีบปรับแต่ต้นเหตุ การปรับทัศนคติในวัยเด็กอาจจะช่วยแก้ไขปมของเขาได้ 

ในส่วนของพ่อแม่ หยุดความเสียใจของตัวเอง แล้วมาให้กำลังใจเด็ก พยายามให้เขาเจอแต่สิ่งดีๆ หลีกเลี่ยงการพาไปเจอผู้ใหญ่ข้างนอก แต่ให้ไปพบกับผู้ใหญ่ที่สนิท เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เด็กสามารถเข้าหาได้โดยไม่เกรงกลัว หรือพาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ที่สำคัญห้ามทำโทษเด็กด้วยการตีอีกต่อไป นอกจากนี้หากพบว่าเด็กมีพฤติกรรมแปลก ฝันแล้วละเมอ ให้สอบถามพูดคุยกับเด็ก หรือแวะไปหาลูกที่โรงเรียน รวมถึงการพูดคุยกับคุณครู.