"ตาแต๋" วัย 77 ที่เพชรบูรณ์ เคยตายแล้วฟื้น เพราะยมทูตรับผิดตัว มาวันนี้เสียชีวิตอย่างสงบ เคยสั่งเสียลูกหลานอย่าโศกเศร้า ให้เอากลองยาวมาแห่รำหน้าศพ ห้ามเปิดเพลงธรณีกันแสงเด็ดขาด


กรณีที่เคยเป็นข่าวโด่งดัง ตาแต๋ หรือ นายประเกียบ ขุนแก้ว อายุ 77 ปี ชาวบ้านสะเดียง อ.เมืองเพชรบูรณ์ ที่ตายแล้วฟื้นกลับมาเล่าให้ลูกหลาน และชาวบ้านฟังว่า ไปพบยมบาลมาแต่ยมบาลนำส่งคืน เพราะเอามาผิดตัว ตามที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้ (คุณตาวัย 76 'ตายแล้วฟื้น' หลังถอดร่างเหลือวิญญาณ บอกยมทูตรับผิดตัว)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 63 ที่ผ่านมา นางดอกไม้ ขุนแก้ว อายุ 48 ปี ลูกสาวของตาแต๋ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2562 ตาแต๋ ได้ไปสูบน้ำที่นาแล้วเกิดเจ็บหน้าอกวูบหมดสติจนหัวใจหยุดเต้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงหามร่างวิ่งข้ามถนน จนกระทั่งมี 2 สาวพลเมืองดีผ่านมาเจอก่อนช่วยทำซีพีอาร์ ปั๊มหัวใจจนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังฟื้นขึ้นมาจึงมาเล่าให้ลูกหลานและชาวบ้านฟังว่าขณะที่หลับวูบไปนั้นได้ฝันเห็นยมทูตมารับตัว และถามชื่อนามสกุล หลังยมทูตตรวจสอบก็บอกว่ารับตัวมาผิดคน จึงนำตาแต๋มาส่งคืน และฟื้นจากความตาย

อย่างไรก็ตาม หมอจากโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ได้ระบุว่าพ่อป่วยเป็นโรคเส้นเลือดใหญ่หัวใจรั่ว จึงทำการรักษามาตลอด กระทั่งเมื่อ 3-4 วันก่อน พ่อมีอาการอ่อนเพลียลูกหลานจึงรีบนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่เหมือนเปลวเทียนที่ลุกโชนชั่ววูบก่อนวูบดับอีกครั้ง โดยในช่วงบ่ายวานนี้วันที่ 16 มี.ค. ญาติพี่น้องที่เฝ้าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลได้โทรศัพท์มาแจ้งตนว่าข่าวไม่ค่อยดี

ทั้งนี้ ตนจึงเดินทางไปเตรียมโลงเย็นและจองศาลาวัดพร้อมนิมนต์พระไว้ หลังจากนั้นราวชั่วโมงเศษก็ได้รับโทรศัพท์จากญาติว่าพ่อฟื้นแล้ว จึงรีบยกเลิกงานศพ และเตรียมเดินทางกลับไปหาพ่อที่โรงพยาบาล แต่อีกสักพักญาติก็โทรกลับมาอีกครั้งว่าเสียชีวิตอีกครั้งเวลา 16.00 น. จึงกลับไปแจ้งวัดให้เตรียมงานอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้แพทย์ยืนยันว่าพ่อได้เสียชีวิต และไม่มีปาฏิหาริย์อีกครั้ง ตนจึงได้นำศพมาประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดทุ่งสะเดียง มีกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 19 มี.ค.2563 นี้

...

นางดอกไม้ กล่าวอีกว่า พ่อได้สั่งเสียไว้หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วว่า หากพ่อเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ก็ขอให้ลูกๆ อย่าเศร้าโศกเสียใจ ให้นำกลองยาวมาแห่รำหน้าศพและจงมีความสุขที่พ่อไปอยู่ภพภูมิใหม่ ห้ามเปิดเพลงธรณีกันแสงเด็ดขาด และให้ทำศพพ่อเพียงคืนเดียวอย่างประหยัดไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

แต่หลังจากลูกหลานนำศพพ่อมาไว้ที่วัดแล้วจึงได้ร่วมกันหารือว่าจะจัดงานศพพ่อสัก 3 คืน แต่จู่ๆ ไฟฟ้าภายในวัดก็เกิดดับทั้งวัดทำขนลุกซู่กันทั้งวงศาคณาญาติต่างกระโดดกอดกันตัวกลมก่อนรีบลนลานไปจุดธูปบอกพ่อว่า ขออนุญาตพ่อจัดงานมากกว่าที่พ่อสั่งเสียเอาไว้เพราะลูกหลานที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางกลับมาไม่ทัน สิ้นคำบอกกล่าวต่อศพพ่อไฟฟ้าก็ติดขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ