หมอ เตือนดัดแปลงปรอทวัดไข้ เป็นอุปกรณ์เสพยา ระวังอันตรายตายไม่รู้ตัวเพราะสารปรอท พร้อมแนะครอบครัวดูแลวัยรุ่นใกล้ชิด พบพฤติกรรมติดยาแจ้ง 1165 เข้าบำบัดด่วน

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 63 นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เราพบว่ากลุ่มวัยรุ่นได้นำปรอทวัดไข้ที่มีขายตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป มาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ในการเสพยา โดยเชื่อว่าปรอทวัดไข้ทำมาจากแก้วที่บาง และนำความร้อนได้ดี

โดยจะเผาระเหยเป็นไอได้ง่าย หรือแม้กระทั่งนำสารปรอทที่อยู่ในปรอทวัดไข้มาผสมยาเสพติด บางรายนำหลอดไฟมาบดแล้วผสมกับยาเสพติด เพื่อทำให้มึนเมา ทั้งหมดล้วนเป็นความเชื่อที่แฝงไปด้วยความอันตราย

ทั้งนี้ การนำปรอทวัดไข้มาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์เสพยา หรือนำปรอทที่อยู่ด้านในมาผสมยาเสพติดแล้วเสพเข้าสู่ร่างกายนั้นอันตรายมาก เพราะปรอทเป็นโลหะหนักมีสถานะเป็นของเหลว สามารถระเหิดกลายเป็นไอได้ดีที่อุณหภูมิห้องและจะกลายเป็นไอมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

โดยไอปรอทไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่มีสีไม่มีกลิ่น หากได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายปริมาณมากแบบเฉียบพลัน จะทำให้หายใจลำบาก หอบ เจ็บหน้าอก ปากพอง เหงือกอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง เลือดออกในอวัยวะภายใน ถ่ายเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ไตวาย เกิดอาการทางระบบประสาท และอาจเสียชีวิตได้

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า อยากเตือนกลุ่มวัยรุ่นนักเสพที่นิยมหาวิธีหรือส่วนผสมที่แปลกใหม่ในการเสพยา ให้ระวังและตระหนักถึงความอันตรายของสิ่งที่จะเข้าสู่ร่างกายให้มากบางอย่างอันตราย อาจทำให้เสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ผู้ปกครองหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือพบวัสดุอุปกรณ์ที่อาจนำไปสู่การเสพยา ต้องรีบเข้าไปพูดคุย ถามข้อมูล รวมถึงบอกกล่าวให้รู้ถึงความอันตรายของสิ่งที่ทำและรีบพาไปปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

...

หลังจากนั้นต้องพยายามหาเวลาว่างในการทำกิจกรรมทำร่วมกัน ติดตามเฝ้าระวัง แต่ไม่ใช่การจับผิดหรือระแวงไม่ไว้ใจ รวมทั้งให้โอกาสบุตรหลานในการเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหา อันจะนำไปสู่การลดละเลิกยาเสพติดได้

หากประสบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารเสพติด สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 หรือที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี