ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    รัฐจองซื้อวัคซีนล่วงหน้า เพื่อคนไทยพ้นภัยโควิด-19

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์15 ส.ค. 2563 05:02 น.
    SHARE

    แม้ว่าภาพรวม การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่ควรประมาท เพราะเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ยังมีโอกาสหวนกลับมาระบาดระลอก 2 ได้อยู่เสมอ ทำให้ ครม. เห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ส.ค.2563

    สาเหตุจาก...“เชื้อไวรัสโควิด–19 ยังคงป่วนไปทั่วโลก ไม่มีแววจะคลี่คลาย ซึ่งภายใน 4-5 วัน จะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1 ล้านคน ทำให้มีผู้ป่วยสะสมทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 20 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 7 แสน ราย โดยเฉพาะในประเทศใหญ่ๆที่ยังมีการระบาดอย่างหนักกันอยู่ขณะนี้...

    อีกทั้งในหลายประเทศก็ต่างกลับมาระบาดระลอก 2 ที่ส่อแววรุนแรงทวีคูณ ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่และผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ “องค์การอนามัยโลก” มีประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของโลกร้ายแรงที่สุด โดยให้ “โควิด–19” มีความร้ายแรงกว่า “ไวรัสอีโบลา” ด้วยซ้ำ...

    ความท้าทายในการเฝ้าระวังป้องกันโรคร้ายนี้ไม่ให้เข้ามาในไทย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข บอกว่า “ประเทศไทย” ไม่มีผู้ติดเชื้อมา 80 กว่าวันแล้ว แต่ก็ยังมี “ผู้ติดเชื้อ” เดินทางกลับจาก
    ประเทศที่มีการระบาดเชื้อโควิด-19 อยู่เกือบทุกวัน ส่งผลให้ยังมีโอกาสเสี่ยงเกิดระบาดระลอกใหม่ได้อยู่เสมอ

    ทำให้ต้องระวังป้องกันความเสี่ยงนี้ด้วยระบบ “สเตตควอรันทีน” ใน การกักกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของคนไทย นับเป็นความท้าทายที่เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการจัดการปัญหาของ “รัฐบาล” เพราะต้องทำงานให้อยู่บนความสมดุลด้านระบาดวิทยากับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

    หากมีการเกิดโรคระบาดใหม่ ย่อมทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้...

    และเชื่อว่า...“ประเทศไทย” เดินมาถูกทางจากการทำงานร่วมกัน ทั้ง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน จนสามารถ “คลายล็อก” ผ่อนปรนกิจการ และกิจกรรมผ่านมาแล้ว 6 ระยะ แต่ด้วยในหลายประเทศกลับมาระบาดระลอก 2 ทำให้ “การเปิดประเทศ” หรือ “ทราเวลบับเบิล” มาตรการรับคน เข้ามาในประเทศต้องชะลอไปก่อน

    ดังนั้น ต้องรอให้ประเทศที่จะร่วมมือกันในด้านการท่องเที่ยว ต้อง สามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้นก่อน จากนั้นค่อยมาพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบในความสมดุลระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และปลอดภัยมากที่สุดด้วย

    ในเรื่อง “คลายล็อกเฟส 6” ที่มีการอนุญาตให้ชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม เดินทางเข้าประเทศไทยได้ในจำนวนนี้ได้อนุญาตแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เข้ามาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอาหารและการก่อสร้างด้วย ทำให้
    อาจมี “การลักลอบเข้าเมืองตามช่องทางธรรมชาติ” จนมีความเป็นห่วงการนำเชื้อไวรัสเข้ามาในประเทศ

    แต่ก็มีการกำชับ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” กำหนดมาตรการอนุญาตให้ต่างชาติข้ามพรมแดนแบบจำกัด มีมาตรการกักกันเข้มงวด เน้นตรวจจับการระบาดของโรคในสถานประกอบการต่างๆ ที่มีแรงงานทั้งไทยและต่างด้าวอยู่ตลอด ในการ “สแกนกลุ่มเสี่ยง” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    ประเด็น...“วัคซีน” ตามข้อมูลวันที่ 21 ก.ค.2563 มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 แจ้งมาในบัญชีขององค์การอนามัยโลก 166 ชนิด ในจำนวนนี้มีวัคซีนเข้าสู่การทดสอบในคนแล้ว 24 ชนิด ที่เหลืออีก 142 ชนิด กำลังอยู่ในระหว่างทดสอบในสัตว์ทดลอง ส่วนวัคซีนก้าวหน้าที่สุด มีการทดสอบในคนระยะที่ 3 มี 4 ชนิด

    ได้แก่ วัคซีนเชื้อตาย พัฒนาโดยประเทศจีน 3 ชนิด จากบริษัท Sinovac ร่วมมือ Wuhan Institute of Biological Products กับ บริษัท Sinopharm ความร่วมมือ Beijing Institute of Biological Products กับบริษัท Sinopharm และ วัคซีน adenoviral vector จากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย Oxford และบริษัท AstraZeneca

    ในประเทศไทยมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งหมด 20 ชนิด มีวัคซีน 2 ชนิด มีการทดลองในสัตว์ เป็นที่น่าพอใจ คือ “วัคซีนชนิด DNA” พัฒนาโดยบริษัทไบโอเนทเอเชีย และ “วัคซีน mRNA” พัฒนาโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง 2 ชนิด มีแผนจะทดสอบในคนระยะที่ 1 ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้

    ทั่วไปแล้ว...ขั้นตอนพัฒนาวัคซีนให้สำเร็จใช้เวลาประมาณ 10-15 ปี เพราะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน เพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพดี และ มีความปลอดภัยสูง ที่ต้องผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อแน่ใจในความปลอดภัยแล้ว ก็เข้าสู่การทดสอบในคน มีการทดสอบ 3 ระยะ คือ...

    ระยะที่หนึ่ง...ทดสอบในคนสุขภาพดี เพื่อพิจารณาความปลอดภัยเป็นหลัก และตรวจระดับภูมิคุ้มกัน ระยะที่สอง...ทดสอบดูการตอบสนองต่อ ภูมิคุ้มกัน ระยะที่สาม...ดูประสิทธิภาพวัคซีน ที่ใช้คนกลุ่มใหญ่หลักพันคนจนถึงหลายหมื่นคน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องย่นการทดสอบให้สั้นลง ที่ให้มีผลประสิทธิภาพที่สุดด้วย

    “หากต้องการผลประสิทธิภาพ ควรศึกษาในประเทศระบาดจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ไม่มีการระบาดแล้ว เช่น ประเทศจีนและประเทศไทยอาจมีอุปสรรคในการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 ในประเทศ มีความจำเป็นต้องไปทำการศึกษาในประเทศอื่นที่ยังระบาดอยู่ จึงจะนำผลิตและขึ้นทะเบียนใช้งานได้” อนุทินว่า

    สำหรับ “การคัดเลือกอาสาสมัคร” เริ่มต้น “ฉีดวัคซีน” ในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี ระยะที่ 1 อาสาสมัครหลักสิบคน ระยะที่ 2 หลักร้อยคนถึงพันคน ระยะที่ 3 หลักพันคนถึงหมื่นคน จะขยายอาสาสมัครไปยังกลุ่มประชากรอื่นมากขึ้น เช่น วัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ กลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว

    “ส่วนตัวยินดีเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทดสอบฉีดวัคซีนเป็นคนแรกด้วยซ้ำ เพราะได้มีส่วนสนับสนุนการวิจัยวัคซีนของคนไทย ที่จะเกิดประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การสร้างความมั่นใจ และความศรัทธาต่อนักวิจัยไทย มีความสามารถผลิตวัคซีน ที่มีมาตรฐานในระดับสากล”

    อีกมุมหนึ่งในฐานะ “คนไทย” การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในยามวิกฤติจะเป็นส่วนร่วมช่วยประเทศในทางสร้างสรรค์สนับสนุนให้คนไทยมาร่วมด้วยช่วยกัน อยากให้โควิด-19 มากระตุ้นความเป็น active citizen ที่จะขยายต่อไปยังความร่วมมือ สามัคคี ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามวิกฤติให้ได้ ที่ต้องอาศัยพลังประชาชนทุกคน

    คาดว่า...ประเทศไทยน่าจะพัฒนาวัคซีนใช้ได้เอง ในปี 2564–2565 หากการวิจัยดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น แต่ก็ได้ร่วมมือกับต่างประเทศ ที่อาจผลิตวัคซีนได้ก่อน เพื่อซื้อมาใช้กับกลุ่มเสี่ยงแล้วด้วย

    ปัจจุบันนี้มีแผน Blueprint ที่เป็นนโยบายในระดับชาติ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 มีแนวทางการทำงาน 3 ด้าน คือ 1.การซื้อวัคซีนโดยการจองซื้อล่วงหน้า 2.การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัคซีน มีเป้าหมายสำคัญ...เพื่อให้คนไทยมีวัคซีนมาใช้ใกล้เคียงกับประเทศอื่น ที่เกิดจากการติดต่อภาคีระดับโลก

    ในความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กับผู้บริหารระดับสูงของ WHO, GAVI (The Vaccine Alliance), CEPI (The Coalition for Epidemic Preparedness Innovations) โดยเฉพาะประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีน เช่น จีน อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส

    แนวทางที่ 3...การวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศ มีเป้าหมายระยะกลาง และระยะยาว ในความก้าวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากองค์กรระหว่างประเทศในหลายโครงการ ทั้ง 3 แนวทางนี้จะเป็นการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนแก่ประเทศให้เราพึ่งตนเองได้ ที่พร้อมรับการระบาดในครั้งนี้และครั้งต่อไป

    สุดท้ายนี้...“ขอบคุณคนไทย” ที่ให้ความร่วมมือในการดูแลป้องกันตนเอง จนเกิด “วัคซีนสังคม” ทำให้สามารถก้าวข้ามการระบาดในระลอกแรกมาได้สำเร็จ แต่ยังต้องเผชิญกับโควิด-19 ในระยะต่อไป จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ที่ยังคงการใช้ “วัคซีนสังคม” เป็นเกราะกำบังที่สำคัญของประเทศ

    ส่วนเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ที่เปรียบเสมือนภาคสุขภาพ ทีมงานสุขภาพ พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ในการช่วยสนับสนุนสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า จะได้รับความปลอดภัย และบริการสุขภาพที่ดี

    เมื่อวัคซีนยังไม่สำเร็จ แต่เรามีวัคซีนที่ดีที่สุดอยู่ คือ สวมหน้ากาก ล้างมือ ลดระยะห่างทางสังคม ที่เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ในการช่วยสังคมโดยรวมปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปได้...

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า1โควิด-19วัคซีนโควิด-19อนุทิน ชาญวีรกูลยอดผู้ป่วยโควิด-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19โควิดวันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 06:13 น.