เจ้าหน้าที่รัฐ ตร. สื่อ ประชาชน ต้องร่วมถอดบทเรียนเหตุการณ์สำคัญที่โคราช นักวิชาการด้านอาชญาวิทยาเผย สื่อก็มีส่วนทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยผ่านรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ไทยรัฐทีวีช่อง 32 ว่า เหตุการณ์กราดยิงที่โคราช เป็นความรุนแรงที่สุดตั้งแต่ผมเคยทำงานมา คิดว่าหน่วงานที่เกี่ยวข้องต้องถอดบทเรียนนี้ ซึ่งในอนาคตเราก็ไม่อาจคาดคะเนได้ว่าจะมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้หรือไม่ แต่เดิมเราอาจจะซ้อมแผนแค่ผิวเผิน แต่เราไม่เคยซ้อมแผนการชิงตัวประกัน หรือแผนการก่อการร้ายในที่ชุมชนในลักษณะแบบนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบระหว่าง คดีปล้นทองที่ลพบุรี กับคดีกราดยิงที่โคราช นั้น ผมมองว่าชิงทอง เป้าหมายคือเอาทอง แต่ยิงกราด เป้าหมายของคนร้ายคือ การแก้แค้น การที่คนร้ายยิงเหยื่อไป 3 ศพ จากนั้นก็เริ่มสติแตก ปล้นปืน ปล้นรถ และทำร้ายคนอื่น ไม่คิดถึงผลที่จะตามมาว่าเป็นอย่างไร 

ทั้งนี้ จากการติดตามข่าว ส่วนตัวก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลาย ซึ่งตำรวจน่าจะมีแผนบ้าง แต่ด้วยปัจจัยที่เป็นเวลากลางคืน คนที่เป็นตัวประกันเยอะ ยุทธวิธีจึงทำยาก ถ้าทำพลาดไป จับคนร้ายไม่ได้ ประชาชนคนอื่นๆ อาจโดนลูกหลงเสียชีวิต 

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวอีกว่า เข้าใจว่าตัวประกันยังอยู่ การลากเวลาก็มีผล หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่จับเลย ต้องย้อนกลับไปดูว่า 1. คนร้ายมีปืน 2. คนร้ายเป็นทหาร มีความชำนาญ และ 3. มีตัวประกันเยอะ โดย ผบ.เหตุการณ์ ต้องคอยวางแผนประเมินสถานการณ์ ไปถึงคุณต้องประเมินสถานการณ์ว่าอย่างไร ต้องใช้หน่วยไหน ปืนแบบไหน ใช้กำลังอะไร คุณต้องวางแผนว่าจะจับคนร้ายอย่างไร จะขนคนอย่างไร

นอกจากนี้ หากคนร้ายจับตัวประกัน ต้องตั้งชุดเจรจาต่อรองที่มีประสบการณ์เข้ามาพูดคุย รวมไปถึงต้องสื่อสารกับประชาชนโดยรอบให้เข้าบ้าน อย่าออกมา ซึ่งผบ.เหตุการณ์ต้องรู้ และวางยุทธวิธีได้ เราก็ต้องศึกษาเพิ่มด้วยว่า ทำไมถึงยิงคนเพิ่ม เพราะเขาเห็นตำรวจหรือเปล่า เห็นอะไรเพิ่ม เห็นสื่อหรือไม่ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.วิชัย ยอมรับว่า หลายเหตุการณ์ หลายคดีที่เกิดขึ้น ก็มีหลายปัจจัยมาจากพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น สมัยก่อนจะมีการปล้นแท็กซี่แทบทุกคืน ซึ่งคนก่อเหตุก็ไม่ใช่กลุ่มคนเดียวกันด้วย ส่วนหนึ่งเกิดจากสื่อที่บรรยายซ้ำ เช่น การข่มขืน ก็บรรยายเสียหมด นอกจากนี้ภาพยนตร์ก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบด้วยเช่นกัน 

นอกจากนี้ การรายงานสถานการณ์ของสื่อ ไม่ควรรายงานวิธีของคนร้าย ไม่ควรรายงานการทำงานของตำรวจ ซึ่งคนร้ายดูตำรวจอยู่ ก็อาจจะทำให้คนร้ายรู้ บางการนำเสนอของสื่อก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนได้ เช่น บอกว่าจอมขวัญไม่ดี ทุกคนเชื่อหมด แต่หลักฐานบอกว่า คุณจอมขวัญไม่ได้เป็นแบบนี้ นี่คือสื่อ หลายคดีก็ทำให้กระบวนการเสียไป เราต้องรู้ว่าขณะเกิดเหตุจะทำอย่งไร ไม่กระทบการทำงานตำรวจ ไม่กระทบต่อใจของคนที่อยู่ตรงนั้น ไม่กระทบญาติของเหยื่อ

ขณะที่ ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเทศเราไม่เคยเจอสถานการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งหากเปรียบเทียบกัน คดีปล้นทองที่ลพบุรี ตอนนั้นคนร้ายใช้อาวุธเบากว่านี้ แต่เคสคนร้ายยิงกราดที่โคราช เขามีอาวุธสงครามในมือ เขาตั้งใจแก้แค้น จนถึงขั้นสติแตก

อย่างไรก็ตาม ตามหลักทฤษฎีอาชญาวิทยา ในปี 1985 โรนัลด์ แอล เอเคอร์ ได้พูดถึงทฤษฎีการเลียนแบบอาชญากร ซึ่งก็เคยมีงานวิจัยระบุไว้ว่า ส่วนหนึ่งก็ลอกเลียนแบบมาจากสื่อ โดยในปี 2017 มีรายงานมาฉบับหนึ่งระบุว่า การลอกเลียนแบบอาชญากรรมนั้น จะเกิดขึ้นช่วงเวลา 2 สัปดาห์หลังจากเกิดการก่อเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งการรายงานสถานการณ์ มีส่วนกระตุ้นการเลียนแบบ

ยกตัวอย่างเช่น กรณีแก๊งปาหิน พอมี 1 เคสเกิดขึ้น ก็จะมีต่อไปอีก 2-3 ครั้ง เพราะการกระทำแบบนี้ไปกระตุ้น หรือเร้าให้คนบางกลุ่มที่อยู่ในภาวะบุคลิกภาพที่มีปัญหาให้ก่อพฤติกรรมเลียนแบบได้ ซึ่งในประเด็นนี้ อาจจะต้องทบทวนเรื่องการรายงานข่าว หรือ การนำเสนอข่าวอาชญากรรม

ในปี 1960 สหรัฐฯ เองก็เคยประสบปัญหาเหมือนไทยมาก่อน ก่อนที่ FBI จะมีนโยบายการกั้นสื่อออกจากพื้นที่ ซึ่งเขาก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน เพราะเราไม่เคยทราบกันมาก่อนว่าจะปฏิบัติตัวการอย่างไร หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

ส่วนในเคสของคนร้ายยิงกราดนี่ เขาก่อเหตุยิงไปแล้ว 3 คน และเริ่มสติหลุด เขาคงคิดว่าจะหนีไปไหนดี หรือจะทำอะไรต่อ ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมามีบางอย่างที่สื่อว่าเขาไม่ปกติแล้ว เขาไม่มีภาวะสามัญสำนึก

สำหรับการเชิญคนในครอบครัวมาพูดคุยเพื่อให้คนร้ายอ่อนลงนั้น ในเชิงทฤษฎีก็มีศึกษาไว้เหมือนกัน การจะพาคนในครอบครัวมาพูดคุย ก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนว่าจะพาแม่มานั้น คนร้ายมีความสัมพันธ์กับแม่อย่างไร หรือเคสนี้จะพาภรรยามา แต่เขาเพิ่งทะเลาะกัน ก็ไม่น่าจะได้ หรือจะพาแม่มา แต่ดูทรงแล้วแม่ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่พร้อมจะเจรจา ก็คงต้องใช้บุคคลอื่นแทน 

ร.ต.อ.ดร.จอมเดช กล่าวอีกว่า ในหลายๆ คดีที่สหรัฐฯ หรือ นิวซีแลนด์ การกราดยิงแบบนี้จะเรียกว่าการสังหารหมู่ หรือ ยิงไม่เลือกหน้า ปัจจัยที่ได้ศึกษากันมาจะพบว่า คนร้ายมักจะเชื่อในบางสิ่ง เช่น เชื่อในลัทธิ ศาสนาอะไรบางอย่าง หรือเชื่อในความเป็นคนขาว ซึ่งทำให้เห็นว่ามูลเหตุส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องความเชื่อในการปลดปล่อย แต่ในเคสนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขามีความเชื่ออะไรไหม หรือเขาอยากทำการต่อสู้กับชนชั้นของสังคม แต่เคสนี้เราประเมินไม่ได้ เพราะเราไม่รู้มูลเหตุจริงๆ

"ก็ต้องยอมรับว่าสื่อมีอิทธิพล มีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็อาจจะต้องทบทวนเวลารายงานข่าว ก็คงต้องมาร่วมกันถอดบทเรียนกันว่า เราให้คุณค่ากับข่าวอาชญากรรมมากไปไหม ซึ่งก็เข้าใจว่าส่วนหนึ่งมาจากประชาชนที่อยากรู้ แต่ถ้าให้คุณค่าอาชญากรมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมา รวมไปถึงตัวยุทธิวิธีต่างๆ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ จะต้องทำตัวอย่างไร ทั้งสื่อ ทั้งโซเชียลต่างๆ จะต้องเชื่อฟังตำรวจ รวมถึงประชาชนที่เป็นไทยมุง เพราะเดี๋ยวนี้ทุกคนก็เป็นสื่อได้หมด เรามีทั้ง กล้อง มีไลฟ์ โพสต์รายงานโดยไม่ต้องมีภาพประกอบได้ไหม บางอันนี่เห็นศพชัดเลย และประชาชนก็ไม่ต้องอยากรู้อยากเห็นขนาดนั้นก็ได้ เป็นต้น"