สาวเจ้าของร้านเสริมสวยสิ้นหวัง ประกาศขายกิจการหาเงินรักษาแม่ป่วยอัมพาต ตามองไม่เห็น และพี่ชายพิการลุกเดินไม่ได้ เผยชีวิตสุดโหดร้าย ถูกหลอกซ้ำซากจนบ้านจะถูกยึด จนคิดอยากจบชีวิตยกครอบครัว

วันที่ 28 ก.ค.63 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งได้ประกาศขายร้านเสริมสวยเพื่อหาเงินมารักษาแม่ป่วยและพี่ชายพิการ จึงติดต่อสอบถาม น.ส.ภาคิน รัตน์ชาปากรณ์ อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยใน จ.นครปฐม เล่าว่า ตนทำงานเลี้ยงแม่ตั้งแต่อายุ 20 ปี ส่วนพี่สาวคนโตเสียชีวิตแล้ว และพี่ชายมาประสบอุบัติตั้งแต่ปี 2542 ทำให้ลุกขึ้นเดินไม่ได้

ส่วนแม่มาป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ทำให้ตนต้องรับภาระหาเงินเลี้ยงดูทั้งครอบครัว จนตนหาช่องทางเปิดร้านเสริมสวยที่ จ.นครปฐม ตั้งแต่ปี 2556 เพราะมีลูกค้ามากกว่าที่ จ.ราชบุรี แต่อาการของแม่และพี่ชายหนักขึ้น ทำให้ตนต้องหาเงินมากขึ้นในการใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาแม่และพี่ชาย

จนกระทั่งปี 2559 มีลูกค้ามาทำผมที่ร้าน แนะนำวิธีขยายร้านเพื่อหาเงินได้มากขึ้น พร้อมกับแนะนำให้ตนนำบ้านไปขายฝาก เพื่อนำเงิน 5 แสนบาทมาเดินบัญชี โดยอ้างว่าเสียดอกไม่แพงและส่งแค่ปีละครั้ง พอหลังเดินบัญชีธนาคารจะสามารถกู้เงินกับทางธนาคารผ่านได้ ทำให้ตนสามารถขยายร้าน และเอาเงินไปถอนบ้านได้ ที่สำคัญแม่กับพี่ชายจะได้สบายไปด้วย จึงทำให้ตนหลงเชื่อยอมทำตามที่เขาหลอก โดยขายฝากบ้านนำเงิน 5 แสนบาทมาให้เขา ซึ่งเขาขอค่าดำเนินการ 15,000 บาท

...

หลังเขาได้รับเงินไปตนไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกเลย จึงรู้ว่าถูกหลอก และได้ไปแจ้งความจับตัวเขาได้วันที่ 12 เม.ย. 2560 แต่คู่กรณีมีผู้เสียหายเยอะ จึงยอมติดคุกทำให้ตนไม่ได้เงินคืน แถมยังมีหนี้ก้อนใหญ่ถึง 9 แสนบาท ในการนำบ้านไปขายฝาก ระหว่างนั้นแม่ของตนเป็นกระบังลมหย่อนออกมาประมาน 10 ซม. ตนจึงต้องพาแม่ไปหาหมอหลายที่ ซึ่งแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดให้ได้ เลยตัดสินใจพาเข้า รพ.

ทำให้ตนต้องติดหนี้ทาง รพ.แสนกว่าบาท แต่หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของตนตามองไม่เห็น แต่กลับไม่ยอมบอกตน เพราะกลัวตนจะไปหายืมเงินคนอื่นมารักษา จนตาแม่มองไม่เห็น แถมแม่ล้มจนกระดูกหลังหัก 2 ท่อน ทำให้ต้องพาแม่เข้า รพ.เดิมอีกครั้ง จนเป็นหนี้ รพ.อยู่ 1.7 แสนบาท

หลังจากออก รพ.มา ตนมีค่าใช้จ่ายเริ่มสูงขึ้น จากการซื้อของใช้ในการดูแลแม่กับพี่ชาย จึงทำให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเรื่อยๆ สุดท้ายลงเอยต้องพาแม่เข้า รพ.อีกครั้ง แต่ตนติดหนี้ รพ.เดิมอยู่ จึงพาแม่ไปอีก รพ. จนต้องเอารถ ทีวี โทรศัพท์ และข้าวของภายในบ้านต่างๆ ไปจำนำ เพื่อเอาเงินมารักษาแม่ และนำแม่ออกจาก รพ.

หลังจากนั้นปี 2563 บ้านที่ตนหลงเชื่อลูกค้าที่มาหลอกตนให้ไปเดินบัญชี และนำไปขายฝากนั้น เป็นจังหวะที่นายทุนต้องการใช้เงิน จึงได้บอกให้ตนนำเงินมาโอนเอาบ้านคืนไปในราคา 9 แสนบาทภายในสิ้นเดือน ส.ค. ไม่อย่างนั้นเขาจำเป็นต้องขายบ้านหลังนี้ และต้องให้ตนกับแม่ที่ป่วยและพี่ชายที่พิการออกจากบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาตนยอมรับว่า นายทุนดีต่อครอบครัวตนมาก เพราะยอมให้ตนอยู่บ้านหลังนี้ แต่ปีนี้เขาต้องการใช้เงิน จึงจำเป็นต้องให้ครอบครัวของตนหาเงินมาเอาบ้านคืนไป

ตนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงพยายามดิ้นรนหาหน่วยงานช่วยเหลือ แต่กลับไม่ได้รับการต้อนรับจากหน่วยงานใดๆ จึงหันหน้าไปโพสต์ตามสื่อเพจต่างๆ แต่กลับได้รับคำตอบว่า ต้องเสียเงินค่าดำเนินการ ประสานงานให้การช่วยเหลือ เป็นเงินหลัก 5,000-10,000 บาท ซึ่งตนจนปัญญาเพราะไม่มีเงินเหลือแล้ว และของภายในบ้านก็ขายไปหมดแล้ว จึงประกาศขายร้านเสริมสวย ซึ่งเป็นแหล่งทำเงินเลี้ยงครอบครัวชิ้นสุด เพื่อเตรียมเอาเงินไว้รักษาแม่และพี่ชาย พร้อมเตรียมหาที่อยู่ใหม่ เพราะตนรู้ดีว่า คงไม่มีปัญญาที่จะหาเงิน 9 แสนบาทไปโอนเอาบ้านคืน

แต่แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งโทรติดต่อเข้ามาที่เบอร์ของตนว่า อ้างว่าเป็นคนในทีมงานของ "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" เห็นเรื่องของตนแล้วสงสารอยากช่วยเหลือตน แต่ตนต้องทำตามเขาทุกอย่าง ซึ่งตนก็หลงเชื่อแต่สุดท้ายก็โดนหลอก ทำให้รู้สึกสิ้นหวังจนมีความคิดอยากจบชีวิตทั้งครอบครัว แต่หลังจากตั้งสติได้แล้ว ตนพยายามทำทุกทางเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายค่ารักษาแม่กับพี่ชาย แต่กลับมีเรื่องร้ายเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เมื่อตนเข้าโรงพยาบาลและไปตรวจพบว่า เป็นเนื้องอกในต่อมไร้ท่อ ทำให้ตนนั่งคิดหมดหวังทุกทางแล้ว

ขณะที่ น.ส.ละเอียด หมีป่า อายุ 70 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนรู้สึกสงสารครอบครัวนี้เป็นอย่างมาก และได้ช่วยดูแลแม่และพี่ชายของ น.ส.ภาคิน ช่วงที่ออกไปทำงาน ตนยอมรับว่า น.ส.ภาคิน ทำทุกทางเพื่อหาเงินมาเลี้ยงแม่และพี่ชาย ซึ่งตนอยากช่วยเหลือครอบครัวของน .ส.ภาคิน ให้มากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะตนเป็นมีฐานะยากจน อาศัยบ้านน้องสาวอยู่เช่นกัน จึงอยากให้ใครเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของ น.ส.ภาคิน เพราะตอนนี้ทั้ง 3 ชีวิตจะไม่มีบ้านอยู่แล้ว

สำหรับท่านใดที่ต้องการให้ความช่วยเหลือครอบครัวของ น.ส.ภาคิน สามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโพธาราม ชื่อบัญชี นางสาวภาคิน รัตน์ชาปากรณ์ เลขที่บัญชี 693-223103-2 หรือโทรติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 065-634-5414.