ใครฆ่าน้องชมพู่.. ผ่านไป 39 วัน ยังเป็นปริศนา ขณะที่ "หมอพรทิพย์" ชี้ การเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุสำคัญมาก
จากคดีการตายปริศนาของ น้องชมพู่วัย 3 ขวบ หลังหายออกจากบ้านในพื้นที่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ผ่านไป 4 วัน พบเป็นศพในป่าภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านไปราว 1.7 กม. ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ล่าสุด แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ มีความสำคัญมาก ต้องใช้แพทย์นิติเวชที่มีความเชี่ยวชาญ
แต่ที่ผ่านมา ยังเป็นปัญหา ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ อาจเก็บพยานหลักฐานไม่ละเอียด หรือบางครั้งแพทย์เวรไม่ได้ไปเอง ให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไปแทน ก็อาจจะชันสูตรเบื้องต้นไม่ครบถ้วน เพราะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และต้องดูว่าลักษณะการตายเป็นอย่างไร ถูกข่มขืนหรือไม่
อย่างกรณีน้องชมพู่ ตั้งข้อสังเกตว่า ต้องดูว่ามีเลือดติดที่ช่องคลอด มีร่องรอยถูกข่มขืนหรือไม่ หมอนิติเวชจะทราบในเบื้องต้นทันที และต้องเก็บดีเอ็นเอ คราบเลือด คราบเหงื่อด้วย
ทั้งนี้ ถ้าตรวจเจอเส้นขนใกล้ๆ กัน มีดีเอ็นเอเหงื่อเป็นของชมพู่ ควรตรวจที่รากและเส้นผม จะกลายเป็นขนเพชรคนร้ายทันที ถ้าข้อมูลบอกว่าเป็นขนหงิกงอ เพราะขนเพชรดูภายนอกก็บอกได้ เพราะจะต่างจากบริเวณอื่น
และอีกหนึ่งข้อจำกัด คือ บ้านเรายังขาดเครื่องมือในการตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในที่เกิดเหตุ หรือ crime scope
ส่วนเรื่องของการชันสูตรพลิกศพนั้น หมอพรทิพย์ บอกว่า มีความสำคัญเช่นกัน ต้องตรวจสอบว่า
1. ผู้ตายคือใคร ซึ่งอันนี้รู้แล้วว่า เป็นน้องชมพู่ เนื่องจากสภาพศพยังไม่เน่าเปื่อย
2. พฤติการณ์ที่ตายก็คือ ถูกกระทำให้ตาย หรือตายเอง คดีนี้ค่อนข้างชัดว่าถูกทำให้ตาย
...
3. ตายเมื่อไร คือ ต้องผ่าพิสูจน์ว่าตายมากี่ชั่วโมง
4. ตายที่ไหน ก็ต้องดูว่า ตายจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งอำพรางหรือไม่
สำหรับ คดีน้องชมพู่ ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะถูกทำให้หมดสติก่อนพาตัวขึ้นเขาหรือไม่ เพราะเด็กจะต้องร้องไห้ หรือถูกทำให้ตายจากที่อื่น แล้วนำศพไปทิ้งอำพราง อันนี้นิติวิทยาศาสตร์ก็สามารถพิสูจน์ได้
5. ใครเป็นคนทำให้ตาย สามารถตรวจสอบได้จาก "ลายนิ้วมือแฝง" ถ้าถูกบีบคอตาย ลายนิ้วมือของผู้ก่อเหตุจะติดอยู่ที่คอผู้ตายประมาณ 30 นาที
และตรวจหาลายนิ้วมือที่ติดอยู่ตามร่างกาย เสื้อผ้า และวัตถุพยานต่างๆ ที่ตัวผู้ตาย กรณี น้องชมพู่ ต้องถามตำรวจว่า มีการเก็บลายนิ้วมือแฝงที่ตัวผู้ตายก่อนส่งศพไปชันสูตรหรือไม่ ถ้าตำรวจไม่บอกหมอนิติเวช หมอก็จะไม่ได้ตรวจละเอียด และหมอจะล้างทำความสะอาดศพ ทำให้ยากจะตรวจหาลายนิ้วมือภายหลัง
ในส่วนของ "ดีเอ็นเอ" ตรวจหาดีเอ็นเอผู้ก่อเหตุในตัวผู้ตาย ก็คือ ตรวจหาดีเอ็นเอผู้ก่อเหตุในซอกเล็บ เสื้อผ้า สิ่งของใช้ติดตัวผู้ตาย และชิ้นส่วนที่หายไป
โดยดีเอ็นเออยู่ได้นาน ถ้าไม่ถูกทำลาย แต่ถ้าถูกชะล้าง โดนเผาก็อาจถูกทำลาย แต่ถ้าถูกเก็บไว้ก็จะอยู่ได้นาน เช่น คราบเลือด คดีที่หมอพรทิพย์เจอ เวลาผ่านไปกว่า 6 เดือนก็ยังตรวจพิสูจน์ได้
ส่วนคดีน้องชมพู่ ต้องดูว่า ตำรวจที่ตรวจที่เกิดเหตุคุยกับหมอเวรที่มาตรวจชันสูตรที่เกิดเหตุ และหมอนิติเวชที่ผ่าพิสูจน์หรือไม่ ในต่างประเทศตำรวจและหมอจะประสานข้อมูลกันเพื่อเร่งคลี่คลายคดี เพราะเวลาเป็นข้อจำกัด อาจจะทำให้พยานหลักฐานเสียหาย หรือไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้จับคนร้ายไม่ได้ ซึ่งคดีน้องชมพู่ผ่านมา 38 วันแล้ว ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอก็ยากจะมัดตัวคนร้ายได้.