ผู้ประกอบการจี้คลายล็อกเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โอดกระทบทุกฝ่าย เด็กไร้คนดูแล เจ้าของกิจการแบกรับภาระหนัก ชี้ หากรอช้าจะล้มละลายกันหมด


วันที่ 19 พ.ค.63 นายไพรัตน์ อุดมไพรพฤกษ์ นายกสมาคม พัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย เปิดเผยกรณีความเดือดร้อนของผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วง "โควิด-19" ว่า ในปัจจุบันครอบครัวของคนไทยเป็นครอบครัวเดี่ยว อยู่กันแบบพ่อแม่ลูก ซึ่งสามีและภรรยาส่วนใหญ่จะทำงานทั้งคู่ เมื่อสถานรับเลี้ยงเด็กถูกสั่งปิดก็ไม่รู้ว่าจะฝากลูกไว้กับใคร

ทำให้เด็กต้องติดตามผู้ปกครองไปทำงานด้วย บางคนต้องพาลูกขึ้นขนส่งสาธารณะ ระหว่างทำงานต้องให้ลูกอยู่ใต้โต๊ะ หรือฝากลูกไว้กับ รปภ. บางครอบครัวทำงานหาเช้ากินค่ำก็ต้องพาลูกออกไปทำงานข้างนอกด้วย ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้

หากมองในมุมนี้จะเห็นว่า จากการปิดสถานรับเลี้ยงเด็กเพื่อปกป้องเด็ก กลับเหมือนเป็นการผลักเด็กไปสู่สิ่งแวดล้อมที่อันตรายมากขึ้น สถานรับเลี้ยงเด็กถูกออกแบบให้มีระบบการดูแลเด็กอยู่แล้ว ไม่ให้ติดเชื้อจากโรคต่างๆ เช่น โรคมือเท้าปาก ไข้เลือดออก มีครูหลายคนคอยหมุนเวียนดูแลเด็ก

...

นายไพรัตน์ กล่าวต่อว่า จากการปิดสถานรับเลี้ยงเด็กยังส่งผลกระทบต่อครูและเจ้าของกิจการ เมื่อกิจการปิดก็ไม่มีเงินไปจ้างครู รวมทั้งต้องแบกภาระจ่ายค่าเช่าที่ จ่ายเงินที่กู้ธนาคาร ซึ่งเจ้าของกิจการไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่บาทเดียว

ทั้งนี้ ตนได้ยื่นเรื่องขอคลายล็อกสถานรับเลี้ยงเด็กไปแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้เข้าพบในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ส่วนตัวคาดว่าต้องคลายล็อกภายในวันที่ 1 มิ.ย.63 หากรอเปิดพร้อมกับสถานศึกษาในวันที่ 1 ก.ค.63 จะมีสถานรับเลี้ยงเด็กประมาณ 70%-80% จะต้องปิดตัวล้มละลายกันหมด ครูพี่เลี้ยงจะต้องตกงานหลายหมื่นคน ประกอบกับกิจการอื่นๆ เริ่มเปิดกิจการ คนก็ต้องออกไปทำงาน แต่เด็กยังไม่รู้ว่าจะอยู่กับใคร

สำหรับมาตรการการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 หลังกลับมาเปิดกิจการ ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ทั้งมาตรการที่เป็นลายลักษณ์อักษร และคลิปวิดีโอ ซึ่งได้เสนอไปยังกรมอานามัย กระทรวงสาธารณสุขแล้ว และได้ทำเรื่องส่งต่อเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากไฟเขียวก็พร้อมเปิดทันที.