ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ดูมวย 2 เวที-1 งานศพ ลุงวัย 68 ป่วยตายภายใน 12 วัน (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์29 มี.ค. 2563 05:30 น.
    SHARE

    นักศึกษาสาวติดเชื้อขึ้นรถทัวร์กลับบ้านไปเข้า รพ.ที่หลังสวนสร้างกลุ่มเสี่ยงอีกนับ 100 คน ส่วนเจ้าหญิง สเปนสิ้นฯ

    นานาชาติต่างทุ่มสุดกำลังหวังสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้ได้ หลังยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 6 แสนราย ตายกว่า 2.8 หมื่นคน โดยสหรัฐอเมริกาแซงหน้าจีน พบคนป่วยมากที่สุดในโลก ส่วนไทยผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย นับเป็นรายที่6 เป็นหญิงวัยกลางคนใน กทม. เข้า รพ.ได้ 4 วันหลังป่วย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 109 ราย รวมสะสม 1,245 ราย หมอวอนประชาชนร่วมมือตามมาตรการรัฐ จะช่วยลดคนติดเชื้อเพิ่มได้ หลังพบผู้ป่วยหลายรายจาก กทม.กลับภูมิลำเนา ตระเวนสังสรรค์ไปทั่ว หวั่นทำคนป่วยหนักเพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด ด้านสเปนเศร้า “เจ้าหญิงมาเรีย เทเรซา” สิ้นพระชนม์หลังติดเชื้อไวรัสมรณะ

    ผู้ป่วยโควิด-19 ในไทยตายเพิ่มอีก 1 ราย หลังป่วยเข้า รพ.ได้เพียง 4 วัน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 6 ราย ติดเชื้อรายใหม่ยังพุ่งเกินร้อย ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดิม ทั้ง สนามมวย-สถานบันเทิง-กลุ่มทำกิจกรรมทางศาสนา

    ติดเชื้อเพิ่ม 109 ตายอีก 1

    ทั้งนี้ ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มี.ค.นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า นายกฯขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน รวมถึงจิตอาสาที่มีส่วนร่วมหยุดการแพร่ระบาดเชื้อ และฝากย้ำประชาชนขอให้อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ สถานการณ์วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 109 คน รวมยอดทั้งหมดในประเทศ 1,245 คน เป็นตัวเลขที่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้นายกฯให้ความสำคัญเรื่องการจัดหายาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยสั่งการให้กรมบัญชีกลาง สำนักงานอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม ของกระทรวงสาธารณสุข อำนวยความสะดวกการนำเข้าอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ยา โดยผ่อนปรนระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการบางอย่าง เช่น ให้นำเข้าทุกวงเงิน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีการสั่งซื้อหน้ากาก N 95 และชุด PPE ที่บุคลากรทางการแพทย์ใช้อย่างละ 4 แสนชุด จะมีการจัดส่งเข้ามาโดยเร็ว ส่วนผู้เสียชีวิตที่เพิ่ม 1 ราย กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้แถลงโดยละเอียด แต่เท่าที่ทราบผู้เสียชีวิตอายุเกิน 50 ปี และเป็นเบาหวาน เพราะคนที่มีโรคประจำตัวและอายุเกิน 70 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง

    ปชช.ร่วมมือมากผู้ติดเชื้อจะลด

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 5,000 บาทในกลุ่มแรงงาน ลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมนั้น จะเริ่มลงทะเบียนในเวลา 18.00 น.วันที่ 28 มี.ค. ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมารวมกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ใครที่มีคุณสมบัติครบขอให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินดังกล่าวแน่นอน ยังไม่มีกำหนดปิดการลงทะเบียน และจำนวนผู้ลงทะเบียน ผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบออนไลน์สามารถเดินทางไปหาเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ลงทะเบียนได้ ส่วนการประเมินหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น การวัดผลต้องดูที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต้องลดลง ถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควรต้องช่วยกันมากกว่านี้ จากข้อมูลหากประชาชนให้ความร่วมมือร้อยละ 70 ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งขึ้น ถ้าให้ความร่วมมือร้อยละ 80 ตัวเลขจะค่อยๆลงมาแต่ถ้าประชาชนร่วมมือร้อยละ 90 ถึงจะลดลงมาอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น จึงอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชน

    ขออย่ารังเกียจผู้ติดเชื้อ

    ส่วนกรณีชาวบางบอนออกมาเรียกร้องให้คนติดเชื้อโควิด-19 ออกจากพื้นที่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ภาพดังกล่าวจะเห็นในช่วงแรกที่มีการระบาดที่ประชาชนกังวล แต่พอคนเข้าใจมากขึ้นว่าเชื้อนี้จะติดต่อในระยะใกล้มากๆ สถานการณ์จะดีขึ้น ไม่อยากให้ประชาชนกังวล ในอนาคตตามที่อาจารย์แพทย์ประเมินว่าจะมีผู้ติดเชื้อหลักหลายพันเหมือนต่างประเทศ คนที่ติดเชื้ออาจเป็นคนใกล้ตัว จะรังเกียจกันไม่ได้ อยากบอกว่าโรคนี้ไม่น่ากังวลแต่ต้องเตรียมการทุกอย่าง สำหรับคนที่เดินทางกลับต่างจังหวัดก็ไม่อยากให้กังวล เรามี อสม.ทั่วประเทศล้านกว่าคนคอยดูแลอย่างทั่วถึง

    ตายรายที่ 6 ป่วยเบาหวานร่วม

    จากนั้นเวลา 12.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ว่ามีผู้ป่วย ยืนยันรายใหม่เพิ่มขึ้น 109 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 1,245 ราย เป็นรายที่ 1,137-1,245 ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอายุน้อยที่สุด 6 เดือน อายุมากที่สุด 84 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 40 ปี นอกจากนี้ มีผู้ป่วยกลับบ้านได้ 3 ราย โดยผู้ป่วยกลับบ้านได้รวม 100 ราย มีเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นเพศหญิง อายุ 55 ปี จาก กทม. เข้ามารักษาในโรงพยาบาล วันที่ 23 มี.ค.มีประวัติเป็นผู้ป่วยเบาหวาน คุมน้ำตาลได้ไม่ดี มีไขมันเลือดสูง หอบเหนื่อย มีอาการปอดอักเสบรุนแรง และมีการใช้เครื่องช่วยหายใจถือเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 6 ของไทย

    ยืนยันอาการหนัก 17 ราย

    นพ.อนุพงศ์กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยที่ยังรักษาในโรงพยาบาล 1,139 ราย อาการหนัก 17 ราย มีอาการปอดอักเสบใส่เครื่องช่วยหายใจและเฝ้าระวังอาการใกล้ชิด ในจำนวนนี้ 1 ราย ใช้เครื่อง ECMO อาการอยู่ในภาวะวิกฤติ โดย 12 ราย เข้ารักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ กลาโหม และ กทม. ส่วนอีก 5 รายรักษาในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา เชียงใหม่ บุรีรัมย์ มีอายุระหว่าง 31-76 ปี มีประวัติเสี่ยงทำงานเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว อาทิ ขับรถบริการ พนักงานร้านนวด และไปสนามมวย

    ผู้ป่วยใน กทม. กว่า 500 คน

    ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยเพิ่ม 109 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 39 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 10 ราย กลุ่มสถานบันเทิง 8 ราย และกลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 21 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 17 ราย ได้แก่ กลุ่มที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงทั้งคนไทยและคนต่างชาติ 8 ราย กลุ่มผู้ทำงานหรืออาศัยในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมากหรือเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 7 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย กลุ่มที่ 3 ผู้ที่ได้รับผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อแต่อยู่ระหว่างรอประวัติและสอบสวนโรค 53 ราย อย่างไรก็ตาม เรากำลังเฝ้าดูผลกระทบจาก 3 เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ คือ สถานบันเทิง สนามมวย และการประกอบพิธีทางศาสนาจากมาเลเซีย รวมทั้งผู้เดินทางอพยพกลับภูมิลำเนา ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยกระจายอยู่ 57 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม. 515 ราย ใน จ.นนทบุรี 68 ราย และภูเก็ต 41 ราย

    รอผลตรวจต้องกักตัวอยู่บ้าน

    “สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 2 รายที่ติดโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการดูแลผู้ป่วยโดยตรง โดยต้องเข้าใจว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อในแต่ละวัน ไม่ได้หมายถึงทุกคนดูแลคนไข้โควิด-19 ซึ่งแต่ละคนมีการใช้ชีวิตที่ต่างกันออกไป และยืนยันว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่จะทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ และมีการป้องกันตนเอง ส่วนการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทุกสถานที่ทำการตรวจ ต้องมีมาตรฐานการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งผู้ที่ไปตรวจแล้วต้องรอผลจะให้กักตัวอยู่บ้านจนกว่าผลออกมา โดยระหว่างรอต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสม และถ้ามีผลแล็บยืนยันออกมาว่าเป็นโควิด-19 จะมีรถมารับไปโรงพยาบาล ทั้งนี้หากโรงพยาบาลใดมีการตรวจเอกซเรย์ปอดคนไข้พบว่า มีฝ้าขาว ก็ไม่ควรปล่อยให้คนไข้กลับบ้าน” นพ.อนุพงศ์กล่าว

    ไล่บี้เฟกนิวส์ต้องเป็นศูนย์

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่หลายโรงพยาบาลออกมาขอรับบริจาค ซึ่งคาดการณ์ว่า จะใช้ได้เพียง 2 สัปดาห์ นพ.อนุพงศ์กล่าวว่า เราให้ทำแผนสำรวจว่าจะต้องใช้ยาเวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย เตียง จำนวนเท่าไหร่ โดยองค์การเภสัชกรรมจะพิจารณากระจายเวชภัณฑ์ให้โรงพยาบาลต่างๆ ตามความเหมาะสมตามที่ขอมา ส่วนที่มีหน่วยงานต่างๆมาบริจาคให้กระทรวงสาธารณสุขจะทยอย จัดส่งไปให้สมทบด้วย ซึ่งการที่โรงพยาบาลเปิดรับบริจาคสามารถทำได้ตามจิตศรัทธาของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลนั้นขาดแคลน แต่เพื่อสำรองไว้ใช้ในอนาคต ส่วนกรณีข่าวเฟกนิวส์ที่ออกมารายวันนั้น เชื่อว่าหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ประเด็นข่าวเฟกนิวส์จะต้องเป็นศูนย์ หากตรวจสอบพบจะต้องได้รับโทษอย่างแน่นอน

    ระวังเอาเชื้อไปแพร่ผู้สูงอายุ

    นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาการรุนแรงและเสียชีวิต สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปี เพราะอัตราการป่วยโควิด-19 ในคนทั่วไป 100 คน โดย 80 คน มีอาการน้อยและหายเองได้ แต่จะมี 20 คนต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ในจำนวนนี้ 5 คนมีอาการรุนแรง และจะมี 1 คนเสียชีวิต และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการป่วย 1,245 คน เสียชีวิต 6 คน เท่ากับมีอัตราตาย 0.5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีอัตราการเสียชีวิตของไทยยังต่ำมาก และในจำนวนผู้ป่วยหนัก 17 คนที่มีอาการหนัก ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 เป็นคนสูงอายุ 70 ปี และมีโรคประจำตัว ฉะนั้นในสถานการณ์ขณะนี้ต้องร่วมกันเฝ้าระวังคนสูงอายุ เพราะมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ควรดูแลญาติผู้ใหญ่ไม่ให้ได้รับเชื้อ และผู้มีความเสี่ยงแพร่เชื้อคือลูกหลานในบ้าน หากผู้สูงอายุมีอาการป่วย ให้รีบพบแพทย์ ทั้งนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมักมีโรคประจำตัวที่พบบ่อย คือความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ผู้รักษามะเร็งมีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าคนทั่วไปต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    คาดป่วยหนักเพิ่มขึ้นใน ตจว.

    นพ.โสภณกล่าวอีกว่า ขณะนี้หลายจังหวัด ที่ตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 ในการดูแลมีความเข้มแข็งมาก เช่น ผู้ป่วยจากสนามมวย มีการค้นหาสอบสวนผู้ป่วยจากผู้สัมผัส ครอบครัว ผู้ร่วมงาน เพื่อน ทำให้ทราบว่ามีผู้ติดเชื้อมากน้อยเพียงใด จากนั้นทางจังหวัด ส่งข้อมูลมาส่วนกลางเพื่อทำให้ทราบว่ามีคนติดเชื้อกว่า 100 ราย ดังนั้น ขณะนี้ทุกจังหวัดมีความตื่นตัวสูง การทำงานส่วนภูมิภาคทำงานร่วมมือกันเป็นอย่างดี เป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดที่ยังไม่พบผู้ป่วย

    “เราพบผู้ป่วยต่างจังหวัดในช่วงแรก ในการเข้าชมการแข่งขันชกมวย ไปเที่ยวสถานบันเทิง และมีผู้กลับไปแล้วไม่สบาย ถัดมามีผู้ติดเชื้อในพื้นที่ จากการสอบสวนพบว่า มีการเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เป็นปรากฏการณ์ ตามหลังพบผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ มา 2 เดือน และอีกส่วนพบผู้ป่วยจากการเดินทางอีกหลังกรุงเทพฯประกาศปิดสถานประกอบการ ซึ่งส่วนหนึ่งเชื้อติดไปกับผู้คนที่เดินทางอพยพไปต่างจังหวัด ช่วงนี้จึงเป็นช่วงติดตามดูผู้มีอาการไข้ และมีปัญหาทางเดินหายใจจากคนกลุ่มนี้ และหากพบ ผู้ป่วย รีบมาพบแพทย์ และรักษาตัว โดยจากนี้ไป คาดว่าจะมีผู้ป่วยอาการหนักในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มียาฟาวิพิราเวียร์ พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างเพียงพอ” นพ.โสภณกล่าว

    “ลีเดีย–แพรวา” อัปเดตอาการ

    สำหรับอาการของคนบันเทิงที่ยืนยันเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ได้โพสต์ในอินสตาแกรม ภาพก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย พร้อมกับข้อความว่า “First day without medication. First meal with an appetite! วันนี้เป็นวันแรกที่หยุดทานยาต้านไวรัสต่างๆ และนี่คือมื้อแรกที่กินได้แบบไม่คลื่นไส้และหมดกล่อง #simplepleasures #ความสุขเล็กๆของชีวิต #กินได้ซะที #ผอมเหลือแต่กระดูกแบบไม่ต้องออกกำลังกายเลย #Covid19” ซึ่งมีเพื่อนในวงการบันเทิงและแฟนคลับเข้ามาโพสต์ให้กำลังใจล้นหลาม เช่นเดียวกับนักแสดงสาว แพรวา-ณิชาภัทร ที่โพสต์ภาพตัวเองที่กำลังรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแต่มีรอยยิ้มที่สดใสขึ้นลงในไอจี พร้อมด้วยข้อความว่า “DAY 8 สดใสดีนะคะทุกคน No worries! STAY HOME SAFE ~” ซึ่งมีเพื่อนๆในวงการเข้ามาให้กำลังใจเช่นกัน

    “อาร์ม”แจ้งผลตรวจโควิด–19

    ขณะที่พิธีกรชื่อดัง อาร์ม-พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์ และนักแสดงสาว น้ำฝน-พัชรินทร์ ที่เพิ่งจัดงานวิวาห์เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่โรงแรมดังแห่งหนึ่ง และมีพนักงานเสิร์ฟติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องจูงมือกันไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และเผยผลตรวจในวันที่ 28 มี.ค.โดยอาร์มเปิดเผยว่า ผลตรวจไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถ้านับจากวันงานจนถึงวันที่ตรวจเป็นเวลา 9 วันแล้ว ซึ่งถ้าหากมีเชื้อก็คงต้องตรวจพบแล้ว ดังนั้นเราสองคนจึงมั่นใจในผลตรวจ แต่ก็จะกักตัวเองให้พ้น 14 วัน

    ยะลาสั่งปิด 8 หมู่บ้านพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับการติดตามหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในภาคใต้ วันเดียวกัน นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผวจ.ยะลา ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการสถานการณ์ ฉุกเฉินจังหวัดยะลา มีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้า-ออกพื้นที่ที่กำหนดจำนวน 8 หมู่บ้าน 1 ชุมชน ประกอบด้วย พื้นที่ อ.เมืองยะลา ในเขต ต.สะเตง บริเวณถนนสิโรรส เขตเทศบาลนครยะลา ตั้งแต่ชุมชนถนนพาดรถไฟไปจนถึงถนนสิโรรส 1 หมู่ 3 ต.สะเตงนอก เขต อ.รามัน หมู่ 1 ต.กาลูปัง หมู่ 2 หมู่ 5 ต.จะกว๊ะ พื้นที่ อ.บันนังสตา หมู่ 5 หมู่ 9 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ หมู่ 2 ต.บันนังสตา และ อ.ธารโต หมู่ 7 ต.แม่หวาด หากผู้ใดมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้า-ออก ให้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อที่ได้รับมอบหมายทราบก่อน และเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อจะเป็นผู้กำหนดเส้นทางเข้า-ออก นอกจากนี้ยังมีคำสั่งปิดศูนย์การค้าโคลีเซี่ยมยะลา ยกเว้น ธนาคาร ร้านขายยาหรือเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็น ส่วนร้านอาหารเครื่องดื่มเปิดจำหน่ายให้นำกลับไปได้ และยังสั่งปิด หจก.ซุปเปอร์ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ยะลา ยกเว้นส่วนที่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และให้งดเดินรถประจำทางระหว่างจังหวัดที่มีพื้นที่ จ.ยะลา เป็นจุดต้นทางหรือปลายทาง เป็นการชั่วคราว

    เจอผู้ป่วยเพิ่มอีก 2 ราย

    ส่วนสถานการณ์ จ.ยะลา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย มาจาก อ.บันนังสตา และ อ.ยะลา ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม 28 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล 26 ราย รักษาหายแล้ว 2 ราย และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนโรค มีผู้ที่สัมผัสที่มีอาการรวม 249 ราย รอผลตรวจเชื้อเพื่อยืนยันจำนวน 54 ราย

    ปัตตานีประกาศ “ล็อกดาวน์”

    ด้านนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.ปัตตานีมีคำสั่งห้ามประชาชนเดินทางเข้า-ออกข้ามเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 4 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสมรวม 33 ราย และห้ามผู้ที่เป็น หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาดเดินทางเข้า-ออกจากหมู่บ้าน หรือที่เอกเทศ สำหรับที่แยกกัน หรือกักกัน และหรือข้ามเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การปิดพื้นที่ห้ามเข้า-ออกของ จ.ปัตตานี นับเป็นจังหวัดที่ 23 ของชายแดนใต้ต่อจาก จ.ยะลา และนราธิวาส

    โรงพักคุมเข้มกันติดเชื้อ

    ขณะที่นายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อปพร.ร่วมทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออาคารศาลากลางจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการสัมผัสเป็นประจำ เช่น ราวบันได ลิฟต์ ใช้แอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้อฉีดพ่นเช็ดตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับตำรวจ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วางมาตรการ ป้องกันเข้ม ตั้งแต่ตั้งเต็นท์หน้าโรงพักให้ประชาชนนั่งรอ โดยเว้นระยะห่างระหว่างเก้าอี้ 1 เมตร จัดเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิ จัดเจลล้างมือให้ผู้มาติดต่อที่ประตูเข้าห้องสอบสวน ในห้องสอบสวนจัดโต๊ะพนักงานสอบสวนและผู้มาติดต่อเว้นระยะไม่น้อยกว่า 1 เมตร ชั้นสุดท้ายให้พนักงานสอบสวนสวมหน้ากากอนามัย และสวมหน้ากากพลาสติกป้องกันละอองฝอยทั้งจากน้ำมูกและน้ำลาย

    นศ.สาวป่วยทำเสี่ยงกว่า 100 คน

    นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร แถลงผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกของชุมพร เป็นหญิง วัย 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นั่งรถทัวร์บริษัท สุวรรณนทีทัวร์ จากขนส่งสายใต้ แล้วต่อรถปรับอากาศชั้น 1 ขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.หลังสวน ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยสังสรรค์กับเพื่อนที่สถานบันเทิงหลังมหาวิทยาลัยหลายครั้ง มีผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยทั้งในกรุงเทพฯ และ จ.ชุมพร กว่า 100 คน ต้องติดตามเฝ้าระวัง

    นครพนมปิด 2 หมู่บ้านเสี่ยง

    ด้านภาคอีสาน นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม มีคำสั่งให้ปิดหมู่บ้านท่าดอกแก้ว หมู่ 5 และหมู่ 6 ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม หลังผลตรวจยืนยันผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นหญิงวัย 63 ปี เป็นลูกจ้างผับแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ เดินทางกลับนครพนมด้วยเครื่องบินแอร์เอเชีย และได้ตั้งวงกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนบ้านและคนใกล้ชิด 2 ครั้ง ก่อนกักตัวดูอาการกระทั่งผลตรวจยืนยันติดเชื้อโควิด-19 เมื่อเย็นวันที่ 27 มี.ค. ทั้ง 2 หมู่บ้านที่สั่งปิดถือเป็นจุดเสี่ยงมีประชากรราว 2,000 ครัวเรือน จะต้องสั่งห้ามเข้าออกหมู่บ้านเป็นเวลา 14 วันพร้อมจัดทีมลงพื้นที่ตรวจคัดกรอง รวมทั้งติดตามตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง บุคคลใกล้ชิด 29 ราย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1 ราย ผู้โดยสารในเที่ยวบินเดียวกัน 19 ราย มีคนในพื้นที่ จ.นครพนม 3 ราย และคนต่างจังหวัด 16 ราย

    กลับจาก กทม.มาป่วยที่สารคาม

    ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ COVID-19 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม นายเกียรติศักดิ์ จันทรา ผวจ.มหาสารคาม พบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรก เป็นชายอายุ 48 ปี ทำงานเป็นนักดนตรีที่กรุงเทพฯ ภูมิลำเนาอยู่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยผู้ป่วยเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยรถไฟ ก่อนเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เกิดป่วยมีอาการหอบ เข้ารักษาตัวที่ รพ.พยัคฆภูมิพิสัย แพทย์ส่งต่อ รพ.มหาสารคาม กระทั่งผลตรวจยืนยันติดเชื้อ ผู้ป่วยรายนี้มีโรคประจำตัวทั้งเบาหวาน ไวรัสตับอักเสบ แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้ยานอนหลับและยาคลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีอาการหอบมาก ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 14 ราย ได้กักตัวไว้ดูอาการแล้ว

    โคราชติดเชื้อตามเพื่อน

    ที่ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้เชื้อไวรัสโควิด-19 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา เผยพบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มอีก 1 ราย เป็นหญิง อายุ 23 ปี ติดเชื้อจากผู้ป่วยรายที่ 12 ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เดินทางกลับมาจากปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวมยอดผู้ติดเชื้อ 13 ราย ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 24 ราย ได้กักตัวดูอาการแล้ว พร้อมกันนี้ยังได้สั่งปิดร้านตัดผม เสริมสวยปิดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 2 แห่งได้แก่ บ่อน้ำผุดธรรมชาติ ต.หมูสี อ.ปากช่อง และน้ำตกวังเณร ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน และกวดขันให้สวมหน้ากากอนามัยทุกคน

    พะเยาติดเชื้อ 2 คน

    ด้านนายกมล เชียงวงค์ ผวจ.พะเยา แถลงพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่แล้ว 2 ราย รายแรกเป็นชายไทย อายุ 65 ปี ทำงานสถานบันเทิงย่านอโศก กรุงเทพฯ ญาติขับรถไปรับกลับบ้านเกิดที่ ต.ลอ อ.จุน เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ขณะนั้นเริ่มมีอาการไอ เจ็บคอแล้ว ต่อมาเข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.พะเยา อีกรายเป็นหญิง อายุ 47 ปี ทำงานร้านนวดแผนไทยที่กรุงเทพฯ โดยสารรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-เชียงของ กลับบ้านที่ ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ก่อนเข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.เชียงคำ เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยกักตัวดูอาการอยู่ในบ้านเป็นเวลา 14 วัน

    อุตรดิตถ์กักตัวญาติเชฟโรงแรม

    ด้านนายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอพิชัย จ.อุตรดิตถ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ ลงพื้นที่ ต.ไร่อ้อย เป็นภูมิลำเนาของผู้ติดเชื้อรายแรกของอุตรดิตถ์ เป็นชายไทย อายุ 51 ปี เดินทางกลับจากไปทำงานเป็นเชฟโรงแรมเซ็นทารา ประเทศกาตาร์ เพื่อติดตามหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อให้กักตัวดูอาการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด พบว่าหลังผู้ป่วยกลับถึงบ้าน กักตัวเองอยู่ในบ้าน ได้สั่งให้คนในครอบครัวเป็นพ่อ แม่ ภรรยา และลูก รวม 4 คน กักตัวดูอาการ และกำลังติดตามผู้ใกล้ชิดนั่งรับประทานอาหารด้วยกันราว 10 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงให้กักตัวเฝ้าระวังด้วย ขณะเดียวกัน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สาขาอุตรดิตถ์ ประกาศปิด 5 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.-3 เม.ย.63 หลังพบลูกค้าป่วยโควิด-19 เข้ามาใช้บริการ เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ยังไม่พบพนักงานป่วย กระนั้นยังคงให้พนักงานทุกคนในสาขาหยุดงานและกักตัวเองเป็นระยะเวลาอีก 7 วัน เพื่อให้ครบ 14 วัน พร้อมฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคคุณภาพสูงและจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 7 เม.ย.นี้

    ตามหาคนในเที่ยวบินเสี่ยงติดโรค

    นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จ.เชียงราย ประกาศพบผู้ป่วยรายที่ 6 เป็นชายอายุ 65 ปี ไปทำงานอยู่ที่ซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา 1 ปี เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 19 มี.ค.63 โดยสายการบิน EVA air ต่อสายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบินที่ WE 136 จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มา จ.เชียงราย อาศัยอยู่ที่ ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย ขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ผู้สัมผัสร่วมบ้านเสี่ยงติดเชื้อ 1 ราย ให้กักตัว 14 วัน ขอให้ผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกันให้ไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรับคำแนะนำการปฏิบัติตัว

    สมุทรสาครติดเชื้ออีก 2 ราย

    ส่วนที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.สมุทรสาคร แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย รวมเป็น 10 ราย โดยรายที่ 9 ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ติดเชื้อมาจากนอกพื้นที่ แต่กลับมารักษาตัวตามภูมิลำเนา รายที่ 10 ได้รับเชื้อจากผู้ป่วยที่ รพ.บ้านแพ้ว ทางจังหวัดยังต้องใช้มาตรการเข้มทั้งการปิดให้บริการสถานที่ต่างๆ การจัดระเบียบตลาด การเปิด-ปิดตลาดร้านสะดวกซื้อเวลาห้าทุ่มถึงตีห้า รวมทั้งการบังคับใช้หน้ากากอนามัย เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดโรค

    เดินทางเข้าไทยเกือบ 2 พันราย

    ส่วนที่อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รายงานผลการดำเนินงานคัดกรองผู้โดยสารตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศฯ คัดกรองผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศทั้งสิ้น 1,906 คน จากเที่ยวบินระหว่างประเทศ 97 เที่ยวบิน พบผู้โดยสารคนไทยที่เดินทางมาจากประเทศรัสเซียมีไข้ 1 คน จึงเก็บตัวอย่างและอยู่ระหว่างรอผลแล็บที่ด่านควบคุมโรค สำหรับกลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศเกาหลีใต้ 242 คน จากจำนวน 2 เที่ยวบิน เป็นคนไทย 209 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทยที่วีซ่าการเดินทางหมดอายุจำนวน 152 คน ซึ่งทั้งหมดไม่พบว่ามีรายใดเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนการคัดกรองผู้โดยสารขาออก จำนวนทั้งสิ้น 14,147 คน ไม่พบผู้โดยสารรายใดเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นกัน

    นศ.ไทยในออสซีเริ่มขาดของกิน

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานจากประเทศออสเตรเลียว่า ขณะนี้นักศึกษาไทยที่นครซิดนีย์หลายพันคน เริ่มได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหาร เนื่องจากส่วนใหญ่ทำงานระหว่างเรียน หลังจากรัฐบาลออสเตรเลียประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” ทำให้ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆต้องปิดตัวลง นักศึกษาไทยไม่มีงานทำและขาดรายได้หลายพันคนไม่มีเงินซื้ออาหาร นักศึกษาไทยจึงได้แจ้งข่าวผ่านโซเชียลมีเดียขอความช่วยเหลือเรื่องอาหารจากเจ้าของร้านอาหารที่ตนเองเคยทำงานอยู่ จนกระทั่งนายธราพงษ์ วาระสิทธิ์ เจ้าของร้านอาหารสยามเฮ้าส์ ย่านไทยทาวน์ นครซิดนีย์ ทราบข่าว จึงขอการสนับสนุนจากเจ้าของธุรกิจคนไทยร่วมสนับสนุนจัดหาอาหารให้นักศึกษาไทย เบื้องต้นจัดแจกข้าวสารและอาหารแห้งไปประทังชีวิตก่อน และทยอยแจกไปเรื่อยๆตามที่มีนักศึกษามารับ

    รอรัฐบาลไทยรับกลับบ้าน

    นายธราพงษ์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เบื้องต้นได้จัดแบ่งข้าวสารถุงละ 3 กิโลกรัม เพื่อแจกให้แก่นักศึกษาไทยที่ติดต่อและบอกต่อให้มารับที่ร้านสยามเฮ้าส์ และมีอาหารแห้งบางส่วน คำนวณว่าจะอยู่ได้ 4-5 วัน เมื่อวันที่ 27 มี.ค. แจกไป 500 กว่าราย และเก็บไว้แจกอีก โดยขอการสนับสนุนจากคนไทยกลุ่มต่างๆ และสถานกงสุลไทย ณ นครซิดนีย์ มาช่วยกัน ที่เหลือก็ยังจัดแจกเป็นระยะๆ โดยขอให้ผู้ต้องการข้าวสารติดต่อขอรับได้ทางเฟซบุ๊ก “บ้านคนไทย”

    “เท่าที่สอบถามความต้องการ นักศึกษาเหล่านี้ก็รอฟังข่าวว่าทางรัฐบาลไทยจะมีมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาไทยและคนไทยในออสเตรเลียอย่างไร พร้อมทั้งอยากให้จัดเครื่องบินมารับคนไทยที่อยากกลับประเทศด้วย เนื่องจากเดือนหน้าอาจจะมีปัญหาเรื่องที่อยู่เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่ากันแล้ว” นายธราพงษ์กล่าว

    สกญ.ซิดนีย์รอสำรวจตัวเลข

    ส่วนนายจักรกฤดิ กระจายวงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวกรณีนักศึกษาไทยเริ่มขาดแคลนอาหารว่า ทางสถานกงสุลทราบเรื่องนี้แล้ว ระยะแรกได้ทำข้าวกล่องไปแจก 100 กล่อง และส่งข้าวสาร 900 กิโลกรัม ไปยังจุดศูนย์การช่วยเหลือนักศึกษาไทย เช่น ร้านสยามเฮ้าส์ และจุดอื่นที่ขอมา พร้อมรับแจ้งเรื่องต่างๆ ที่คนไทยและนักศึกษาไทยต้องการความช่วยเหลือไว้ด้วย ส่วนมาตรการช่วยเหลืออื่นๆนั้น กำลังรอคำสั่งจากทางกระทรวงต่างประเทศว่าให้ดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับคงต้องสำรวจและรวบรวมตัวเลขไว้ก่อน เมื่อพร้อมเมื่อไหร่จึงแจ้งให้เจ้าตัวทราบ

    กต.เร่งรับคนไทยทั่วโลกกลับ

    ด้านนายชาตรี อรรจนานันท์ อธิบดีกรมการกรมสุล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเรื่องการช่วยเหลือนักศึกษาไทยในประเทศออสเตรเลีย ที่จะเริ่มขาดแคลนอาหารและต้องการกลับประเทศว่า ที่ประเทศออสเตรเลียมีนักศึกษาไปเรียนและทำงานจำนวนมาก เรื่องนี้ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ติดตามดูแลอยู่ ส่วนการรับคนไทยจากประเทศต่างๆกลับประเทศไทยนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานกับรัฐบาลแต่ละประเทศอยู่ เนื่องจากมีชาวต่างประเทศตกค้างในประเทศไทยอยู่จำนวนมากเช่นกัน มีการติดต่อประสานกันกรณีคนของประเทศใดบินจากไทยกลับไป ทางไทยจะได้รับคนไทยในประเทศนั้นกลับมาด้วย ล่าสุดมีการตกลงกับประเทศอิตาลีไว้แล้ว จะให้ชาวอิตาลีกลับไปและรับคนไทยกลับมา อยู่ที่ความพร้อมของเครื่องบินที่จะไปส่งและรับกลับด้วย ส่วนประเทศอื่นๆคงต้องให้ผู้ประสงค์กลับไทยไปลงทะเบียน แจ้งไว้ที่สถานทูตและสถานกงสุลไทยในประเทศนั้นๆไว้ก่อน

    กักตัวทัวร์เยอรมันรอส่งกลับ

    ส่วนที่นครโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ รายงานกรณีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเกือบ 60 คนที่ถูกกักตัวไว้ทั้งหมด หลังมีแผนการเดินทางท่องเที่ยวในวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ถูกตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ระหว่างทางที่รถบัสของโรงแรมพานักท่องเที่ยวกลุ่มแรก 14 คนไป รพ. แต่รถบัสเกิดเสียกลางทาง และทหารลาดตระเวนเข้าตรวจเช็กในมาตรการ worldwide lockdown (ปิดประเทศ 21 วัน) ปรากฏว่าพบผู้ติดเชื้อในรถบัสทั้งหมด 3 คนจึงพาไปกักตัวทั้งหมด และจากการสืบสวนโรคพบว่ายังมีอีก 45 คนในกลุ่ม ทำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสาธารณสุขจังหวัดกอเต็ง (Gauteng) แจ้งไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองให้สกัดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไว้เพื่อนำไปตรวจเชื้อไวรัส แต่มีการขัดขืน แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ถูกกักตัวไว้ทั้งหมดแล้ว แบ่งการกักตัวเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรก 14 คน และ 45 คนอีกหนึ่งกลุ่ม และในเช้าวันที่ 28 มี.ค.มีการแจ้งว่าทางรัฐบาลเยอรมนี จะส่งเครื่องบินมารับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลับประเทศ ในวันที่ 31 มี.ค.แต่ระหว่างนี้ทั้งหมดยังคงต้องถูกกักตัวในสถานที่ที่ทางสาธารณสุขจัดไว้

    ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 6 แสนคน

    สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ใน 199 ประเทศและเขตการปกครองพิเศษทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 มี.ค.ว่า ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 613,829 ราย เสียชีวิต 28,229 ราย รักษาหาย 137,224 ราย โดยศูนย์กลางการระบาดรุนแรงที่สุดอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ขณะที่จีนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยทางการจีนเริ่มเปิดเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ต้นตอการระบาดของโควิด-19 หลังปิดเมืองกว่า 2 เดือน โดยชาวเมืองเริ่มออกมาเดินตามท้องถนน รถไฟขบวนแรกเข้าสู่เมืองอู่ฮั่นหลังเที่ยงคืนวันที่ 27 มี.ค.หลังประชาชนได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองได้แต่ยังห้ามออก แต่ผู้เข้าเมืองทุกคนต้องแสดงรหัสสีเขียวในแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือเพื่อยืนยันสุขภาพ แต่จีนยังห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศ และให้ประชาชนเฝ้าระวังการระบาดใหม่ ส่วนยอดผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้น 54 รายเป็น 81,394 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 รายเป็น 3,295 ราย

    มะกันติดเชื้อทะลุแสนราย

    ส่วนสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก โดยวันที่ 28 มี.ค.พบผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 18,000 ราย เป็น 104,256 ราย เสียชีวิตเพิ่มกว่า 400 รายเป็น 1,704 ราย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กว่า 44,600 ราย มีผู้เสียชีวิต 519 ราย และหัวหน้าพยาบาลชาย วัย 48 ปีเสียชีวิตในโรงพยาบาลแมน-ฮัตตัน

    นิวยอร์กรับศพ-ผู้ป่วยไม่ไหว

    ขณะที่ นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ร้องขอให้รัฐบาลกลางจัดส่งเครื่องช่วยหายใจ 30,000 เครื่อง แต่เพิ่งได้รับไม่กี่พันเครื่อง นอกจากนี้ ยังประกาศ สร้างโรงพยาบาลชั่วคราว 8 แห่ง และเตรียมจัดหาที่เก็บศพชั่วคราว ขณะที่แพทย์และพยาบาลต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งหน้ากากอนามัย ชุดป้องกันเชื้อโรคและเครื่องช่วยหายใจขาดแคลนหนัก โรงพยาบาลหลายเมืองในสหรัฐฯ รวมทั้งนิวยอร์กและนิวออร์ลีนส์ในรัฐหลุย-เซียนา มีเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วย ขณะที่สมาคมการแพทย์ดูแลผู้ป่วยวิกฤติประเมินว่าในช่วงที่มีการระบาดสูงสุด จะมีผู้ป่วยหนักทั่วสหรัฐฯ กว่า 960,000 คน จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

    ทรัมป์เซ็น ก.ม.อุ้ม ศก.ก้อนมหึมา

    ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมายอนุมัติงบประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 หลังกฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา และสถิติผู้ว่างงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.3 ล้านคน โดยทรัมป์เผยว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้สูงกว่าแผนบรรเทาทุกข์ใดๆ ที่เคยมีถึง 2 เท่า นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังใช้กฎหมายการผลิตด้าน กลาโหม (ดีพีเอ) สมัยสงครามเกาหลี ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับให้ภาคเอกชนผลิตสิ่ง ต่างๆที่จำเป็นในการปกป้องประเทศยามฉุกเฉินและบังคับให้บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ “เยนเนอรัล มอเตอร์ส” (จีเอ็ม) ผลิตเครื่องช่วยหายใจให้รัฐบาลกลางนำไปช่วยผู้ป่วยโควิด-19 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เผยว่า จีเอ็มสัญญาจะผลิตเครื่องช่วยหายใจให้รัฐบาล 40,000 เครื่องต่อเดือน แต่ต่อมากลับบอกว่าจะผลิตแค่ 6,000 เครื่อง

    อิตาลี-สเปน-ฝรั่งเศสตายเพิ่มอื้อ

    ส่วนในยุโรป ยอดผู้ติดเชื้อรวมพุ่งทะลุ 300,000 รายแล้ว โดยที่อิตาลี มีผู้ติดเชื้อมากอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ที่ 86,498 ราย แต่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในโลก โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค.มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 969 รายเป็น 9,134 ราย นับเป็นการเสียชีวิตเพิ่มวันเดียวมากที่สุด ตั้งแต่โควิด-19 ระบาด ทางการอิตาลียังคาดว่าการระบาดจะถึงจุดสูงสุดใน 2-3 วันนี้และสั่งขยายเวลาปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจากเดิมถึง 3 เม.ย. ออกไปไม่มีกำหนด ส่วนที่ สเปน ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในวันเดียว 832 รายเป็น 5,690 ราย ผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 72,248 ราย และฝรั่งเศสผู้เสียชีวิตเพิ่ม 299 รายเป็น 1,995 ราย ติดเชื้อเพิ่มเป็น 32,964 ราย รัฐบาลสั่งปิดประเทศต่อไปอีก 2 สัปดาห์

    เจ้าหญิงสเปนสิ้นพระชนม์เซ่นโควิด–19

    ด้านพระอนุชาและพระนัดดาของเจ้าหญิงมาเรีย เทเรซา แห่งราชวงศ์บูร์บอง-ปาร์มา ซึ่งเป็นพระญาติของกษัตริย์เฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน เผยว่า เจ้าหญิงมาเรีย เทเรซา สิ้นพระชนม์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังติดเชื้อโควิด-19 ขณะมีพระชนมายุ 86 ชันษา นับเป็นสมาชิกราชวงศ์ พระองค์แรกที่สิ้นพระชนม์จากโควิด-19 หลังก่อนหน้านี้ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ และเจ้าชายอัลแบร์ ประมุขราชรัฐโมนาโก ประกาศว่าติดเชื้อโควิด-19

    อังกฤษ–เยอรมนี ยังอ่วม

    ส่วนที่อังกฤษพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 14,543 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 181 ราย เป็น 759 ราย สำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมแถลงว่าขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้จะลดขนาดลงมาก ส่วนอาการป่วยของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน และนายแม็ตต์ แฮนค็อก รมว. สาธารณสุขของอังกฤษ ยังไม่รุนแรง และกักตัวเองทำงานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากบ้านพัก ขณะที่เยอรมนีพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 6,294 ราย เป็น 53,340 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 55 ราย เป็น 395 ราย

    อเมริกาใต้ติดเชื้อทะลุหมื่น

    สำหรับภูมิภาคอเมริกาใต้ พบผู้ติดเชื้อรวมกันกว่า 10,500 ราย เสียชีวิต 182 ราย และที่ประเทศเอกวาดอร์ เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บศพผู้เสียชีวิตกว่า 100 ศพตามบ้านเรือนในเมืองกัวยาคิล เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีการระบาดหนักที่สุด โดยศพจำนวนมากตายเพราะโควิด-19 ส่วนที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเริ่มปิดประเทศ 3 สัปดาห์ พบผู้เสียชีวิต 1 รายแรก ติดเชื้อ 1,170 ราย ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วทวีปแอฟริกาพุ่งขึ้นเป็นกว่า 3,500 ราย เสียชีวิต 94 ราย องค์การอนามัยโลกเตือนว่าการแพร่ระบาดในแอฟริกาที่ยากจนอาจรุนแรงยิ่งขึ้นถึงขั้นหายนะ ขณะเดียวกัน โฆษกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงว่าพบเจ้าหน้าที่ยูเอ็นติดเชื้อทั่วโลกแล้ว 86 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ที่เหลืออยู่ที่แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ

    อินเดียจ่อตามรอยกูรูแพร่เชื้อ

    ขณะที่รัฐปัญจาบ ทางภาคเหนือของอินเดีย เร่งติดตามตัวผู้เสี่ยงติดไวรัสโควิด-19 ที่อาจมีจำนวนสูงถึง 2 หมื่นคน ซึ่งคาดว่าอาจได้รับเชื้อจากนายบัลเดฟ สิงห์ กูรูศาสนาซิกข์ วัย 70 ปี ที่ออกเดินทางเผยแพร่ศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆหลายสิบแห่งในรัฐปัญจาบ หลังกลับจากการเดินสายที่อิตาลีและเยอรมนี ก่อนเสียชีวิตจากไวรัสมรณะในเวลาต่อมา ถือเป็นการแพร่เชื้อแบบซุปเปอร์สเปรดเดอร์ และเบื้องต้นมีรายงานผู้ใกล้ชิดติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 19 คน ส่วนยอดติดเชื้อรวมในอินเดียอยู่ที่ 944 คนเสียชีวิต 20 คน

    หลายชาติยอดป่วยยังพุ่ง

    ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สำนักข่าวเอ็นเอชเคญี่ปุ่นรายงานระบุ นางยูริโกะ โคอิเคะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียว แถลงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกรุงโตเกียวกว่า 60 คน ถือว่าพื้นที่เมืองหลวงญี่ปุ่นใกล้ที่จะเข้าข่ายสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ขอให้ประชาชนงดการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปจนถึง 12 เม.ย. ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นสั่งกองกำลังป้องกันตนเอง เข้าช่วยเหลือการคัดกรองคนที่สนามบินนาริตะและฮาเนดะ หลังยอดติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มเป็น 1,500 คน ขณะที่นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเผยว่า กำลังพิจารณาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งจะรวมถึงการแจกเงินประชาชนและผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบ ส่วนในมาเลเซีย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 159 คน ส่งผลให้ยอดติดเชื้อรวมอยู่ที่ 2,320 คน เสียชีวิต 27 คน ซึ่งทางการประเมินว่ายอดผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงในช่วงกลางเดือน เม.ย. ที่อินโดนีเซีย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 109 คน ทำให้ยอดติดเชื้อรวมเพิ่มเป็น 1,155 คน เสียชีวิต 102 คน ส่วนที่อิหร่าน พบผู้ติดเชื้อในวันเดียว 3,076 คน ส่งผลให้ยอดรวมปรับเป็น 35,408 คน เสียชีวิต 2,517 คน ซึ่งเป็นการเสียชีวิตในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา 139 คน

    สิงคโปร์บินเข้าไทยเที่ยวสุดท้าย

    ในช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ได้ให้บริการเส้นทางสิงคโปร์-กรุงเทพฯ เที่ยวบินสุดท้ายในวันที่ 28 มี.ค. และยังไม่มีการประกาศว่าจะกลับมาให้บริการอีกเมื่อใด ขณะที่บนเครื่องลำสุดท้ายมีผู้โดยสารหลายสิบคน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่วิตกกังวลว่าจะตกค้างอยู่ในสิงคโปร์ ทั้งนี้ น.ส.อัมรา วิภาศินันท์ วัย 33 ปี หนึ่งในผู้โดยสารเผยว่า รู้สึกตกใจที่ราคาตั๋วสูงถึง 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือกว่า 13,600 บาท ซึ่งมากกว่าปกติเท่าตัว แต่ไม่มีทางเลือก เช่นเดียวกับนางจินตนา ดอกครัว วัย 66 ปี กล่าวว่าถ้าจะตาย ก็ขอกลับไปตายบ้านเกิดดีกว่า

    ป่วยโควิด-19 ตายโผล่เมืองนนท์

    ต่อมาเมื่อเวลา 20.00 น. นายไกรธวัช ทินโสม นายอำเภอเมืองนนทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าได้รับแจ้งจาก ส.อ.มงคล อัศวนิโคธร นายกเทศบาลตำบลไทรม้า มีชาวบ้านเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รายงานนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นนทบุรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์โควิด-19 จ.นนทบุรี ตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า ผู้ป่วยเป็นชาย อายุ 68 ปี ชาว ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี เสียชีวิตที่ รพ.นนทเวช เมื่อกลางดึกวันที่ 28 มี.ค. ตรวจสอบใบมรณบัตรที่ญาติแจ้งสาเหตุการตายว่า “เสียชีวิตจากปอดติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019” จึงสั่งการให้นายกเทศบาลตำบลไทรม้าพร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เทศบาลตำบลไทรม้า ไปฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่บ้านผู้เสียชีวิตและบ้านใกล้เคียงป้องกันการแพร่ระบาด และให้คนในบ้านกักตัวเฝ้าระวังเป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการป่วยเป็นไข้ให้รีบ แจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อทำการรักษา

    เมียยันไปดูมวยสนามลุมพินี-อ.ต.ก.3

    ส.อ.มงคลเปิดเผยอีกว่ารู้จักกับผู้เสียชีวิตมานานแล้วเพราะเป็นลูกบ้าน หลังเสียชีวิตได้สอบถามภรรยาผู้ตายทราบว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ผู้ตายไปสนามมวยลุมพินี วันที่ 8 มี.ค.ไปดูมวยที่สนามมวย อ.ต.ก.3 จ.นนทบุรี วันที่ 12-15 มี.ค.ได้ไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพวัดไทรม้า ต่อมาเป็นไข้ไปหาหมอที่ รพ.พระนั่งเกล้า แพทย์ลงความเห็นว่ามีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน ให้ยาแล้วกลับมาพักอยู่ที่บ้านกระทั่ง วันที่ 26 มี.ค. ต่อมามีอาการไอ ไข้ขึ้นสูง ทางญาติได้นำตัว ส่งรักษาที่ รพ.นนทเวช ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 28 มี.ค. รวมเวลาที่ป่วยประมาณ 12 วัน ทางโรงพยาบาลนำศพบรรจุใส่ถุงซิป 3 ชั้น มอบให้ญาติรับไปฌาปนกิจที่วัดใหม่ทางหลวง ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ อ.เมืองนนทบุรี

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19ข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้