ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กองทัพส่ง 2 พลเอก ไปล้อมคอกสนามบินสุวรรณภูมิ (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์5 เม.ย. 2563 05:30 น.
    SHARE

    พวกแหกหนี-การกักตัว กลับมารายงานครบแล้ว ยอดป่วยเพิ่ม 89 รายตาย 1

    มาครบแล้ว 152 คนไทยที่บินเข้าประเทศ หนีกักตัว 14 วัน หลัง มท.ขู่เข้มหากฝ่าฝืนเจอโทษหนัก ขณะที่ยอดผู้ป่วยรายใหม่ไทยลดลงจากหลักร้อยเหลือ 89 รายกระจายใน 64 จังหวัด กทม.เยอะสุด ทำให้ยอดสะสมป่วยกว่า 2 พันราย ตายเพิ่มอีก 1 ราย เป็นผู้สูงวัยมีโรคประจำตัวเพียบ ด้านศูนย์ EOC สนามบินสุวรรณภูมิ ปรับทัพใหม่ ตั้ง 2 รอง เสธ.ทหารมาดูแลสถานการณ์ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก ขณะที่ “ลำปาง-สกลนคร” อั้นไม่ไหว เจอผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว ด้าน ศาลแขวงลำปางจัดหนักปรับหนุ่มฝ่าฝืนไม่กักตัวเอง

    ผ่านมาร่วมสามเดือน นับตั้งแต่มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรง (โควิด-19) ในไทย เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ติดเชื้อมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย ปรากฏว่าปัจจุบันไทยพบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น รวมถึงมีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทั่วโลก ผู้ป่วยโควิด-19 ก็ยังพุ่งไม่หยุด

    ขีดเส้น 152 คนรีบรายงานตัว

    ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 4 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงถึงกรณี เหตุคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และหนีมาตรการกักตัว 14 วันว่า นายกฯแสดงความเป็นห่วงที่มีเหตุขัดข้องมีปัญหาไม่เข้าใจกัน จึงสั่งการว่าไม่ควรให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ส่วนปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานตัวเลข 158 คนไทย ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย.มีความไม่เข้าใจและมีการต่อรองไม่ร่วมมือในการกักตัว มีเพียง 6 รายที่ยินยอมกักตัวอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดไว้ในโรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ทั้งนี้คำสั่งจากที่ประชุม ศบค.ระบุว่าต้องกักตัวในพื้นที่ของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเรียกอีก 152 คน กลับมารายงานตัว ทั้งหมดที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือถ้ามีการสัมผัสตัวญาติก็ให้มารายงานตัวทั้งครอบครัว จะได้มีการบันทึกสอบสวนโรค หรือโทรศัพท์ สอบถามที่เบอร์ 0-2132-9950 และเบอร์ 06-3234- 4734 ส่วนคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดให้ติดต่อที่ศูนย์ดำรงธรรมภายในจังหวัดภายในเวลา 18.00 น.วันเดียวกันนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    ติดเชื้อใหม่ 89 ราย ตายเพิ่ม 1

    นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศ พบว่ามีผู้ป่วยหายกลับบ้านแล้ว 612 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่ 89 ราย ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,067 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย รวมเป็น 20 ราย โดยเป็นชายไทย อายุ 72 ปี มีโรค ประจำตัวหลายอย่างทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 เม.ย. แต่อาการไม่ดีขึ้น จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ดังนั้นในผู้สูงอายุยังคงเป็นกลุ่มที่มีการเสียชีวิตสูง

    แบ่งผู้ป่วยใหม่เป็น 3 กลุ่ม

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ในจำนวนผู้ป่วยรายใหม่นั้นสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน หรือสถานที่ที่มีผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 33 ราย แบ่งเป็นสนามมวย 2 ราย สถานบันเทิง 2 ราย สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 29 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ รวม 48 ราย แบ่งเป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ 18 ราย คนต่างชาติเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 3 ราย สัมผัสผู้เดินทางจากต่างประเทศ 7 ราย ไปสถานที่ชุมนุม เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด สถานที่ท่องเที่ยว 5 ราย อาชีพเสี่ยง เช่น ทำงานในสถานที่แออัด หรือทำงานใกล้ชิดสัมผัสชาวต่างชาติ เป็นต้น 12 ราย บุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข 3 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 8 ราย

    ผู้ป่วยกระจาย 64 จังหวัด

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อฯ ใน 64 จังหวัด โดยผู้ป่วย รายใหม่ 89 ราย ในวันนี้กระจายอยู่ใน กรุงเทพฯ 31 ราย นนทบุรี 13 ราย ภูเก็ต 8 ราย ชลบุรี 5 ราย ปทุมธานี 5 ราย สมุทรปราการ 4 ราย นราธิวาส 4 ราย สงขลา 3 ราย ยะลา 2 ราย สุพรรณบุรี 2 ราย สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร ตรัง ตาก จังหวัดละ 1 ราย อยู่ระหว่างสอบสวนโรค 5 ราย ขณะนี้ พื้นที่ กทม. และต่างจังหวัดมีความเสี่ยงเท่าๆกัน หวังว่า การประกาศเคอร์ฟิวจะมีส่วนทำให้ตัวเลขเหล่านี้ลดน้อยลง

    อย่าให้เหมือนอิตาลี–สเปน

    โฆษก ศบค.กล่าวอีกว่า ส่วนที่น่ากังวลคือการเสียชีวิตที่ประเทศอิตาลีและประเทศสเปนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นหลักหมื่น สิ่งที่ต้องเตือนใจเมื่อถึงเวลาระบาดของ 2 ประเทศมีการสื่อสารว่าผู้ที่ติดเชื้อนั้นต้องเลือกใครจะอยู่ ใครจะไป ใครต้องเสียสละระหว่างผู้สูงอายุกับคนที่หนุ่มกว่า เราไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้กับคนไทย ในฐานะแพทย์ไม่อยากตัดสินใจว่า ใครควรอยู่หรือใครควรไป ประชาชนต้องมีส่วนช่วย เพราะเรายังไม่ไปถึงสถานการณ์นั้น และต้องไม่เกิดขึ้นในไทยเด็ดขาด ทั้งนี้ในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัดเสี่ยงพอๆกัน หวังว่าการประกาศเคอร์ฟิวจะมีส่วนทำให้ตัวเลขติดเชื้อลดน้อยลง

    แนะคนไทยตกค้างติดต่อสถานทูต

    ส่วนกรณีคนไทยบางส่วนที่ติดค้างในสนามบินต่างประเทศ อยู่ระหว่างต่อเครื่องยังบินเข้าไทยไม่ได้ เนื่องจากสำนักงานการบินพลเรือนมีประกาศห้ามอากาศยานทำการบินเข้าประเทศไทยชั่วคราว ในวันที่ 4-6 เม.ย.นั้น นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่าผู้ที่ติดค้างสามารถติดต่อไปยังสถานทูตประเทศนั้นๆ เพื่อรายงานตัวและขอความช่วยเหลือ ตอนนี้ขอเวลา 3 วัน ไม่ให้นำเข้าอากาศยานมาที่ประเทศไทย เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ โดยมีกลุ่มที่ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว อาทิ กลุ่มที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 100 กว่าคน จากประเทศมาเลเซีย อีก 83 คน กลุ่มนักเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกา “American Field Service” ที่มีกลุ่มนักเรียนไปเรียนยังต่างประเทศจะเข้ามาอีกหลักร้อยคน โดยทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการตามข้อกำหนด และต้องยินยอม โดยต้องเซ็นหนังสือยินยอมเพื่อให้อยู่ในสถานที่กักตัวของรัฐนาน 14 วัน

    มท.สั่งด่วนทุก จว.กักตัวคนหนี

    ต่อมา นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด หลังมีข่าวคนไทย 158 คนเดินทางจากต่างประเทศเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยาน นานาชาติสุวรรณภูมิ แต่ไม่กักตัวตามมาตรการที่กำหนด ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กำหนดให้บุคคลดังกล่าวไปรายงานตัวภายในเวลา 18.00 น.ที่จุดอีโอซีท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด แล้วให้แจ้งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ดำเนินการ 1.นำตัวบุคคลนั้นเข้าสู่กระบวนการกักกันตัวที่สถานกักกันตัวในจังหวัด 2.กักกันตัวผู้เกี่ยวข้อง ผู้ที่สัมผัสบุคคลดังกล่าวตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 3.รายงานผลการดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ทั้งนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้เงินทดรองราชการในเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินของจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับภารกิจในการดูแลประชาชน และขอให้กำหนดสถานที่ให้ชัดเจน รองรับการป้องกันการแพร่ระบาด หรือดูแลประชาชนในพื้นที่ระหว่างกักกันให้ดำรงชีพได้

    ถอดบทเรียนแก้ปัญหาซ้ำซาก

    วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงเหตุผู้โดยสารกว่า 100 คนปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่กักตัว 14 วัน ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐเตรียมไว้ว่า จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (EOC) ในส่วนของพื้นที่การคัดกรองด้านใน เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขและเจ้าของพื้นที่ คือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของ บมจ. ท่าอากาศยานไทย สามารถจัดการดูแลพื้นที่ได้ แต่เมื่อออกมาด้านนอก ซึ่งจะต้องมีการนำผู้โดยสารนำตัวไปกักตัวตามมาตรการนั้น จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารฝ่ายความมั่นคง เข้ามาบัญชาการเหตุการณ์ โดยส่วนตัวเห็นว่า ศูนย์ EOC จำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการให้มีการประสานความร่วมมือมากขึ้น และให้มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เพื่อการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย เกิดผลในทางปฏิบัติชัดเจนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปล่อยคนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศมาถึงเมืองไทยแล้วมีผู้โดยสารบางส่วนเล็ดลอดการกักตัว 14 วันในครั้งนี้ ไม่ใช่หนแรกที่เกิดขึ้นเพราะก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงเดือนมีนาคม คนไทยที่ไปทำงานในเกาหลีใต้เดินทางกลับเข้ามาก็เคยเกิดเหตุในลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้ว โดยครั้งนั้น มีการอ้างว่าเป็นช่วงรอยต่อของการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างคำสั่งเก่ากับคำสั่งใหม่

    เตือนหนีกักตัวมีโทษทั้งจำ–ปรับ

    จากนั้นเวลา 13.00 น.ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 ว่า ความรุนแรงของโรคยังยืนยันว่าส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง โดยในผู้ป่วย 100 ราย จะพบอัตราเสียชีวิต 1.4 ราย ส่วนยาที่ใช้ยังเป็นยาฟาวิพิราเวียร์ ส่วนวัคซีนขณะนี้มีหลายบริษัทกำลังเร่งพัฒนา สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 89 ราย ซึ่งถือว่าลดลงจากที่เคยพบหลักร้อย ทั้งนี้หากดูที่ผู้ป่วยรายใหม่จะพบว่าเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการเดินทางมาจากต่างประเทศ 21 ราย เป็นคนไทยเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 18 ราย และเป็นคนต่างชาติ 3 ราย ดังนั้นอยากเน้นย้ำว่า 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ดังนั้นใครที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องให้ความร่วมมือเพราะคนที่เสี่ยงสุด คือ คนใกล้ชิด เช่น ครอบครัว อย่างไรก็ตามคนที่กลับจากต่างประเทศ หากเจ้าพนักงานออกคำสั่งให้ต้องกักกันตัวเองเพื่อสังเกตอาการ 14 วัน ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และมีอายุความ 10 ปี ดังนั้นขอให้ทุกคนที่กลับมาจากทุกประเทศทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.การให้ไปกักตัวสังเกตอาการที่บ้าน และ 2.ไปอยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดให้

    ขอเลือดคนหายป่วยทำเซรุ่ม

    เมื่อถามถึงกรณีที่มีการขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 มาบริจาคโลหิตนั้น นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า เป็นหลักคิดเรื่องการบริจาคโลหิตที่หลังจากผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งหายจะมีภูมิคุ้มกันและภูมิคุ้มกันสามารถที่จะไปจัดการกับเชื้อได้ โดยช่วงหนึ่งประเทศจีน ก็มีการเชิญชวนให้ผู้หายป่วยไปบริจาค เพื่อเอาภูมิคุ้มกันไปใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักต่อไป แต่ขณะนี้ในจีนก็ยังไม่ได้มีรายงานความคืบหน้าในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามในไทยก็เคยมีกรณีที่นำภูมิของผู้ป่วยที่หายแรกๆมาใช้เหมือนกัน โดยหลักการภูมิคุ้มกันที่อยู่ในร่างกาย เชิงทฤษฎีเชื่อว่าจะนำมาช่วยผู้ป่วยที่อาการรุนแรง และมีความเป็นไปได้

    ทารกติดเชื้ออาการไม่รุนแรง

    รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีล่าสุดที่มีรายงานพบผู้ป่วยอายุ 1 เดือนที่จังหวัดระยองติดโรคโควิด-19 นั้น จะต้องมีการสอบสวนโรคต่อไป เบื้องต้นเด็กทารกออกไปไหนไม่ได้ การติดเชื้อจึงน่าจะมาจากคนใกล้ชิด คนอุ้มกอดหอม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีคือการติดเชื้อในเด็กจะไม่ค่อยรุนแรง และทั่วโลกมีเด็กติดเชื้อไม่มาก แต่ความสำคัญคือเด็กซึ่งเป็นที่รักของคนในบ้าน จึงเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อให้คนสูงอายุในบ้านต่อ จึงเป็นความสำคัญที่เราต้องป้องกันการติดเชื้อในเด็กด้วย

    ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา

    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการเปิดเผยผลการตรวจ ผอ.รพ.สมุทรปราการ มีความผิดพลาดไม่พบเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ต้น นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า คนไข้มีอาการต้นเดือน มี.ค.แต่มาตรวจปลายเดือน มี.ค.ผลออกมาเป็นผลบวกแบบอ่อนๆ โดยการตรวจพีซีอาร์จะมีวงรอบในการตรวจ กว่าจะเจอเชื้อก็จะเป็นผลแบบปลายๆ แต่เราก็จะรับคนไข้ไว้รักษาใน รพ. แต่วันรุ่งขึ้นตรวจซ้ำ ผลตรวจออกมาเป็นลบ ก็ตรวจซ้ำอีก โดยกรณีนี้คนตรวจแล็บก็มีความเห็นว่าไม่น่าติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม นิยามดั้งเดิมต้องรอผลแล็บ 2 แห่ง แต่ปัจจุบันใช้แล็บเดียว หากได้ผลบวกครั้งแรกก็ยืนยันเลย แต่จริงๆ ก็อาจคลาดเคลื่อนได้ เรื่องนี้ในอนาคตผู้เชี่ยวชาญด้านห้องปฏิบัติการก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง

    บิ๊ก ป.ป.ช.ติดเชื้ออาการดีขึ้น

    ต่อมา นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผอ.สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ป่วยด้วยโรคโควิด-19 นั้น ผู้บริหาร รายดังกล่าว เข้ามารักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูรด้วยตนเองเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ไม่มีไข้ มีอาการไอเล็กน้อย ไม่เจ็บคอ ไม่หอบ ซึ่งทางสถาบันบำราศนราดูรตรวจหาเชื้อโควิด-19 พบว่าเจอเชื้อเพียงเล็กน้อย และเอกซเรย์ปอด ซึ่งผลปอดเป็นปกติ จึงวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มที่มีอาการน้อย ได้ให้ยารักษาตามมาตรฐาน ในขณะนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวมีอาการดีขึ้นมาก ไม่มีอาการไอ ไม่เหนื่อย อาการใกล้หายเป็นปกติแล้ว และผลตรวจเป็นลบ เมื่อได้รับการรักษาจนดีขึ้นจะตรวจเชื้อซ้ำอีกครั้ง หากไม่พบเชื้อ แพทย์จะพิจารณาให้กลับบ้าน และจากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ป่วยได้รับเชื้อมาจากการเข้างานสังคมภายนอกในช่วงระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ที่พบเชื้อน้อยเพราะว่าภายในงานมีการจัดเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างชัดเจน และการประชุมในแต่ละครั้งนั่งห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา มีการคัดกรองและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าสำนักงานทุกครั้ง

    สนามบินสุวรรณภูมิเงียบเหงา

    สำหรับบรรยากาศที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดความวุ่นวายกว่า 4 ชั่วโมง ที่บริเวณโถงสายพานรับกระเป๋า ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขาเข้า กรณีกลุ่มคนไทยที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น โดยสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ JL0031 สายการบินออลนิปปอนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ NH0847 สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG0641 กลุ่มคนไทยที่เดินทางมาจากกาตาร์ โดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์์ เที่ยวบินที่ QR0832 และกลุ่มคนไทยที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ เที่ยวบินที่ SQ0976 จำนวนกว่า 100 คน ไม่พอใจที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ไปกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ โดยผู้โดยสารกลุ่มนี้ปฏิเสธที่จะเข้าสู่กระบวนการกักตัว และผู้โดยสารบางส่วนเดินทางออกไปจากสนามบิน เมื่อค่ำวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าบรรยากาศที่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดทั้งวันที่ 4 เม.ย.อยู่ในสภาพเงียบเหงา วังเวง ทั้งส่วนบริเวณผู้โดยสารขาเข้า และบริเวณผู้โดยสารขาออก เนื่องจากทุกสายการบินต่างยกเลิกการให้บริการเดินทางระหว่างประเทศทุกเส้นทาง อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งมาใช้บริการเที่ยวบินในประเทศไป จ.ภูเก็ตและเชียงใหม่ เนื่องจากยังมีการให้บริการอยู่

    ตั้งจุดให้ 152 คนไทยรายงานตัว

    ต่อมาเวลา 11.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดตั้งจุดรายงานตัวสำหรับ 152 คนไทยจาก 5 สายการบินที่ไม่พอใจที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ไปกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) โดยจะต้องนำผู้โดยสารไปกักตัวในสถานที่ที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมไว้ บริเวณอาคารผู้โดยสารขาออก ประตู 9 มีเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ทหารจากกระทรวงกลาโหม ทำการบันทึกรายชื่อผู้เข้ามารายงานตัว และตรวจคัดกรองอาการต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง ก่อนนำตัวขึ้นรถไปกักตัวเฝ้าสังเกตอาการที่โรงแรมใกล้เคียง

    ยังมีคนไทยกลับมาเที่ยวบินพิเศษ

    ด้าน น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตลอดทั้งวันนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะไม่มีเครื่องบินโดยสารของทุกสายการบินเดินทางเข้าไทยในทุกเส้นทาง เป็นเวลา 3 วัน เว้นแต่เป็นเที่ยวบินพิเศษที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศมาขออนุญาตเพื่อบินเข้าประเทศไทยเพื่อนำพลเมืองกลับประเทศ และเที่ยวบินขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเท่านั้น ในวันนี้จะมีแค่เที่ยวบินพิเศษจากมาเลเซียที่จะบินมารับคนมาเลเซียที่ตกค้างในประเทศไทยกลับประเทศ ซึ่งจะมีการนำคนไทย จำนวน 80 คนเดินทางกลับมาด้วย และเที่ยวบินพิเศษของรัฐบาลฝรั่งเศสที่จะบินมาจากประเทศกาตาร์มารับพลเมืองฝรั่งเศสกลับประเทศ ซึ่งจะมีการนำคนไทย 47 คนเดินทางกลับมาด้วย ส่วนคนไทยที่อยู่ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องบินที่สนามบินในเมืองต่างๆ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย จะยังบินกลับมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ได้จนกว่าประกาศจะสิ้นสุดคำสั่ง

    ตั้งรอง เสธ.ทหารแก้ปัญหาศูนย์ EOC

    จากนั้นเวลา 15.15 น. พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง เดินทางมาติดตามสถานการณ์ 158 คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมาและไม่ให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าสู่มาตรการการกักตัวเป็นเหตุให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีอธิบดีกรมควบคุมโรค ผบช.สตม. อธิบดีกรมขนส่งทางบก ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมหารือ และในการนี้หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.อ.ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ รองเสนาธิการทหาร เข้ากำกับดูแลการบังคับใช้ข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (EOC) เพื่อชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว พร้อมทั้งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ผ่านการคัดกรองและจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวน การควบคุมโรคตามมาตรการของรัฐที่กำหนด (State Quarantine) เพื่อนำเข้าพื้นที่ควบคุมโรคต่อไปรวมทั้งมอบหมายให้ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม รองเสนาธิการทหาร เป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหากรณีผู้โดยสารที่เดินทางกลับประเทศไทยและไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการ State Quarantine นั้น โดยประสานรับคนไทยที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรายงานตัว กลับเข้าสู่ระบบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขต่อไป

    เข้ามารายงานตัวแล้วเกือบครึ่ง

    ต่อมา พล.อ.พรพิพัฒน์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมกันแถลงยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปด้วยมาตรฐานที่ได้วางไว้ แต่จากสถานการณ์วุ่นวายเมื่อวานนี้ ยอมรับว่า อาจไม่ราบรื่น เพราะบางกระบวนการ ผู้โดยสารรอคอยแบบนานกว่าปกติ เนื่องจากต้องจัดหมวดหมู่ เพื่อนำไปสู่สถานกักกันโรค อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลา 16.00 น.มีผู้มารายงานตัวทั้งหมด 61 คน และในต่างจังหวัด 8คน ที่เข้ามารายงานตัวที่ศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัดแล้ว

    หากไม่มาจะเปิดชื่อทั้งหมด

    ด้าน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ไม่มารายงานตัวภายใน 18.00 น. ให้สังคมรับรู้ ในกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ในฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.สาธารณสุข โดยมีอัตราโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสน หรือ ทั้งจำทั้งปรับ พร้อมกับย้ำว่ารายชื่อทั้ง 152 คน อยู่ในมือเจ้าหน้าที่ทั้งหมดแล้ว หากพ้นเวลา 18.00 น. ของวันที่ 4 เม.ย. ตำรวจทุกพื้นที่ทั่วประเทศบังคับกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรายชื่อผู้โดยสารจาก 20 จังหวัด หากไม่มารายงานตัว

    สอบ “พล.ต.โกศล” เหตุปล่อยคนกลับ

    อีกด้านหนึ่ง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมได้เรียกตัว พล.ต.โกศล ชูใจ และกำลังพลที่เกี่ยวข้องกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิทันที และสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะหากมีการใช้อำนาจเกินหน้าที่จะดำเนินการลงโทษตามความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมได้จัดกำลังพลเข้าไปสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ร่วมคัดกรองโรค สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง พร้อมทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ผ่านการคัดกรอง เพื่อนำเข้าพื้นที่ควบคุมโรคต่อไป แต่เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 มีคำสั่งให้ผู้โดยสารทุกคนจากทุกเที่ยวบินที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ต้องเข้าอยู่ภายใต้กระบวนการควบคุมโรคของรัฐที่กำหนด อาจมีรอยต่อของการปฏิบัติงาน และการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้โดยสารที่ไม่ทราบล่วงหน้า ในขั้นต้น พล.ต.โกศลได้รับการร้องขอให้เข้าไปทำความเข้าใจกับผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าว

    มารายงานตัวที่สนามบิน 103 คน

    ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.ต.ต.สุรพงศ์ ชัยจันทร์ ผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 เปิดเผยถึงยอดผู้โดยสารที่หนีการกักตัว ที่มารายงานตัวแล้วกว่า 103 คน แบ่งเป็นมารายงานตัวที่สุวรรณภูมิ 67 คน โรงแรมที่กักตัว 36 คน ส่วนตัวเลขของต่างจังหวัดต้องรอกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รวบรวม จึงจะสรุปได้ว่ายอดรวมทั้งหมดเท่าไร ก่อนจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม ศูนย์ ปฏิบัติการสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินจะยังเปิดให้มารายงานตัว แต่ต้องมีเหตุผลชี้แจงเจ้าหน้าที่ว่าเหตุใดไม่สามารถมาตามเวลาที่กำหนดได้ ส่วนการดำเนินคดีจะพิจารณาเป็นกรณีไป เบื้องต้นจะดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรค มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และจากการตรวจสอบผู้ที่มารายงานตัวที่สุวรรณภูมิ พบมีไข้สูง 1 คน ได้ส่งตัวให้แพทย์ตรวจแล้ว

    แม่โวยสื่อละเมิดสิทธิเปิดชื่อลูก

    ขณะที่บรรยากาศรายงานตัวสำหรับ 152 คนไทยดังกล่าว ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารขาออก ประตู 9 ตลอดทั้งวัน ผู้ปกครองกลุ่มเด็กนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาที่เดินทางกลับประเทศมากับสายการบินเจแปนแอร์ไลน์แสดงความวิตกกังวลที่บุตรหลานต้องไปอยู่ที่สถานที่กักตัวของรัฐบาล ขณะที่บางคนแสดงความไม่พอใจที่สื่อมวลชนบางแห่งเอาข้อมูลส่วนตัวบุคคลของลูกตนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมกับกล่าวหาสร้างความเกลียดชัง ทั้งนี้ คุณแม่รายหนึ่ง ได้ออกมาปกป้องลูกสาวที่เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาว่า วันนี้มีบางสื่อออกมาเปิดเผยรายชื่อและที่อยู่ของผู้โดยสาร มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ และลูกสาวไม่ใช่อาชญากร แต่ทำไมถึงทำเช่นนี้ จึงอยากร้องเรียนรัฐบาลว่าจะนำลูกสาวไปกักตัวที่ไหน ไม่มีใครว่า ยอมร่วมมือตามข้อปฏิบัติ เพราะอยากให้โรคนี้หาย แต่เมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ต้องมีอะไรมาสนับสนุน ยืนยันลูกทำทุกขั้นตอนหมด เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้กลับบ้านได้เอง แต่ทำไมถึงถูกสังคมด่าทอ ขอให้หยุดด่าได้แล้ว เพราะคนเหล่านี้ไม่รู้ข้อเท็จจริง ยอมรับเสียใจที่คนไทยเป็นแบบนี้

    ทร.เผยมีคนเลี่ยงกักตัว 23 คน

    วันเดียวกัน พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีคนไทยเดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ถูกส่งมากักตัวดูอาการที่อาคารรับรองฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 292 คน เป็นชาย 115 คน หญิง 176 คน จัดให้อยู่ในอาคารหมายเลข 3-8 อีก 1 คนมีไข้ถูกส่งไป รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ นอกจากนี้ มีคนไทย 23 คน ที่ไม่ยอมเข้าพักในอาคาร แม้ จนท.จะพยายามเกลี้ยกล่อมแต่ก็ไม่ยอม จึงนำตัวส่งกลับสนามบินสุวรรณภูมิ

    มีแวะกลางทาง

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง อ้างว่า เป็นกลุ่มคนไทยที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ระหว่างที่มีการนำผู้โดยสารบางส่วนจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังสถานที่กักตัวของรัฐที่ อ.สัตหีบ นั้น ปรากฏว่าระหว่างทางมีการจอด แวะปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ให้คนลงเข้าห้องน้ำ เข้าร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่โรคยัง ไม่ได้ตรวจ หากมีผู้ป่วยโควิด-19 สักคน บันเทิงแน่เลย

    ตำรวจตามคนหนีกักตัวถึงบ้าน

    ในส่วนคนไทยที่หนีการกักตัวที่เจ้าหน้าที่กำลัง ตามตัว ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ไปเชิญตัว ที่บ้าน 1 ราย เป็นหญิงวัย 16 ปี พร้อมคนในครอบครัวอีก 3 คน รายงานตัวที่ศูนย์อีโอซี จ.นนทบุรี ส่วนอีก 9 คน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.นนทบุรี ตามตัวได้ ครบแล้ว ส่งเข้ากระบวนการควบคุมโรค ชาว อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี หนีการกักตัว 1 ราย ตำรวจ สภ.บางปลาม้า ไปตามตัวที่บ้านนำตัวส่งศูนย์ดำรงธรรม สุพรรณบุรี เพื่อกักตัวตามขั้นตอน ส่วนชาวสมุทรสาคร 2 คน นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.สมุทรสาคร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมทั้ง 2 ราย ส่งกลับท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิแล้ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน เช่นเดียวกัน หญิงวัย 17 ปี ชาว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี กับ 2 สาว ชาว จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้แล้ว ส่งเข้า กักตัวดูอาการในโรงพยาบาลแล้วเช่นกัน

    ตามตัวส่งเข้ากระบวนการกักตัว

    ส่วนชาวนครสวรรค์ 3 ราย ทราบว่า 1 รายเข้ารายงานตัวที่กรุงเทพฯ แล้ว อีก 2 ราย เป็นญาติกัน เดินทางเข้ามาถึง อ.ชุมแสง ถูกส่งกักตัวที่ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาแลกเปลี่ยน เป็นหญิงวัย 17 ปี ชาว อ.เมืองพิษณุโลก และ หญิงวัย 16 ปี ชาว อ.วังเจ้า จ.ตาก เจ้าหน้าที่ไปตามตัว ถึงบ้านส่งเข้าสถานที่กักตัวแล้ว สำหรับชาว จ.เชียงราย หนีการกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้เข้ารายงานตัว เข้าสู่กระบวนการกักตัวเฝ้าระวังโรคแล้วทั้ง 3 คน

    บุรีรัมย์จัดหนักแจ้งข้อหา “หนีกักตัว”

    ด้านนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ผู้หนีกักตัวชาวอุบลราชธานี 4 คน โดย 2 คน เข้ารายงานตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อีกคน เป็นหญิงวัย 62 ปี เข้ารายงานตัวและถูกส่งเข้าศูนย์พัก สังเกตอาการที่ มรภ.อุบลราชธานี วิทยาเขตบ้านยางน้อย อีกคนเป็นชาย กำลังโดยสารรถไฟ ขบวนที่ 71 สายกรุงเทพฯ-อุบลฯ เจ้าหน้าที่กำลังรอรับตัว ส่วนชาวบุรีรัมย์ 3 ราย เป็นชายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตามตัวได้แล้ว 2 ราย ถูกแจ้งข้อหาหลบหนีการกักตัว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ก่อนส่งกักตัวตามขั้นตอน อีก 1 ราย ญาติติดต่อจะพาเข้ามอบตัวในภายหลัง ขณะที่ชาวขอนแก่น หลบหนีการกักตัวมี 5 คนเป็นชาย 4 คน หญิง 1 คน เข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว ด้านนายวันชัย คงเกษม ผวจ.ร้อยเอ็ด กล่าวถึงชาว ร้อยเอ็ด ที่หนีการกักตัวมีจำนวน 4 คน ตามตัวได้แล้ว 2 คน อีก 2 คน คาดว่าจะได้ตัวเร็วๆนี้

    ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ส่วนทั่วประเทศ ยังคงพบผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะเรื่อยๆโดย จ.กระบี่ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยสาธารณสุขจังหวัดกระบี่รายงานพบผู้ป่วยอีก 2 ราย รายแรกเป็นชายไทย ทำงานร้านอาหารย่านหาดอ่าวนาง มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย เข้ารับการตรวจที่ รพ.กระบี่ ผลยืนยันติดเชื้อ อีกรายเป็นหญิงไทยชาว อ.เมืองกระบี่ เข้ารับการตรวจรักษาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 14 ราย ส่วน จ.สงขลา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 3 ราย รวมเป็น 40 ราย รักษาหายกลับบ้านได้แล้ว 20 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 20 ราย เช่นเดียวกับ จ.ยะลา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 51 ราย รักษาหาย 18 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 2 ราย

    ลำปางอั้นไม่อยู่ติดเชื้อ 3 คนรวด

    ที่ จ.ลำปาง ก่อนหน้านี้ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เลย ก็กลับไข่แตกเมื่อพบผู้ติดเชื้อรายแรกคราวเดียว 3 คน โดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.ลำปาง พบผู้ป่วย 3 รายเป็นหญิงทั้งหมด และเป็นญาติกัน อยู่ อ.งาว คนแรกเป็นหญิง อายุ 58 ปี มีอาชีพค้าขายของชำในหมู่บ้าน ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คนที่สองเป็นลูกสาววัย 42 ปี แม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา กรุงเทพฯ เป็นลูกสาวผู้ป่วยคนแรก เดินทางกลับไปกักตัวอยู่ที่บ้าน ก่อนหน้านี้มีอาการเจ็บคอ มีไข้เข้ารับการตรวจที่ รพ.งาว แต่ไม่ได้ตรวจเชื้อโควิด-19 เพราะไม่เข้าเกณฑ์เนื่องจากเพื่อนต่างชาติไม่ติดเชื้อ กระทั่งผู้ป่วยคนแรกป่วยเข้ารับการรักษาที่ รพ.งาว พบติดเชื้อ แพทย์ตรวจผู้ป่วยคนที่ 2 ก่อนเรียกผู้ป่วยคนที่ 3 เป็นพี่สาวของผู้ป่วยรายแรกมาตรวจเชื้อพบว่าติดเชื้อด้วยเช่นกัน

    ศาลสั่งปรับหนุ่มฝ่าฝืนไม่กักตัว

    ผวจ.ลำปางกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ศาลแขวงลำปางได้มีคำพิพากษาลงโทษหนุ่มชาว อ.เถิน อายุ 24 ปี อยู่ในกลุ่มเข้าข่ายเฝ้าระวังความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เดินทางมากับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรค แต่กลับฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เนื่องจากไม่แยกกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ศาลเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 34,51 ประมวลกฎหมายอาญา 29,30 ปรับ 7,500 บาท แต่จำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับ เลยสั่งกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 15 วัน ที่สถานกักขังศาลจังหวัดลำปาง

    สกลนครป้อมแตกเจอคนติดเชื้อ

    ที่ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยโควิด-19 แต่ล่าสุดนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผวจ.สกลนคร แถลงพบผู้ป่วยรายแรกของจังหวัด เป็นหญิงวัย 21 ปี ทำงานอยู่ที่ย่านหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต กลับมาพักอยู่กับครอบครัวที่ ต.บ้านแปน อ.เจริญศิลป์ ต่อมาป่วยเป็นไข้เข้ารักษาตัวที่ รพ.เจริญศิลป์ ผลตรวจพบว่าติดเชื้อ คนในครอบครัว 4 ชีวิต ประกอบด้วยพ่อ แม่ ยาย และลูกชายวัย 5 ขวบ เจ้าหน้าที่ให้กักตัวเฝ้าระวังแล้ว พร้อมส่งเจ้าหน้าที่พ่นฆ่าเชื้อภายในบ้านผู้ติดเชื้อและบริเวณใกล้เคียง อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะต้องปิดหมู่บ้านหรือไม่

    โล่งอกป้าขอนแก่นไม่มีเชื้อโควิด

    ส่วนกรณีป้าชาวขอนแก่น วัย 53 ปี โดยสารรถไฟท้องถิ่นขบวน 431 ชุมทางแก่งคอย-ขอนแก่น มีอาการไข้แต่ไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัย หนำซ้ำยังอาละวาดถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ และถูกล็อกตัวส่งตรวจที่ รพ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ความคืบหน้าเมื่อตอนสายวันที่ 4 เม.ย. ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังรพ.โนนสูง ยืนยันว่าป้ารายนี้ไม่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 และญาติมารับตัวกลับไปแล้ว เนื่องจากมีหลักฐานว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตของ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์

    แจงนักศึกษา มช.ไม่ติดเชื้อ

    ด้านนายอาคม ตันตระกูล ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้แจงสื่อมวลชน กรณีหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่นอนเสียชีวิตบริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 โรงแรมมายลอฟต์ ว่าผลตรวจจากแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ยืนยันว่าผู้ตายเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งครอบครัวได้รับศพไปทำพิธีทางศาสนาแล้ว

    ทูตยันคนไทยในอังกฤษตาย 2 คน

    สำหรับการดูแลคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ในประเทศ ต่างๆทั่วโลกนั้น เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรณีคนไทยในอังกฤษติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตจำนวน 3 คนว่า ที่จริงมีคนไทยเสียชีวิต 2 คน ส่วนอีกคนสัญชาติเวียดนาม แต่อยู่ในกลุ่มคนไทย แต่งงานกับคนไทย ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษ 38,000 คน ในจำนวนนี้มีคนไทยด้วย แต่จำนวนไม่มากนัก มีอาการไม่รุนแรงและส่วนใหญ่อาการดีขึ้นแล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูตได้รับข่าวสารจากเครือข่ายคนไทยที่เพียงแจ้งให้ทราบเท่านั้น เนื่องจากผู้ติดเชื้อต้องปฏิบัติตามและเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาลของ NHS และอังกฤษมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย หรือผู้เสียชีวิต

    นศ.ป.โท 2 พันคนขออยู่ต่อ

    นายพิษณุ เปิดเผยถึงตัวเลขคนไทยในอังกฤษปัจจุบันมีประมาณ 50,000 คน ไม่นับรวมนักเรียนอีกกว่า 7,000 คน นอกจากนี้ ในไอร์แลนด์ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ดูแล มีคนไทยอยู่ประมาณ 4,500 คน โดยนักเรียนและนักศึกษาในอังกฤษส่วนใหญ่กลับบ้านหมดแล้ว ยังมีนักศึกษาปริญญาโทอีก 2,000 คน เลือกที่จะอยู่ต่อ การติดต่อกับคนไทยสถานทูตมีช่องทางสื่อสาร รวมทั้งประสานกับชุมชนไทยเครือข่ายนักศึกษา และหน่วยงานที่ดูแล ได้แยกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มประสงค์เดินทางกลับไทย ได้อำนวยความสะดวกเรื่องหนังสือรับรองและแนะนำการเตรียมใบรับรองแพทย์ที่จะเดินทาง และ 2 กลุ่มคนไทยที่เลือกจะพำนักในอังกฤษและไอร์แลนด์ สถานทูตอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวร จะได้รับความดูแลและสวัสดิการจากรัฐบาลอังกฤษและไอร์แลนด์อยู่แล้ว นอกจากนี้ ชุมชนไทยยังช่วยกันดูแลแจกหน้ากากอนามัยและอาหารให้กันด้วย

    คนไทยนอร์เวย์ติดเชื้อ 2 คน

    ส่วนที่ประเทศนอร์เวย์ น.ส.กานติมน รักษาเกียรติ เอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2563 มีรายงานคนไทยในนอร์เวย์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นหญิง 2 ราย รายแรกอาศัยอยู่ในเมืองเบอร์เกน และรายที่ 2 อาศัยอยู่ในเมืองซาร์ปสบอร์ก ทั้ง 2 รายมีอาการดีขึ้น และขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว ซึ่งทั้ง 2 คนมีกําลังใจดีและสุขภาพดีขึ้นตามลำดับ สำหรับคนไทยในนอร์เวย์มีประมาณ 30,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้แก่ ผู้ที่สมรสกับชาวนอร์เวย์และครอบครัว และเยาวชนลูกครึ่ง ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในนอร์เวย์ สถานเอกอัครราชทูตได้ช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศ 150 คน เป็นกลุ่มท่องเที่ยว 50 คน และกลุ่มมาเยี่ยมญาติ 80 คน นอกจากนี้มีชาวไทยติดค้างจำนวนมากอยู่ในนอร์เวย์ สถานเอกอัครราชทูตได้เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลืออพยพคนไทยที่เต็มใจกลับประเทศ ไทย โดยประสานงานกับหน่วยงานฝ่ายไทยและนอร์เวย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางกลับประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ

    โล่งใจออสซีผ่อนผันให้ นร.ต่างชาติ

    ที่ออสเตรเลีย น.ส.บุษฎี สันติพิทกษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เปิดเผยถึงกรณีนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียให้สัมภาษณ์เรื่องนักศึกษาต่างชาติกลับประเทศ ว่ากระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียได้ประกาศมาตรการเพิ่มเติม เพื่อผ่อนปรนสำหรับนักเรียนนักศึกษาต่างชาติในออสเตรเลีย ซึ่งมีอยู่กว่า 565,000 คน เป็นนักเรียนไทยประมาณ 20,000 คน ในจำนวนนี้มีทั้งนักเรียนทุน นักเรียนทหาร และนักเรียนที่มาศึกษาด้วยทุนตัวเอง บางคนมาเรียนและทำงานด้วย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโรคโควิด-19 สถานเอกอัครราชทูตได้ติดตามถามไถ่ทุกข์สุข และความเป็นอยู่ รวมทั้งชุมชนไทย ผ่านช่องทางต่างๆรวมถึงมอบถุงยังชีพกว่า 600 ชุดให้แก่นักเรียน/นักศึกษาและคนไทยที่ขาดแคลนปัจจัยยังชีพต่างๆถูกนายจ้างเลิกจ้างงานและตกงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจผลกระทบที่คนไทยในออสเตรเลีย เพื่อจะนำมาประเมินและพิจารณาหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือต่อไป

    กต.โต้ไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งนายกฯ

    ด้านนายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยออกเอกสารให้คนเดินทางเข้าประเทศ หลังประกาศการชะลอเข้าไทยว่า เมื่อมีประกาศให้ชะลอการเดินทางเข้าประเทศของคนไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย.สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ของไทยได้หยุดรับลงทะเบียนออกหนังสือรับรองทุกช่องทาง รวมทั้งปิดระบบลงทะเบียนออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศ และขอให้คนไทยเคร่งครัดในการหาใบรับรองแพทย์ fit to fly ที่มีอายุไม่เกิน 72 ชม.ก่อนเดินทางกลับ ตามข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนกลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางกลับเข้ามา ตามรายงานข่าวคือกลุ่มในช่วงรอยต่อ ซึ่งยังเดินทางขึ้นเครื่องเข้ามาได้ เพราะมีหนังสือรับรองและใบรับรองแพทย์ fit to fly อายุ 72 ชม. ที่ออกก่อนหน้า สำหรับเรื่องกักกันเฝ้าระวังโรค หลายสถานทูตได้ระบุในประกาศของสถานทูตด้วยแล้วว่าหากกลับมาในช่วงนี้ จะถูกกักกันตัวในทุกกรณี ในสถานที่ที่หน่วยงานของรัฐกำหนด 14 วัน นอกจากนี้ในแบบฟอร์มออนไลน์ขอหนังสือรับรองจากสถานทูต ได้ระบุเตือนเรื่องนี้ไว้ด้วย ดังนั้นรายงานข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศฝืนคำสั่งนายกฯจึงไม่เป็นความจริง

    ศาลยกฟ้องคนไทยฟ้อง “นายกฯ”

    นอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก มีคำสั่งไม่รับฟ้อง คดีหมายเลขดำ พ.1864/2563 ที่นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์ อายุ 40 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย มอบอำนาจให้นายพศินทัศน์ สินโสภณเกษม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในความผิดเรื่องละเมิด ต่อโจทก์ทำให้ได้รับความเสียหายที่ไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ จากการที่มีการออกข้อกำหนด ข้อ 3 การเปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ในการใช้ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นอากาศยาน เรือรถยนต์ หรือพาหนะใด หรือในการใช้เส้นทางคมนาคมไม่ว่า ทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางบก เพื่อเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ปิดช่องทางเข้า-ออก, ด่าน, จุดผ่านแดน หรือจุดผ่อนปรน ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อและกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวออกตามมาตรา 9, 11 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 1) ซึ่งมาตรา 9 (4) ให้อำนาจจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรี ออกข้อกำหนดห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ ดังนั้นข้อกำหนดข้อ 3 (6) เป็นการออกข้อกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายที่จะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นโจทก์ไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้ยกฟ้อง

    ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 1.1 ล้านคน

    สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ถึงยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรวมใน 205 ประเทศหรือดินแดนทั่วโลกรวมอยู่ที่ 1,130,575 คน ผู้เสียชีวิต รวม 60,124 คน รักษาหายดีแล้ว 234,079 คน โดยมีผู้เสียติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่สหรัฐอเมริกา สเปน อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน อิหร่านและอังกฤษ

    “ทรัมป์” ไม่ยอมสวมหน้ากาก

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ แถลงจะไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือผ้าพันคอและอื่นๆตามข้อแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเพื่อควบคุมการระบาด เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นตัวเองสวมหน้ากากอนามัยต้อนรับเหล่าผู้นำโลกที่ทำเนียบขาว อีกทั้งเป็นข้อแนะนำ เป็นการสมัครใจไม่ได้บังคับ ไม่สวมก็ได้ ด้านผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ อยู่ที่ 278,458 คนหรือมากที่สุดในโลก ส่วนผู้เสียชีวิตมีมากกว่า7,000 คน

    สเปนติดเชื้อแซงอิตาลี

    ส่วนในยุโรปที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยที่สเปนมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 809 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 11,744 คน แต่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 124,736 คน มากกว่ายอดผู้ติดเชื้อในอิตาลีที่มี 119,827 คน ผู้เสียชีวิตยังมากที่สุดในโลกคืออยู่ที่ 14,681 คน

    ฝรั่งเศสดับ–ติดแซงจีน

    ที่ฝรั่งเศส ผู้เสียชีวิตและติดเชื้อพุ่งสูงกว่าจีน โดยผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 82,165 คน เสียชีวิตอยู่ที่ 6,507 คน ส่วนจีนผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 81,639 คน ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,326 คน ในอังกฤษที่มีผู้ติดเชื้อ 38,168 คน เสียชีวิต 3,605 คน ส่วนชาติยุโรปอีกประเทศที่การระบาดรุนแรง คือ เยอรมนี มีผู้ติดเชื้อ 91,159 คน มากกว่าจีนเช่นกัน แต่ผู้เสียชีวิตยังน้อยกว่าจีนโดยอยู่ที่ 1,275 คน โดยมีรายงานด้วยว่า รัฐบาลท้องถิ่นกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ได้ออกมากล่าวหาสหรัฐฯยึดหน้ากากอนามัย รุ่น “FFP 2” ผลิตในสหรัฐฯ นับ 200,000 ชิ้น ไว้ในกรุงเทพฯ ก่อนนำกลับไปใช้เองแทนที่จะส่งให้ผู้สั่งซื้อคือสำนักงานตำรวจกรุงเบอร์ลิน โดยประณามการกระทำของสหรัฐฯเป็น “โจรสลัดยุคใหม่”

    เกาหลีใต้–ญี่ปุ่น ติดเชื้อเพิ่ม

    ขณะที่ชาติในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ที่มีผู้ติดเชื้อ 10,156 คน เสียชีวิต 177 คน ได้ประกาศขยายมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมออกไปอีก 2 สัปดาห์หรือจนถึงอย่างน้อยวันที่ 19 เม.ย. และจะไม่ผ่อนคลายจนกว่าผู้ติดเชื้อรายวันลดเหลือ 50 คนหรือต่ำกว่านี้ ส่วนญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อในกรุงโตเกียว 118 คน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่พบผู้ติดเชื้อใหม่ในพื้นที่กรุงโตเกียวเกิน 100 คน ส่วนผู้ติดเชื้อรวมในญี่ปุ่นอยู่ที่ 3,000 คน รวมทั้งในกรุงโตเกียว 891 คน ผู้เสียชีวิตมี 73 คน

    จีนไว้อาลัยบุคลากรทางการแพทย์

    ส่วนที่จีน เมื่อเวลา 10.00 น. ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน นำคณะรัฐมนตรีทำพิธียืนโค้งคำนับนาน 3 นาทีที่กรุงปักกิ่ง เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากรทางการแพทย์ 14 คนที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้การระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้ง ดร.หลี่ เวิ่นเหลียง ผู้พยายามเตือนเกี่ยวกับไวรัสมรณะแต่กลับถูกเจ้าหน้าที่เมืองอู่ฮั่น เล่นงาน ทั้งนี้ พิธีไว้อาลัยจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และไว้อาลัยผู้เสียชีวิตทั้งหมดด้วย ระหว่างนี้มีการเปิดเสียงไซเรน แตรรถยนต์ หวูดรถไฟและเรือ ลดธงชาติครึ่งเสาตามสถานที่สำคัญทั่วเมืองจีนรวมทั้งสถานทูตและสถานกงสุลจีนทั่วโลก

    มารายงานตัวครบ 152 คน

    ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 4 เม.ย. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีความคืบหน้าการติดตามผู้โดยสารชาวไทยที่ได้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้คนไทยทั้ง 152 ราย ได้มารายงานตัวครบแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการ กักตัวตามขั้นตอนต่อไป

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19ข่าวหน้า1COVID-19ยอดผู้ป่วยโควิด-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19สนามบินสุวรรณภูมิข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้