ข่าว
100 year

ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว สกัดเดินทาง-เน้นอยู่บ้าน (คลิป)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 มี.ค. 2563 05:25 น.
SHARE

นายกฯ ลั่นบัญชาการเอง! ทหาร-ตร.ตั้งจุดตรวจเข้ม เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ติดโควิด

นายกฯประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน สู้โควิด-19 อย่างเป็นทางการแล้ว ดึงอำนาจเจ้ากระทรวงมาสั่งการเอง ปรับการสื่อสารแถลงวันละครั้ง ขอรายงานประชาชนถึงสถานการณ์ด้วยตัวเอง ยืนยันไม่ปิดร้านค้าต่อการดำรงชีวิตวอนสังคมโซเชียลร่วมแชร์ข้อมูลถูกต้องต้านเฟกนิวส์ ย้ำคนไทยทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิษณุแถลงตามหลังนายกฯ ยันชัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ใช่เคอร์ฟิวและไม่ปิดประเทศ เน้น 3 หลักสำคัญ “ห้ามทำ-ให้ทำ-ควรทำ” เพื่อสู้โควิดอย่างเต็มที่ คน 3 กลุ่มควรอยู่บ้านอย่าฝ่าฝืน คือ คนแก่ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว ด้านจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันเดียวพุ่งอีก 107 ราย รวมยอดติดเชื้อทะยานเกือบ 1 พันคนแล้ว คนยังแห่กลับภูมิลำเนาแน่นหมอชิต 2 ขณะที่ บขส. ห้ามคนไม่ใส่หน้ากากอนามัยหรือมีไข้สูง เกินกำหนดเข้าพื้นที่ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์รับเชื้อไวรัสโควิด-19

มาถึงจุดที่ประเทศไทยต้องใช้ “ยาแรง” ด้วยการประกาศใช้ “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือที่เรียกว่า“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. หลังการระบาดของ “ไวรัสโควิด-19” มีความรุนแรงและหนักมากขึ้นโดยไม่มีทีท่าจะเบาบางลง ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสอันตรายนี้พุ่งเฉียดหลักพัน โดยมีจำนวนถึง 934 รายแล้ว แม้ว่าจะมีการรักษาหายกลับบ้านไป 70 ราย

นายกฯสั่งดูแลสื่อรับเปิด ศอฉ.

ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะออกทีวีแถลงเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงบ่ายวันที่ 25 มี.ค. ช่วงเช้าวันเดียวกัน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้สั่งการให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลความเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาลมากขึ้น รวมศูนย์แถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงต่างๆมาไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นางนฤมลกล่าวว่า นายกฯเป็นห่วงเกรงพื้นที่แออัดและห่วงสุขภาพสื่อมวลชน สั่งจัดหาพื้นที่เพิ่มให้ผู้สื่อข่าวรองรับการทำข่าว ศอฉ.โควิด-19 โดยใช้พื้นที่หน้าตึกบัญชาการ 2 ตั้งเต็นท์ติดแอร์รองรับ

ขออย่าวิตกให้ติดตามข่าวสาร

เมื่อถามถึงการออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประชาชนต้องเตรียมตัวปฏิบัติอย่างไรบ้าง นางนฤมลตอบว่า ประกาศต่างๆจะคำนึงถึงสถานการณ์และความเหมาะสม ประชาชนยังไม่ต้องกังวลใดๆ ขณะเดียวกัน นายกฯได้แสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งสิ้น 4 ราย และขอให้มั่นใจทีมแพทย์ดูแลรักษาอย่างเต็มที่แล้ว มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้คำแนะนำช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว รัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นและขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการและดูแลตัวเองอย่างเข้มงวดและติดตามข่าวสารจากรัฐบาลและช่องทางที่เชื่อถือได้

เรียก รมต.หารือเป็นพรวน

เวลา 08.50 น. นายกฯเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า หลังหารือนายอนุทินเปิดเผยว่า มีการพูดคุยถึงการนำแอปพลิเคชันมาใช้ติดตามผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต่อมาช่วงบ่าย นายกฯได้เรียกรัฐมนตรีหลายคนหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายอนุทิน นายศักดิ์สยาม มาหารือก่อนจะแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“บิ๊กตู่” อ่านประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เวลา 14.45 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ และหลายเดือนข้างหน้าต่อจากนี้ไปเราอาจจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้าย และเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ช่วงเวลานี้เป็นบททดสอบที่เราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์อาจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมทั้งรายได้ และการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถหยุดการแพร่ระบาดพร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ตนจะเข้ามาบัญชาการการจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาลไปจนถึง การเยียวยาและฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของโควิด-19

รวมศูนย์สั่งการไม่ต่างคนต่างทำ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนจะเป็นผู้นำในภารกิจและรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2563 เป็นต้นไปและจะยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้เป็นหน่วยงานพิเศษตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.เพื่อบูรณาการทุกส่วนราชการ สั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพรวดเร็ว เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้จำเป็นต้องรวมศูนย์สั่งการไว้ที่เดียว เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและขจัดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำของหน่วยงานต่างๆโดยมีตนเป็นประธาน

ขอรายงานประชาชนด้วยตัวเอง

นายกฯกล่าวด้วยว่า กำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสั่งการ ผวจ. ผู้ว่าฯ กทม. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบด้านการต่างประเทศและการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้ารับผิดชอบด้านความมั่นคงการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ รวมทั้งมีทีมงานจากทุกภาคส่วนเป็นคณะที่ปรึกษา โดยจะประชุมร่วมกันทุกวัน เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลสถานการณ์เป็นภาพเดียวกัน และเมื่อตนแจกจ่ายงานทุกฝ่ายจะรับทราบแผนงานทั้งหมดไปพร้อมกัน สามารถทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งผู้ที่จะรายงานต่อประชาชนจะต้องเป็นตน หรือผู้ที่ตนมอบหมายเท่านั้น

ไม่ปิดร้านค้าในการดำรงชีพ

นายกฯกล่าวต่อว่า สำหรับข้อกำหนดต่างๆ เช่น การห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ปิดสถานที่เสี่ยงซึ่งปิดไปบ้างแล้ว ปิดช่องทางเข้าประเทศ การเสนอข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้สูงวัย คนป่วย เด็ก ห้ามกักตุนสินค้า ขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผล ห้ามเสนอข่าวบิดเบือนจะมีการประกาศตามมา และยืนยันว่าภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ข้อกำหนดเหล่านี้ อาจจะสร้างความไม่สะดวกกับประชาชนบ้าง แต่ขอให้ทุกท่านร่วมมือและเสียสละเพื่อส่วนรวม งานหลักที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ดำเนินการควบคู่กันไป คืองานป้องกันการระบาดด้วยการควบคุมพื้นที่ทุกพื้นที่และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชัน กำหนดโลเกชันมาช่วยเฝ้าสังเกตอาการ หรือควอรันทีน การรักษาพยาบาล รวมทั้งการเยียวยาฟื้นฟูประเทศ

ปรับการสื่อสารแถลงวันละครั้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนจะปรับปรุงให้การสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 กับประชาชนให้มีความถูกต้องชัดเจน ครบถ้วน โดยได้สั่งการให้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการต่างๆ รวมถึงคำแนะนำต่อประชาชนเพียงวันละหนึ่งครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดการบิดเบือนข้อมูล ลดการสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ขอยืนยันว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ชัดเจน จากเพียงแหล่งเดียวเป็นประจำทุกวัน ขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนเพิ่มความรับผิดชอบในการรายงานข่าว ขอให้ใช้ข้อมูลจากการแถลงประจำวันของทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก แทนการขอสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ต่างๆเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เชื่อว่าหากทำได้เช่นนี้สื่อมวลชนจะเป็นกำลังสำคัญในการสู้กับภัยโควิด-19 ครั้งนี้

วอนนักคีย์บอร์ดร่วมต้านเฟกนิวส์

นายกฯกล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกท่าน พวกเราคือทีมเดียวกัน ทุกท่านสามารถร่วมแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องจากการแถลงประจำวัน ช่วยกันรายงานและต่อต้านการแชร์ข่าวปลอม ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของท่าน ช่วยให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย รับรู้และเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ขอเตือนกลุ่มคนที่จะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ร้อนความเป็นความตายของประชาชนให้รู้ไว้ว่า อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นไปได้ ตนจะทำทุกทาง ที่จะใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างรวดเร็วเด็ดขาดและไม่ปรานี การบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดต่างๆที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคจะเข้มข้นขึ้นมากทั่วประเทศ ทั้งการเอาผิดผู้ที่ละเมิดกฎหมาย และการเอาผิดข้าราชการ และเจ้าพนักงานที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่

ดึงภาคเอกชน–ประชาสังคมจับมือสู้

“ภาครัฐอย่างเดียว ไม่สามารถฝ่าวิกฤติไปได้เพียงลำพัง ถ้าเราไม่จับมือ และดึงภาคส่วนอื่นๆเข้ามาเป็นทีมเดียวกันกับภาครัฐ ประเทศไทยโชคดีที่มีคนเก่งมากมายอยู่ในภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่พร้อมจะช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผมจะกระจายทีมงานไปทำความเข้าใจปัญหา และความต้องการของทุกกลุ่มรวมทั้งรับทราบศักยภาพของแต่ละกลุ่มที่จะเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหา จะดึงคนเก่งเหล่านี้มาร่วมกันทำงาน ต่อจากนี้ไปมาตร– การต่างๆที่รัฐจะออกมาจะมีความเข้มข้นขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน ผมขอความร่วมมือและขอให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด บางคนอาจจะรู้สึกเสียสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องชีวิตครอบครัวของท่าน ของคนไทยทุกคน หากพวกเราเข้าใจ เข้มงวดและจริงจัง ในเวลาไม่นาน มั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้” นายกฯกล่าว

ปลุกคนไทยงัดสิ่งดีในตัวมาช่วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ช่วงเวลานี้อาจเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเจ็บปวด และท้าทายความรัก ความสามัคคีของพวกเราทุกคน แต่ขณะเดียวกัน ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่จะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเราคนไทยทุกคนออกมา นั่นคือ ความกล้าหาญ ความรัก ที่มีต่อพี่น้องร่วมชาติ ความเสียสละที่จะช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงความเอื้ออาทรต่อกันและกัน ซึ่งจะนำพาให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ ด้วยความสามัคคี ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความมีน้ำใจของคนไทย ซึ่งหาไม่ได้จากชาติใดในโลก ไวรัสโควิด-19 ที่น่ากลัวและอันตราย ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลกก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถทำร้ายได้คือ ความดีงามในใจและความสามัคคีของคนไทยจะกลับมาเปล่งประกายไปทั่วผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง

สัญญาทำสุดความสามารถให้พ้นวิกฤติ

“ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า ผมจะเดินหน้าสุดความสามารถ เพื่อนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ผมขอให้ทุกคนเชื่อมั่น และร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ประเทศไทยที่รักของเราทุกคนจะต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้งเราจะสู้ไปด้วยกัน และเราจะชนะไปด้วยกัน ขอบคุณครับ” นายกฯกล่าว

ย้ำทุกคนต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ผู้ประกาศได้อ่านแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใจความตอนหนึ่งว่า ประกาศดังกล่าวรัฐบาลจะมีช่องทางตามกฎหมายเข้าควบคุมหรือบริหารสถานการณ์ได้ เช่น จะมีการออกข้อกำหนด ข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติบางอย่าง ประกอบกับกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาเทศกาล และเปลี่ยนฤดูกาลเชื้อโรคโควิด-19 ย่อมมีโอกาสแพร่ไปได้เร็วเพิ่มผู้ติดเชื้อมากขึ้น จะกระทบต่อประสิทธิภาพทางการแพทย์ ทรัพยากรด้านสาธารณสุขจนอาจขาดแคลนเข้าวันหนึ่ง อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียรุนแรงสุดจะประมาณได้ ดังที่ปรากฏในบางประเทศ

ใช้ชีวิตปกติ–ไม่มีภาวะขาดแคลน

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า จึงจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อความไม่ประมาท สร้างความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ คลายความวิตกกังวลของประชาชน แน่นอนว่าความสะดวกสบายย่อมลดน้อยลงกว่าเดิม ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่เกิดภาวะขาดแคลน โปรดให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นทางการ ระบุแหล่งข่าวอ้างอิงเชื่อถือได้ มิใช่ข่าวลือไม่ปรากฏแหล่งที่มา หากสงสัยให้สอบถามได้ที่กระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หมายเลขโทรศัพท์ 1111

“วิษณุ” แจงสิ้นสุดบังคับใช้ 30 เม.ย.

หลังจากนั้นในเวลา 15.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกทีวีรวมการเฉพาะกิจถึงกรณีนายกฯประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 1 นาฬิกาวันที่ 26 มี.ค.-30 เม.ย.63 สามารถต่ออายุเป็นคราวๆไปได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน สาเหตุที่ต้องประกาศให้มีผลบังคับใช้หลังจากมีมติ ครม.2 วัน เพื่อให้ประชาชนและส่วนราชการเตรียมการปฏิบัติ นายกฯสามารถสั่งการได้เสมือนเป็นเจ้ากระทรวง แต่ไม่ใช่การปลดรัฐมนตรี รัฐมนตรียังรับผิดชอบเหมือนเดิม และจะแต่งตั้งผู้รักษาสถานการณ์ นายกฯเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ทั่วประเทศ มีรองนายกฯทุกคนเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงต่างๆรับผิดชอบสั่งการแต่ ละด้าน ส่วนด้านการประสานงานจะให้เลขาฯ สมช.เลขาฯนายกฯ เลขาฯ ครม.ปลัดสำนักนายกฯ รับผิดชอบ เหตุที่ต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ เพราะ พ.ร.ก.กำหนดให้ต้องเป็นข้าราชการประจำตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ส่วนรัฐมนตรีจะให้ทำงานในส่วนนโยบาย

ห้ามเข้าสถานที่เสี่ยงทั่วประเทศ

นายวิษณุกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นการยกระดับจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เดิม มาเป็นศูนย์ดังกล่าวแทน นายกฯสามารถสั่งการผ่านศูนย์นี้โดยไม่ต้องเรียกประชุมเต็มคณะเพื่อขอมติ หรือประชุมผู้เกี่ยวข้องไม่กี่คน ก็สามารถออกเป็นมติได้ จะมีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ปรึกษา รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการย่อย 5-6 ศูนย์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะดำเนินการ ทั้งนี้จะมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมาเพื่อกำหนดพฤติกรรมต่างๆเอาไว้ 3 ประเภท คือ ห้ามทำ ให้ทำและไม่ควรทำ

ใครฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีความผิด

นายวิษณุกล่าวอีกว่า มาตรการที่ห้ามทำ คือ การห้ามประชาชน เช่น ห้ามเข้าพื้นที่ที่ ผวจ.กำหนดให้ปิดสถานที่ไว้ จังหวัดใดที่ ผวจ.ยังไม่มีการสั่ง ให้ปิด ให้ยึดคำสั่งในแนวทางเดียวกับที่สั่งปิดไปก่อนหน้านี้ โดยต้องสั่งปิดหมดเพื่อป้องกัน แต่ไม่ต้องปิดเหมือนกันทั้งหมด เช่น สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อย่างชายหาดบางจังหวัดไม่เหมือนกัน และที่ประชาชนทักท้วงว่า รัฐบาลไม่กล้าปิดเองเป็นเพราะ พ.ร.บ.โรคติดต่อ กำหนดให้ ผวจ.เป็นผู้พิจารณาสั่งปิดโดยปิดตามคำแนะนำของรัฐบาล แต่เมื่อมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ที่มีการปิดไปก่อนหน้านี้จะเป็นการสั่งปิดตามข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

คนต่างชาติไม่ให้เข้าไทย

นายวิษณุกล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังมีการห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าในราชอาณาจักร ไม่ว่าทางบก น้ำ อากาศ ด้วยยานพาหนะใด ทุกจุดทุกด่านทั่วประเทศ รวมสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง ยกเว้นคนไทยและบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ที่มีใบรับรองทางการแพทย์ว่า สามารถเดินทางได้ รวมถึงคณะทูตต่างประเทศที่ประจำการในประเทศ ไทย ผู้ขนส่งสินค้า ที่ขนส่งเสร็จแล้วกลับออกไปโดยเร็ว ผู้ที่โดยสารมากับยานพาหนะ เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส นอกจากนี้ ยังห้ามชุมนุม ห้ามเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวโควิด-19 ที่ทำให้ตื่นตระหนก ส่วนที่ว่ารัฐฉวยโอกาสปิดเสรีภาพนั้น ไม่ใช่ แต่จำเป็นต้องระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก ส่วนข้อกำหนดที่ให้ จะใช้บังคับเฉพาะกับส่วนราชการเพื่อให้กระทรวงเตรียมการช่วยเหลือประชาชน เช่น เตรียมสถานที่เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม ยา บุคลากรทางการแพทย์

คน 3 กลุ่มควรอยู่บ้านยังไม่บังคับ

นายวิษณุกล่าวว่า สำหรับข้อกำหนดที่ควรทำ เช่นประชาชนควรอยู่กับบ้าน ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นบังคับ แต่จวนแล้วที่จะสั่งห้าม ทั้งนี้ คำแนะนำของแพทย์ระบุไว้ว่า 3 กลุ่ม ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ ได้แก่ 1.บุคคลสูงอายุเกินกว่า 70 ปี 2.มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันสูง ทางเดินหายใจ โรคปอด 3.เด็กอายุไม่ถึง 5 ขวบ ขอให้อยู่ที่บ้าน เว้นแต่ต้องออกไปทำธุระที่มีความจำเป็น เช่น ติดต่อศาล ไปพบหมอ ไม่ห้ามประชาชนเดินทางข้ามจังหวัด แต่จะมีมาตรการออกมาทำให้เกิดความลำบากจนไม่น่าจะเดินทาง ยกเว้นคนที่จำเป็นจริงๆ โดยฝ่ายมั่นคงจะจัดทหาร ตำรวจ อาสาสมัครตั้งจุดสกัด หรือด่าน ดูว่ายานพาหนะนั้น มีการเว้นระยะในการนั่งหรือยืนบนรถห่างกัน 1 เมตร และสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า รวมทั้งเรียกลงมาตรวจวัดอุณหภูมิและใช้เจลล้างมือ จะให้ผู้ที่เดินทางทำประวัติ ติดตั้งแอปพลิเคชันผ่านโทรศัพท์ให้ติดตามตัวได้ หากผู้โดยสารร่วมในรถคันดังกล่าว มีผู้ติดเชื้อจะเรียกตัวมาพบทันที ทั้งนี้สิ่งที่ห้าม ให้และควร ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ยังไม่ปิดประเทศ–ไม่เคอร์ฟิว

“ที่ถามว่าปิดประเทศหรือยังนั้น เรายังไม่ปิด เพราะยังเปิดให้คนไทยกลับเข้ามาได้ แต่คนต่างประเทศเหมือนปิด เพียงแต่ท่าอากาศยานยังเปิดอยู่ ส่วนเรื่องปิดบ้านนั้น ยังกึ่งๆ ปิดสำหรับคน 3 ประเภทที่แนะนำ ส่วนที่รัฐบาลสนับสนุนให้เปิด และขอร้องอย่าปิดคือ โรงงาน ธนาคาร ร้านขายยา สถาบันการเงิน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าแผนกอาหาร ยา สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ใช่แผนกแฟชั่นการ บริการขนส่งสินค้า โดยการซื้อหาอาหารยังทำได้ตามปกติ แต่ห้ามกักตุนสินค้า ขณะที่สถานที่ราชการยังเปิดทำการปกติ วันนี้ยังไม่ได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ขอให้แยกเคอร์ฟิวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพียงแต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอำนาจประกาศเคอร์ฟิว แต่ถ้าวันหนึ่งต้องประกาศเคอร์ฟิวจะไม่เหมือนวันที่ผ่านมา ที่ประกาศเพื่อรักษาความมั่นคงก่อนหน้านี้ แต่เชื้อโควิด-19 ไม่จำกัดเวลา ถ้าประกาศเคอร์ฟิวต้องทำ 24 ชั่วโมง แต่จะมีข้อยกเว้นจำนวนมาก เพื่อให้ซื้อหาอาหารได้ รวมถึงขนส่งสินค้า วิทยุโทรทัศน์ จัดรายการได้ตามปกติ โดยจะประกาศเมื่อใดนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์ทุกวัน เวลา 09.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพราะขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” นายวิษณุกล่าว

เปิดชื่อ 7 รมต. อายุ 70 ปี ควรอยู่บ้าน

สำหรับข้อกำหนดมาตรการพึงปฏิบัติสำหรับบุคคลบางประเภท โดยให้บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อได้ง่ายอยู่ในเคหสถานหรือบริเวณสถานที่พำนักของตนเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อจากภายนอก ได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปนั้น ปรากฏว่า มีรัฐมนตรีที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป 7 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อายุ 74 ปี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อายุ 71 ปี นายดอน ปรมัตถ์วินัย อายุ 70 ปี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน อายุ 76 ปี นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม อายุ 72 ปี นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ อายุ 70 ปี และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ อายุมากที่สุด 78 ปี

เลื่อนพระราชทานปริญญา

ขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด มีพิธีการที่รัฐบาลได้นำความกราบ บังคมทูล ดังต่อไปนี้ 1.งานใดที่เป็นพระราชพิธี ซึ่งมีหมายของสำนักพระราชวังยังสามารถจัดได้ภายใต้มาตรการป้องกันโรค เช่น วันจักรี 6 เม.ย. พระราชพิธีสงกรานต์วัน 15 เม.ย. วันฉัตรมงคล 4 พ.ค. วันวิสาขบูชา 6 พ.ค. วันพืชมงคล 11 พ.ค. จะยังมีพระราชพิธีปกติ แต่จำกัดคนเข้าร่วมงานให้น้อยลง จัดสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรการ ซึ่งทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่รัฐบาลเสนอ

2.งานใดที่ไม่ใช่พระราชพิธี ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัด และขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จหรือเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ขอ พระราชทานงดหรือเลื่อน ได้แก่ งานสโมสรสันนิบาต พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ รัฐบาลจึงได้ขอพระราชทานงด หรือเลื่อน ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต้องเลื่อนหรืองดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่จะมีขึ้นในเดือน เม.ย. ถึงเดือน มิ.ย. จากนั้นจึงค่อยประเมินใหม่

เชื่อไม่ถึงขั้นใช้ทหารเต็มกำลัง

ภายหลัง พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทหารสูงสุด ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ พล.อ.พรพิพัฒน์ทำแผนไว้ 3 ขั้นตอน 1.การจัดตั้งจุดตรวจ จุดให้คำแนะนำกับผู้ที่สัญจร อย่างน้อยจังหวัดละ 2 จุด ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของจังหวัด ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข บูรณาการร่วมกับ ผวจ.ในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด ที่จะเป็นผู้กำหนดว่าจะตั้งจุดตรวจจุดไหนช่วงเวลาใด 2.หากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจให้คำแนะนำมาตรการแล้ว แต่ประชาชนไม่เชื่อฟังคำสั่ง คำประกาศอาจจะต้องใช้กำลังเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งโดยใช้เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) เข้ามาร่วมจุดตรวจ และ 3.การใช้กำลังทหารเข้ามาเต็มรูปแบบ คาดว่าเหตุการณ์ไม่น่าไปถึงจุดนั้น

ติดเชื้อเพิ่มใหม่อีก 107 ราย

ส่วนยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พุ่งพรวดเฉียด 1,000 รายแล้วนั้น วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 107 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 27 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 4 ราย กลุ่มสถานบันเทิง 5 ราย กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยที่รายงานมาแล้ว 14 ราย และกลุ่มร่วมพิธีทางศาสนาที่มาเลเซีย 4 ราย

มีแพทย์ติดเชื้อ 2 ราย

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า 2. ผู้ป่วยรายใหม่ 13 ราย คือกลุ่มผู้เดินทางจากต่าง– ประเทศ 6 ราย เป็นชาวต่างชาติ คือ อังกฤษ ฟินแลนด์ เยอรมัน อเมริกัน กลุ่มทำงานหรืออาศัยที่แออัดใกล้ชิดคนจำนวนมาก หรือเกี่ยวข้องคนต่างชาติ 5 ราย กลุ่มแพทย์ 2 ราย เป็นแพทย์พี่เลี้ยงทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ทำให้กลุ่มคนที่สัมผัสมีบุคลากรทางการแพทย์ห้องผ่าตัด 15 ราย หมอร่วมทำงานด้วยใกล้ชิด 10 ราย มีผู้เกี่ยวข้องอีก 25 รายต้องให้พักงาน 3.ผลแล็บยืนยันพบเชื้อรอประวัติสอบสวนโรค 67 ราย สำหรับผู้ป่วยที่รักษาหายและกลับบ้านมีเพิ่มเติม 13 ราย ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสม 934 ราย รักษาหายกลับบ้าน 70 ราย เสียชีวิตเท่าเดิม 4 ราย นอนรักษาใน โรงพยาบาล 860 ราย ผู้ป่วยมีอาการหนัก 4 ราย ยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทุกราย

คนกลับภูมิลำเนามีโอกาสแพร่โรค

นพ.วิษณุกล่าวอีกว่า ขอย้ำว่าประชาชนที่ทำงาน กทม.และปริมณฑล แล้วกลับไปยังภูมิลำเนามีโอกาสนำโรคไปแพร่กระจายให้คนใกล้ชิด กระทรวงจึงสั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่กระทรวง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. สำรวจผู้กลับจากภูมิลำเนา ให้แยกตนเองอยู่บ้าน 14 วัน และประชาสัมพันธ์เรื่องระยะห่างทางสังคม คนที่ยังมีงานเลี้ยงสังสรรค์ ทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่เป็น 100 ราย ดังนั้นต้องงดรวมกลุ่มสังสรรค์ หรือกิจกรรมต่างๆอย่างเคร่งครัด ถ้าพบผู้ป่วยแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

3 กลุ่มเสี่ยงสูงติดเชื้อโควิด

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวอีกว่า สำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนมีโรคประจำตัว 3 กลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่รับความเสี่ยงสูง เป็นแล้วเป็นหนัก คนกลุ่มนี้ควรงดออกจากบ้าน ส่วนคนออกทำงานมีโอกาสรับเชื้อ ให้เว้นระยะห่างในครอบครัวด้วย ทั้งนี้ หากป่วยไข้ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ให้รีบพบแพทย์ อย่าปกปิดข้อมูล วินิจฉัยรักษาทันท่วงที และคำนึง ความปลอดภัย แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข อย่างกรณีแพทย์ที่ติดเชื้อ 2 รายมีประวัติว่าตรวจ ผู้ป่วยแล้วทราบภายหลังว่า สามีได้ไปสนามมวยแล้วมาให้ประวัติย้อนหลัง ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ท่านนั้นต้องรับเชื้อ บุคลากรของเราต้องการทราบประวัติที่ครบ เพื่อปกป้องท่านและตัวเอง เพราะต้องตรวจคนไข้อีกหลายร้อยคน ปรากฏว่าต้องถูกแยกกักตัว ดูอาการต่อไป แต่โชคดีว่าทั้ง 2 รายอาการไม่ได้หนัก การติดเชื้อจากการปกปิดข้อมูลของผู้ป่วย ส่งผลต่องานบริการ ผู้รักษาผู้ป่วย เกิดผลกระทบระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก

ขอคนไข้อย่าปกปิดข้อมูล

นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า บุคลากรทางการแพทย์ ที่ติดเชื้อโควิด-19 นั้น 1 คนมาจากโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดตรัง ทำงานห้องผ่าตัด คาดว่าติดจากคนไข้หญิง ที่มาตรวจโรคระบบทางเดินหายใจและมีไข้เลือดออกด้วย คนไข้ไม่ได้แจ้งประวัติว่าสามีไปสนามมวยมาก่อนหน้านี้ ต่อมาผลตรวจพบเชื้อโควิด-19 จึงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์ในห้องผ่าตัด 15 คน ซึ่งมีโอกาสสัมผัสและคลุกคลีกับแพทย์รายนี้ต้องหยุดงาน มีอีก 10 คน ที่มีประวัติใกล้ชิดด้วยการรับประทานอาหาร ต้องหยุดพักกักตัวที่บ้าน 14 วันไปด้วย อีกรายเป็นบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน ทั้ง 2 รายยังอายุไม่มาก อาการที่พบยังไม่หนัก

ไทยมีสต๊อกฟาวิพิราเวียร์ 5 หมื่นเม็ด

“เราต้องเตรียมยุทโธปกรณ์ให้เพียงพอ โดยคาดการณ์ว่าหากมีผู้ติดเชื้อถึง 50,000 ราย จะต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ถึง 350,000 เม็ด ขณะนี้ประเทศไทยมีสต๊อกไว้ประมาณ 50,000 เม็ด และได้มีการสั่งซื้อจากจีนและญี่ปุ่นเพิ่มประมาณ 200,000 เม็ด เพื่อสำรองไว้แล้ว โดยได้รับการตอบรับว่าจะจัดส่งมาถึงไทยประมาณช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ คิดว่าน่าจะเพียงพอ ขณะเดียวกันก็จะมีมาตรการป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ ไปจนถึงคนเข็นเปลผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยจะต้องได้รับหน้ากากอนามัย มีสำรองหน้ากาก N95 และชุดป้องกันการติดเชื้อด้วย” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

เตรียมพร้อมชุดข้อมูลหลายมุม

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวด้วยว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 เวลานี้กระทรวงสาธารณสุขเป็นต้นทางของชุดข้อมูล นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมชุดข้อมูลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด โดยชุดข้อมูลเหล่านี้จะต้องฉายภาพให้เห็นหลายด้าน หลายมุมมอง วางแผนแปลงไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเลือกใช้ชุดข้อมูลได้ตรงกับสถานการณ์ได้ ทุกอย่างจะเกี่ยวโยงกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดหา ผลิต อุปกรณ์ การเฝ้าระวัง ควบคุมด่านคนเข้าออกประเทศ ทุกอย่างต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

แนะญาติห้ามเยี่ยมผู้ต้องขัง

ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในส่วนของผู้ต้องขังที่ติดเชื้อมีความเป็นไปได้ที่จะติดจากบุคคลที่ไปเยี่ยม จึงแนะนำให้งดการไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ที่ผ่านมากรมได้ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ในการดำเนินการมาตรการต่างๆ ในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อในกลุ่มผู้ต้องขัง ส่วนผู้ต้องขังรายใหม่จะต้องแยกขังกับรายเก่าจนครบ 14 วัน จนแน่ใจแล้วว่าผู้ต้องขังใหม่ไม่มีอาการป่วย จึงจะนำเข้าสู่เรือนจำ รวมถึงการคัดกรองเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย เพราะอาจนำโรคเข้าไป

ราชทัณฑ์แจงมีผู้ต้องขังเข้าข่ายเสี่ยง

ช่วงค่ำ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทำหนังสือชี้แจง ความสรุปว่า กรมราชทัณฑ์พบผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ 1 ราย ติดเชื้อโควิด-19 จึงประสานงานกับกรมคุมประพฤติให้ปล่อยตัวชั่วคราวและนำส่ง รพ.มหาวชิราลงกรณธัญบุรี เพื่อบำบัดรักษา เรือนจำกลางราชบุรี พบผู้ต้องขัง 1 รายเข้าข่ายต้องสงสัย ตรวจคัดกรองเบื้องต้นผลเป็นบวก รอการตรวจยืนยันผลอีกครั้ง เรือนจำจังหวัดสระบุรีและเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา พบผู้ต้องขังแห่งละ 1 ราย เข้าข่ายต้องสงสัย มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อที่เป็นตำรวจผู้จับกุม ต้องรอการตรวจสอบทราบผลวันที่ 26 มี.ค.

หมอแล็บจัดโฮมโควิด

ขณะเดียวกัน ทนพ.ภาคภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นักเทคนิคการแพทย์ หรือ “หมอแล็บแพนด้า” เปิดเผยถึงโครงการโฮมโควิด (HomeCovid) ว่า เป็นการออกตรวจเชื้อตามบ้าน เริ่มวันที่ 30 มี.ค. เพราะไม่อยากให้กลุ่มเสี่ยงติดโรคโควิด-19 ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลด้วยตัวเองเพื่อขอตรวจเชื้อ โดยเปิดให้ลงทะเบียนทางแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “หมอแล็บแพนด้าโฮมโควิด” เมื่อเข้าไปแล้วให้ทำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยง ถ้ามีความเสี่ยงจะให้ลงทะเบียน แล้วจะมีการจัดชุดโฮมโควิดออกไปตรวจถึงบ้าน ในเฟสแรกจะเริ่มทำที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน ทั้งนี้ การออกปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสวมชุดป้องกันตัว

เผย ทบ.ติดเชื้อ 5 กัก 238 นาย

วันเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เผยว่า กองทัพบกมีกำลังพลที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 5 นาย กำลังพลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงและอยู่ระหว่างการกักตัวอย่างเข้มงวดตามมาตรการรวม 238 นาย พร้อมกันนี้ได้ออกคำสั่ง 7 ข้อ คุมเข้มกองทัพบกเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในกองทัพ บก เช่น การเดินทางออกนอกพื้นที่ กทม.หรือเดินทางข้ามจังหวัด การปล่อยลาพักของทหารกองประจำการ การออกจากบริเวณบ้านพักของกำลังพลที่มีบ้านพักในหน่วย โดยทั้ง 7 ข้อที่ออกคำสั่ง ผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับกองพันจะต้องเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและอยู่กับหน่วย ยกเว้นหน่วยในสนาม หากไม่กำกับการปฏิบัติหรือได้รับการรายงานถือว่าขัดคำสั่ง จะมีผลในการปรับย้ายทันที ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามคำสั่งทั้ง 7 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.ถึงวันที่
3 เม.ย.

พระสังฆราชนำสวด “รตนสูตร”

ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เวลา 16.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานนำคณะสงฆ์วัดราชบพิธฯ เจริญพระพุทธมนต์บท “รตนสูตร” เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนที่กำลังประสบกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่วัด บวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรฯ นำคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และจัดทำน้ำพระพุทธมนต์ ทั้งนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มีมติให้ทุกวัดเจริญพระพุทธมนต์บทดังกล่าว โดยกำหนดวัดนำร่องในส่วนกลางคือ 1.วัดราชบพิธฯ 2.วัดบวรฯ 3.วัดเทพศิรินทราวาส 4.วัดยานนาวา 5.วัดไตรมิตรวิทยาราม และ 6.วัดประยุรวงศาวาส ส่วนภูมิภาค หนเหนือ กำหนดให้วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ หนตะวันออก วัดพระนารายณ์มหาราช จ.นครราชสีมา หนใต้ วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดนำร่องการจัดกิจกรรม ซึ่งการจัดที่นั่งของพระภิกษุ สามเณร ที่ร่วมพิธีจะปฏิบัติตามมาตรการการ ป้องกันการแพร่ระบาดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด โดยต้องนั่งห่างกัน ประมาณ 1 เมตร

หมอชิต 2 คนยังแห่กลับ ตจว.

ทางด้านบรรยากาศที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 จตุจักรในวันที่ 25 มี.ค. ยังมีแรงงานต่างชาติ ทั้งเมียนมา ลาว รวมถึงประชาชนในต่างจังหวัด ที่กังวลเรื่องการจำกัดการเดินทาง หลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะมีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มข้นและพบว่ามีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 37.5 องศา ต้องพบแพทย์ อย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อแล้ว 1 ราย ผู้โดยสารรายดังกล่าวยอมรับว่ามีไข้และมีประวัติการเดินทางไปในหลายพื้นที่ ขณะที่พื้นที่ภายในอาคาร บริเวณชั้น 1 ฝั่งสำนักงานหมอชิต 2 ถูกจัดเป็นพื้นที่ติดตามอาการผู้โดยสารที่มีไข้ ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นที่ผ่านมาพบเห็นเกิดความกังวลไม่สบายใจ นอกจากนี้ บขส.ยังคุมเข้มด้วยการประกาศให้ทุกคนที่เข้าภายในสถานีขนส่งหมอชิต 2 ต้องใส่หน้ากากอนามัยและผู้มีไข้เกิน 37.5 องศาฯ จะถูกปฏิเสธการเดินทาง

ตามผู้โดยสารรถทัวร์ได้ครบ

ที่จังหวัดเชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ รอง ผวจ.เชียงราย กล่าวว่า หลังจากที่จังหวัดเชียงราย พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่ม 3 ราย รายล่าสุดเป็นชายวัย 33 ปี นั่งรถทัวร์ปรับอากาศ VIP 24 ที่นั่ง ของสมบัติทัวร์ สายกรุงเทพฯ-เชียงแสน ทะเบียน 16-3473 กรุงเทพมหานคร จากกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 21 มี.ค. ถึง อ.เชียงแสน เวลา 08.00 น.วันที่ 22 มี.ค. ผู้ป่วยรายนี้ได้ลงรถที่ อ.แม่จัน และถูกส่งไปรักษาที่ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งได้มีการแจ้งให้ผู้ที่เดินทางมากับรถทัวร์คันดังกล่าว ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเข้าสู่กระบวน การตรวจเฝ้าระวังทางการแพทย์ ล่าสุดมีผู้โดยสารมารายงานตัวครบแล้วจำนวน 23 คน

เมียนมากลับลอตสุดท้าย

ที่บริเวณสะพานข้ามด่านพรมแดนแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย แรงงานชาวเมียนมายังคงนั่งรถโดยสารและเหมารถกลับจากกรุงเทพฯ หอบลูกจูงหลานขนสัมภาระพะรุงพะรัง ไปที่หน้าด่านพรมแดนกว่า 500 คน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตม.ตรวจเอกสารพาสปอร์ตผ่านแดนก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะเดียวกัน มีนักพนันคนไทยและกลุ่มที่ทำงานอยู่บ่อนกาสิโน จ.ท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมา ที่ยังตกค้างอยู่กว่า 500 คน ทยอยเดินทางผ่านด่านพรมแดนกลับมาฝั่ง ไทยเช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งทำงานกันอย่างหนัก เพื่อระบายคนผ่านด่านให้รวดเร็วเสร็จสิ้นวันเดียวกัน เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่ผ่อนผันให้เปิดชั่วคราว

เชียงใหม่ผู้ป่วยมีอีก 2 ราย

ส่วนที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นพ.วรเชษฐ์ เต๋ชะรัก ผอ.รพ.นครพิงค์ แถลงข่าวสถานการณ์ไวรัส โควิด-19 ว่า จ.เชียงใหม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดสะสมของเชียงใหม่เป็น 15 ราย กลับบ้านแล้ว 1 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 14 ราย ผู้ป่วยเกณฑ์เฝ้าระวังโรค 509 ราย กลับบ้าน แล้ว 445 ราย อยู่ในโรงพยาบาล 64 ราย สำหรับผู้ป่วย 2 รายล่าสุด รายแรกเป็นชายอายุ 23 ปี อยู่ อ.หางดง มีประวัติเดินทางไป กทม.เมื่อ 11 มี.ค. พักอยู่ใกล้ สนามมวยลุมพินีและมีทำกิจกรรมเตะฟุตบอล ไป เที่ยวผับย่านรัชดาแล้วกลับมาบ้านที่ จ.เชียงใหม่ จน พบติดเชื้อ ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 เป็นหญิงอายุ 40 ปี เป็นดีเจในสถานบันเทิงย่านเชียงใหม่แลนด์ในตัวเมืองเชียงใหม่ เริ่มป่วยวันที่ 17 มี.ค. แยกกักตัว และวันที่ 19 มี.ค.เข้ารับการรักษาในที่สุด

สาวสองแควติดเชื้อรายแรก

ที่พิษณุโลก นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผวจ.พิษณุโลก นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และคณะ แถลงข่าวพบผู้ป่วยติดไวรัสโควิด-19 รายแรกของจังหวัด เป็นหญิงไทย อายุ 43 ปี ชาว อ.เมืองพิษณุโลก เดินทางไปกรุงเทพฯโดยเครื่องบิน ระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค. จากนั้นคืนวันที่ 7 มี.ค. ไปเที่ยวผับในซอยนานาจนถึงเวลา 04.30 น. วันที่ 8 มี.ค. และไปเที่ยวท้องฟ้าจำลองในวันที่ 9 มี.ค. เดินทางกลับพิษณุโลกโดยเครื่องบิน ในวันที่ 11 มี.ค. เริ่มมีอาการไข้ วันที่ 12 มี.ค. ไปตรวจ ที่ รพ.พิษณุเวช ไข้สูง 37.8 องศา และหายใจไม่เต็มปอด ขณะนี้ผู้ป่วยเข้ารักษาตัวในห้องแยกที่ รพ.พุทธชินราช สำหรับ จ.พิษณุโลกตอนนี้มีผู้ป่วยสังเกต อาการ 84 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ 78 ราย รอผล 5 ราย พบเชื้อ 1 ราย

กระบี่ผวาสาวแบงก์ติดไวรัส

ขณะที่ จ.กระบี่ มีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 3 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 1 ราย อยู่ระหว่างรอผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการอีก 11 ราย เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค 132 ราย ขณะเดียวกัน มีผู้ป่วยหญิงชาวไทย อายุ 29 ปี พนักงานธนาคารทำหน้าที่รับแลกเงินต่างประเทศ เดินทางจาก จ.ภูเก็ต มาตรวจ อาการป่วยที่ รพ.เอกชนใน จ.กระบี่ ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. การตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 เจ้าหน้าที่เลยย้ายผู้ป่วยไปรักษาอาการไข้ที่ห้องรักษา ปกติ กระทั่งวันที่ 24 มี.ค. ผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูงมากผิด ปกติ แพทย์ส่งเชื้อไปตรวจอีกครั้ง พบว่ามีเชื้อไวรัสโควิด-19 เลยรีบนำตัวเข้ารักษาในห้องพิเศษทันที นอกจากนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่พยาบาล 4-5 คน ที่สัมผัสกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้เริ่มมีอาการไข้ถูกกักตัวเพื่อตรวจหาเชื้อและดูอาการต่อไป

กงสุลซิดนีย์บริการคนไทยกลับ ปท.

ขณะที่ในวันเดียวกันนี้ นายจักรกฤดิ กระจายวงศ์ กงสุลใหญ่ประจำนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย นำเจ้าหน้าที่มาให้บริการออกใบรับรองการเดินทางเข้าไทย สำหรับคนไทยที่กลับประเทศที่เคาน์เตอร์การบินไทย สนามบินคิงฟอร์ดสมิธ นครซิดนีย์ เมื่อเวลา 07.00 น. ตามเวลาออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นการบินของเครื่องบินการบินไทยวันสุดท้ายที่ออกจากออสเตรเลีย ขณะที่ยังมีเด็กนักเรียนไทยจำนวนมากในนครซิดนีย์ยังสมัครใจอยู่ต่อ แม้จะประสบปัญหานายจ้างให้หยุดงานเนื่องจากร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ไม่มีลูกค้ามาทานอาหาร มีเพียง ซื้อกลับบ้าน ทำให้นักเรียนไทยพลอยตกงานไปด้วย ทำให้มีปัญหาใหญ่เรื่องค่าใช้จ่ายและวอนให้หน่วยงานดูแลคนไทยเข้ามาช่วยเหลือด้วย ซึ่งนายจักรกฤติ เผยว่า มาตรการในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนไทย สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไม่ได้ นิ่งนอนใจ ได้มีการประสานงานและหารือหน่วยงาน ต่างๆอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้ออกสำรวจตลาดขายของสดตามแหล่งต่างๆในย่านไทยทาวน์นครซิดนีย์ หลังการปิดประเทศของออสเตรเลีย ที่มีผลกระทบต่อชุมชนไทยในซิดนีย์ พบว่าเครื่องอุปโภค บริโภคเริ่มจะขาดแคลน ข้าวสารที่นำเข้าจากประเทศไทยขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้น

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ติดโควิด–19

วันเดียวกัน สำนักข่าวบีบีซีอังกฤษ รายงานอ้างการเปิดเผยของโฆษกสำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม ว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ พระชนมายุ 71 พรรษา ซึ่งเป็นรัชทายาทอันดับ 1 แห่งราชบัลลังก์อังกฤษ ทรงติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่คามิลลา ดัชเชส แห่งคอร์นวอล พระชายาผลตรวจไม่พบเชื้อ ส่งผลให้ทั้งสองพระองค์อยู่ระหว่างการกักบริเวณในตำหนัก บาลมอรัล ในสกอตแลนด์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงแสดง อาการป่วยพระวรกายเล็กน้อย แต่โดยรวมยังแข็งแรงดี ขณะที่การตรวจสอบเบื้องต้นพระองค์มีพระราชกรณียกิจครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ซึ่งมีการพบปะกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งราชวงศ์อังกฤษด้วย

เผยควีนอังกฤษพระวรกายดี

ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ไม่ได้ออกพระราชกรณียกิจครั้งล่าสุดในวันที่ 12 มี.ค. แต่ทรงมีหมายกำหนดการหารือส่วนตัวกับขุนนาง ระดับสูงรายอื่น หลังจากหมายกำหนดการวันนั้น สำนักพระราชวังอังกฤษได้แจ้งเตือนผู้เข้าเฝ้าทุกคนแล้ว ขณะที่ต่อมาสำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมระบุเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 สุขภาพแข็งแรงดี ทรงอยู่ระหว่างปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ที่เหมาะสม แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 ประมุขแห่งโมนาโก พระ ชนมายุ 62 พรรษา ได้กลายเป็นสมาชิกราชวงศ์พระองค์แรกของโลกที่ติดไวรัสโควิด-19

สหรัฐฯเตือนวัยรุ่นดับรายแรก

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ระบุยอดผู้ติดเชื้อใน 194 ประเทศ และเขตปกครองเพิ่มมากกว่า 420,000 คน เสียชีวิตเกือบ 19,000 คน รักษาหาย 109,216 คน โดยที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งองค์การอนามัยโลกเตือนว่าอาจกลายเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดแห่งใหม่ของโลกนั้น นายกาวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ออกแถลงการณ์เตือนวัยรุ่นทั่วประเทศ ที่ยังคงละเลยต่อมาตรการยับยั้งโรคว่าพบชายอายุ 18 ปี เสียชีวิตหลังติดไวรัสในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งที่เป็นคนสุขภาพแข็งแรง ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่าเชื้อคร่าชีวิตใครก็ได้

แห่ตุนอาวุธกลัวจลาจล

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสถานการณ์ไวรัสในสหรัฐฯ ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่องทะลุ 55,000 คน เสียชีวิตเกือบ 800 คนนั้น ได้ส่งผลให้ยอดจำหน่ายอาวุธปืนพุ่งสูงไปตามๆกัน เนื่องจากผู้คนหวาดกลัวว่าจะเกิดจลาจลปล้นสะดม อย่างร้านปืนชื่อดังในรัฐโอกลาโฮมาระบุว่า ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ 800 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ร้านปืนในรัฐวอชิงตัน ที่พบการแพร่ระบาดหนัก เผยว่าในช่วง 2-3 วัน จากขายได้ 20 กระบอก กลายเป็น 150 กระบอก

เตียงไม่พอ-ขอชุดตรวจเกาหลี

นายแอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กประเมินว่า อีก 2 สัปดาห์ อาจมีผู้ป่วยติดเชื้อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 40,000 คน ทั้งที่ทั่วรัฐมีเตียงผู้ป่วยดูแลพิเศษเพียง 3,000 เตียง พร้อมเชื่อว่าช่วงเวลาการแพร่ระบาดสูงสุดคือต้นเดือน พ.ค. ขณะที่นายมูน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เผยว่าได้รับการร้องขอจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ช่วยส่งชุดตรวจไวรัสไปยังสหรัฐฯ ซึ่งตนได้ชี้แจงว่า ต้องให้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯรับรองก่อน และหากมีเกินความต้องการก็จะรีบส่งไปให้

หุ้นพุ่งหลังมะกันจ่ออัดฉีด ศก.

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯยังรับรองมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจจากสถานการณ์ไวรัส มูลค่า 2 ล้าน ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 60 ล้านล้านบาท หลังฝ่าย บริหารทำเนียบขาวและแกนนำวุฒิสมาชิกตกลงรายละเอียดกันได้สำเร็จและเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการลงมติในสภาคองเกรสช่วงค่ำวันที่ 25 มี.ค. ซึ่งข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งญี่ปุ่นบวก 7.9 เปอร์เซ็นต์ ฮ่องกงบวก 3.1 เปอร์เซ็นต์ และเซี่ยงไฮ้จีนบวก 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์สหรัฐฯบวก 11.4 เปอร์เซ็นต์

ผู้นำอินเดียสั่งปิดประเทศ

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประกาศใช้มาตรการปิดประเทศควบคุมประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 25 มี.ค. เป็นต้นไป โดยสั่งปิดสำนักงานรัฐต่างๆที่ไม่จำเป็น ยกเว้นฝ่ายความมั่นคง สาธารณูปโภค การคลังรับมือภัยพิบัติ ไปรษณีย์ ปิดธุรกิจห้างร้านเอกชนยกเว้น ร้านอาหารสด ร้านอาหารแต่ให้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน สื่อมวลชน โทรคมนาคม ปั๊มน้ำมัน รักษาความปลอดภัย ปิดโรงงานอุตสาหกรรมยกเว้น ผู้ผลิตสินค้าจำเป็นหรือมีการขออนุญาตจากรัฐเป็นพิเศษ ระงับระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถโดยสาร รถไฟและเครื่องบิน

ฝ่าฝืนถูก ตร.ไล่หวดยับ

นอกจากนี้ มาตรการของอินเดียยังรวมถึงการปิดสถานศึกษาทั้งหมด ปิดสถานที่ทางศาสนา ศูนย์จัดกิจกรรมนิทรรศการ โรงแรมให้เปิดได้เฉพาะกรณีมีนักท่องเที่ยวตกค้าง งานศพมีผู้เข้าร่วมได้ไม่เกิน 20 คน ซึ่งนายโมดียังย้ำว่า ขอประชาชนอย่าออกจากบ้านเด็ดขาด นี่คือคำสั่งเคอร์ฟิว และอย่าแตกตื่นกักตุนสินค้า ให้อยู่ในความสงบ มีผลบังคับใช้ 21 วัน ถ้าประชาชนรับมือไม่ได้ ประเทศจะล้าหลังไป 21 ปี ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 562 คน เสียชีวิต 11 คน ซึ่งหลังคำสั่งประกาศใช้มีผู้คนแชร์คลิปในอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์หรือคนที่ยืนอยู่ริมถนนต่างถูกตำรวจเรียก และใช้ไม้รุมตีไล่ให้กลับบ้าน

อิตาลียอดตายพุ่ง-สั่งปรับเงิน

ด้านสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยอิตาลี รายงานยอดเหยื่อไวรัสโควิด-19 ได้เพิ่มสูงขึ้นอีก หลังจากลดลงต่อเนื่อง 2 วันติดต่อกัน โดยเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตในวันเดียว 743 คน ส่งผลให้ยอดเหยื่อรวมเพิ่มเป็น 6,820 คน ติดเชื้อเกือบ 70,000 คน ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่สถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง ขณะที่ทางการแคว้นลอมบาร์ดี พื้นที่แพร่ระบาดทางภาคเหนือ สั่งใช้มาตรการปรับเงินผู้ที่ออกจากที่พักอาศัยอย่างไม่สมเหตุผล 5,000 ยูโร หรือเกือบ 178,000 บาท

ฝรั่งเศส–อังกฤษตั้ง รพ.สนาม

ขณะที่ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่ 5 ของโลก ที่มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เกิน 1,000 คน ต่อจากจีน อิตาลี อิหร่าน และสเปน หลังยอดผู้เสียชีวิตในฝรั่งเศสเพิ่มเป็น 1,100 คน ติดเชื้อ 22,304 คน ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งให้กองทัพโรงพยาบาลสนาม เหมือนสถานการณ์ในสนามรบ ที่เมืองมัลเอาส์ ทางภาคตะวันออก เพื่อช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่การแพทย์ เช่นเดียวกับรัฐบาลอังกฤษประกาศจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ความจุ 4,000 เตียง ในศูนย์นิทรรศการกรุงลอนดอน หลังผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 8,077 คน เสียชีวิต 422 คน

หมอสเปนโวย–ขอนาโตช่วย

ที่สเปน ซึ่งพบยอดผู้ติดเชื้อกว่า 42,000 คน เสียชีวิตกว่า 3,400 คน กลุ่มสหภาพการแพทย์ประกาศจะดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น หากไม่ได้รับอุปกรณ์ป้องกันเชื้อภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมระบุว่าสถานการณ์ตามโรงพยาบาลต่างๆในกรุงมาดริดใกล้ถึงจุดที่จะรับมือไม่ไหว

ขณะที่ศูนย์บัญชาการสนธิสัญญาแอตแลนติก หรือนาโต เปิดเผยว่าได้รับการติดต่อจากกองทัพสเปน ขอความช่วยเหลือในการจัดหาเครื่องช่วยหายใจ 450,000 ชุด ชุดตรวจเชื้อ 500,000 ชุด เครื่องระบายอากาศ 500 เครื่อง และหน้ากากอนามัย 1.5 ล้านชิ้น

แพร่เชื้อจนคนตายมีโทษคุก

นางตาเตียนา โกลิโควา รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวรัสเซียที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ อยู่ระหว่างถูกกักบริเวณตัวเอง 112,000 คน แต่มีการพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 658 คน เสียชีวิต 1 คน ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการปรับเงินสูงสุด 2 ล้านรูเบิล หรือราว 844,000 บาท แก่ผู้ละเมิดมาตรการกักตัว และหากตรวจสอบพบว่าใครเป็นตัวการแพร่เชื้อจนทำให้มีผู้เสียชีวิต อาจได้รับโทษจำคุก 5 ปี และหากเสียชีวิตมากกว่า 2 คนขึ้นไป จะเพิ่มโทษเป็น 7 ปี ขณะที่นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ออกเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนในโรงพยาบาล โดยสวมชุดป้องกันเต็มตัวเยี่ยงเจ้าหน้าที่การแพทย์ กระนั้น นายเซอร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เตือนว่า สาเหตุที่จำนวนผู้ติดเชื้อต่ำ อาจเป็นเพราะกระบวนการคัดกรองไม่เพียงพอ

ออสซีคุมงานแต่ง–งานศพ

นายสกอตต์ มอร์ริสสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประกาศมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม หลังกระทรวงสาธารณสุขยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อ 427 คน ภายในวันเดียว ส่งผลให้ยอดรวมทั่วประเทศเพิ่มเป็น 2,317 คน เสียชีวิต 8 คน โดยรัฐบาลสั่งเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการรวมตัว ห้ามมีแขกร่วมงานแต่งงานเกิน 5 คน งานศพไม่เกิน 10 คน พร้อมห้ามการเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือผู้ที่มีเหตุจำเป็นที่น่าเห็นใจ แต่ยังไม่ประกาศปิดโรงเรียนเหมือนประเทศอื่นๆ

ญี่ปุ่นติดเชื้อพุ่ง–ขู่ปิดกรุง

ด้านสำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นรายงานว่า กรุงโตเกียวถือเป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดในประเทศ พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด 171 คน จากทั้งหมด 1,214 คน โดยเป็นการพบผู้ติดเชื้อวันเดียวในกรุงโตเกียว 41 คน ถือว่าเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด ซึ่งนางยูริโกะ โคอิเคะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวประกาศเตือนประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข และหากจำเป็นรัฐบาลก็พร้อมใช้มาตรการปิดเมืองหลวง

จีนเปิดหูเป่ย–คนแห่ออก

ส่วนสถานการณ์ในมณฑลหูเป่ยของจีน ศูนย์กลางการระบาดของเชื้อโควิด-19 ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการกักกันผู้คนแล้ว หลังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างพากันไปที่สถานีรถไฟเมืองหม่าเชง และเมืองหวงกังซึ่งเคยเป็นพื้นที่การแพร่ระบาดรุนแรง เพื่อเดินทางออกนอกมณฑลภายหลังถูกกักกันมานานกว่า 2 เดือน ขณะที่เมืองอู่ฮั่นมีกำหนดยกเลิกมาตรการปิดเมือง 8 เม.ย.นี้ ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศจีนเมื่อ 25 มี.ค.จำนวน 81,218 ราย ผู้เสียชีวิต 3,281 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งประเทศ 47 ราย ซึ่งทั้งหมดมาจากต่างประเทศ ส่วนผู้หายป่วยแล้วจำนวน 73,650 ราย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ข่าวหน้า1ไวรัสโคโรนาไวรัสโคโรน่าไวรัสอู่ฮั่นพรก.ฉุกเฉินข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

Most Viewed