ผมดูข่าวรัฐมนตรีศึกษา อดีตแกนนำม็อบ กปปส. กลางม็อบเด็กๆ เป่านกหวีด แล้วก็คิดไปถึง สิบปีแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เมืองจีน ระหว่าง ค.ศ.1966–1976

เรื่องที่รู้ฝังใจ อธิบายเป็นภาพได้จากหนังฝรั่งเรื่อง จักรพรรดิองค์สุดท้าย

ครูคนที่ถูกมอบหมายให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อดีตฮ่องเต้ปูยี... จนเป็นคนธรรมดาในสังคมคอมมิวนิสต์ได้ ผูกรองเท้าเป็น แปรงฟันเป็น กลายเป็นนักโทษของลูกๆหลานๆถูกจับเดินประจานกลางถนน

ฉากที่เป็นดราม่าประทับใจ “ปูยี” พยายามแหวกเข้าไปบอก “เขาเป็นคนดีๆ”

“คนดี” ในนิยามของ “ปูยี” ตอนนั้น สำหรับเด็กๆ ผู้แก่แม่เฒ่าส่วนใหญ่ ไม่เว้นพ่อแม่ คือคนล้าหลังอยู่กับความเชื่อโบราณ วัฒนธรรมโบราณ และความเคยชินโบราณ

นิธิพันธ์ วิประวิทย์ เขียนไว้ใน มองตะเกียบเห็นป่าไผ่ เล่ม 1 (สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์ 2560) ในหัวข้อ ศรัทธาใหม่กับการทำลายล้างของเก่า ว่า

สังคมจีนที่ถือยศศักดิ์ และวัฒนธรรมขงจื๊อ ที่ส่งเสริมการกดขี่ชนชั้นล่างโงหัวไม่ขึ้น ศาสนาที่ส่งเสริมให้ผู้คนงมงาย กราบไหว้ลมๆแล้งๆ จึงล้วนเป็นเป้าหมายในการโจมตี และเพื่อประกาศศักดาของความคิดที่ถูกต้อง

มวลชนเรดการ์ด จึงต้องทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

โบราณวัตถุ กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องประดับชนชั้นศักดินา พระพุทธรูปและสัญลักษณ์ทางศาสนาวัดวาอาราม คือสัญลักษณ์แห่งความงมงาย ศิลปวัตถุทั้งหลายทั้งที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ และที่เก็บไว้ส่วนตัว

จะต้องถูกทำลายลง

บรรยากาศการเมืองขณะนั้น ของสะสมสวยงามขวดยานัตถุ์ เล็กๆ แจกัน กลายเป็นเสนียดในบ้าน ถ้าทุบทำลาย ฝัง กระทั่งเผาไม่ทัน ใครที่โดนจับได้ว่าซุกซ่อนไว้ จะถูกลากออกมาประจานกลางฝูงชน

...

ทางรอดชีวิตหลังจากนั้น ขึ้นกับปริมาณ และอารมณ์ของผู้คน

ด้วยอุดมการณ์อันสูงส่งนี้ กำแพงเมืองปักกิ่ง ความยาว 39.75 กม.ที่ถูกสร้างไว้เพื่อป้องกันเมือง ก็ถูกมองเป็นสิ่งกีดขวางการเดินทาง และการขยายตัวของเมือง

อิฐทุกก้อนของกำแพงเมืองปักกิ่ง จึงถูกถล่มทำลาย รื้อออกมา สร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชน

นิธิพันธ์ วิประวิทย์ ทิ้งท้ายข้อเขียนนี้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อพวกเขาเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงประกาศศักดา พวกเขาก็เริ่มสำนึกเสียดาย ลงท้ายการตำหนิตัวเองว่า

วัตถุโบราณทั้งหลายล้วนไม่ผิด วัตถุโบราณที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ คือแพะรับบาป

สถานการณ์การเมืองกลับด้าน ผู้ที่ซุกซ่อนวัตถุโบราณ นำออกมาขายทำกำไร ถูกเชิดชูว่าเป็นเศรษฐีที่มองเห็นการณ์ไกล

ความโหยหาประดามีเหล่านี้ รุนแรงถึงขั้นทางการประกาศรณรงค์ให้บ้านที่ใช้อิฐกำแพงเมืองปักกิ่งทำกำแพงหรือฝาผนังบ้าน รื้อออกมาคืนให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ

การเมืองที่มีช่วงเวลาปฏิวัติวัฒนธรรม คนแก่ถูกลูกหลานจิกหัวลากออกมาสั่งสอนกลางถนน และมีช่วงเวลา ที่เด็กๆถูกคนแก่ในนามทางการเอาคืน กวาดล้างทำลาย ในเหตุการณ์ที่เรียกกบฏเทียนอันเหมิน

ความพลิกผันประดามีเหล่านี้ ไม่แค่เกิดขึ้นในจีน เคยเกิดขึ้นในเมืองอื่นๆ ไม่เว้นกระทั่งเมืองไทย

เด็กรุ่นเก่าที่เป็นคนแก่วันนี้ มีบทเรียนมาแล้ว แต่ดูเหมือนเด็กรุ่นใหม่ยังไม่เคยเรียน และกำลังอยากลอง.

กิเลน ประลองเชิง