ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : ไวรัสอู่ฮั่นตัวร้าย ประเทศจีน..สู้สู้

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ก.พ. 2563 05:05 น.
SHARE

“ยังคุมไม่ได้ไวรัสโคโรนามหากาฬผลาญ 132 ชีวิต จีนแพร่แล้ว 16 ประเทศ” พาดหัวใหญ่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเช้าวันที่ 30 มกราคม 2563 สื่อสะท้อนสถานการณ์ได้เห็นภาพ

“Keetapatcha Wu” โพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าส่งผ่านความรู้สึกส่วนตัวเบื้องหน้าเบื้องหลังผ่านประสบการณ์มุมมองส่วนตัวเอาไว้น่าสนใจอย่างยิ่ง (20 ชั่วโมง วันที่ 30 มกราคม 2563)

ฉันเริ่มต้นอาชีพพาทัวร์ไปต่างประเทศในปี 1999 และจีนก็เป็นประเทศแรกที่ไปและหลังจากนั้นอีกหลายปีที่ชีวิตฉันอยู่จีนมากกว่าไทย ช่วง “ซาร์ส” ระบาด สามีฉันยังเป็นพลเมืองของหังโจว เมืองหนึ่งที่มีการระบาดของซาร์ส ตอนนั้นเมื่อพบคนติดเชื้อ จีนจะปิดตึกนั้น แต่เอาไม่อยู่จึงเริ่มปิดเป็นเขตๆ ไป

การรับมือในครั้งนั้นยังไม่ดีนัก เมื่อเป็น “โคโรนา” จีนจึงเด็ดขาดด้วยการปิดเมืองเอาให้จบให้เร็วนะฉันว่า

“ซาร์สทำให้การท่องเที่ยวเป็นอัมพาต เป็นช่วงว่างนานเกือบ 4 เดือน สามีฉันเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย และติดด่านกักกันโรคที่สนามบินดอนเมืองเพราะมีไข้ต่ำๆ ถูกส่งตัวไปที่บำราศนราดูร ใช้ชีวิตในห้องปลอดเชื้ออยู่หลายวัน และที่นี่ฉันสัมผัสกับคำว่าหมอไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก...”

เวลาไปเยี่ยมเราคุยกันทางโทรศัพท์ที่ฉันเข้าได้เพียงหน้าแผนก มองลอดกระจกเห็นบุคลากรทุกคนอยู่ในชุดอวกาศ จะเอกซเรย์แต่ละครั้งบุรุษพยาบาลจะต้องไปแบกเครื่องลงมาหาผู้ป่วย

“ทุกอย่างสะอาด ปลอดเชื้อ เห็นการทุ่มเทของพยาบาลของเราแบบที่สามีฉันบ่นออดว่าแทบไม่ได้นอน เดินมาตรวจทุก 4 ชั่วโมง ตลอดเวลาจริงๆ และเมื่อสามีไม่ได้เป็นซาร์ส ได้ออกจากโรงพยาบาลก็ยังมีเจ้าหน้าที่โทร.มาถามว่าไม่มีอาการใดๆแล้วใช่ไหม ยังปวดหัวตัวร้อนอีกไหม”

นี่คือ “สาธารณสุขไทย” ที่ฉันอยากให้คนไทยได้รู้และมั่นใจ เช่นเดียวกับในจีน น้องสามีหลายคนเป็นหมอที่ทุ่มเทเพื่อรักษาคนป่วย ซึ่งคงไม่ต่างจากหมอและพยาบาลที่ลงพื้นที่อู่ฮั่นอยู่ตอนนี้ และ...ฉันว่าไม่ว่าจะชาติไหนก็ต้องการกำลังใจเหมือนๆกันโดยเฉพาะในเวลายากลำบากแบบนี้

“การเรียกร้องต่างๆควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรมและความเป็นไปได้ จีนมี 23 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง 4 มหานคร 2 เขตบริหารเศรษฐกิจพิเศษ ประชากร 1,400 ล้านคน อู่ฮั่นเป็นเมืองเอกของมณฑลหูเป่ย...คล้ายกับเชียงใหม่เป็นเมืองเอกภาคเหนือ การที่จีนประกาศปิดเมือง 12 เมือง กระทบคนเกือบ 50 ล้านคน”

ซึ่งย่อมมีทั้งคนชอบ คนด่า เห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล คลิปต่างๆความเห็นต่างๆ หลั่งไหลเป็นเรื่องธรรมดา แต่...ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกต้อง เป็นจริง หรือมาจากอารมณ์ ความกดดัน วิตก ณ นาทีนั้นก็ได้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ช่วง “ตรุษจีน” คือวันหยุดยาวในจีนส่วนใหญ่หยุดกัน 7-10 วันอยู่แล้ว ร้านค้าปิดอยู่แล้ว และเป็นช่วงคนจีนเดินทางมากที่สุดในรอบปีอยู่แล้วในทุกๆปี (เหมือนสงกรานต์บ้านเรา) การที่ทัวร์จีนมาจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาจึงไม่ใช่การอพยพเข้าไทย แต่เป็นการท่องเที่ยวตามฤดูกาล

“เศรษฐกิจไทยอาศัยภาคส่งออกและภาคบริการเป็นหลักมายาวนาน แต่ที่ผ่านมาเงินบาทเราแข็งมาก กระทบการส่งออก ฟันเฟืองที่เดินได้ตัวเดียวตอนนี้จึงตกหนักที่การท่องเที่ยว...

ถ้าถามว่าเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวสำคัญยังไง ฉันอยากถามกลับว่าคุณรู้ไหมอุตสาหกรรมนี้เกี่ยวเนื่องกับคนเท่าไหร่ เอาแค่โรงแรม 1 แห่ง ตั้งแต่ยามถึงผู้บริหารใช้พนักงานเท่าไหร่”

อาหารเช้า 1 มื้อของโรงแรมมีอะไรบ้าง ขนมปัง 1 แผ่น แฝงอุตสาหกรรมแป้ง น้ำตาล ยีสต์ กาแฟ 1 แก้ว แฝงคนปลูกกาแฟ น้ำตาล ครีม การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ ยังไม่นับอุปกรณ์การกิน แก้ว ชาม ช้อน กระดาษทิชชู ในอาหาร 1 จานยังมีองค์ประกอบมากมายทั้งผัก ซอสต่างๆ เครื่องปรุงรส น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่

“สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครพกมา ล้วนใช้ของในประเทศไทย แล้วสิ่งของเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยกี่ครอบครัว ปกติทัวร์จีนมาไทยใช้เวลาประมาณ 7 วัน เอาแค่อาหารคือ 21 มื้อ คูณจำนวนคนคือเท่าไหร่ ยังไม่รวมรถ ค่าบัตรเข้าชม คนขายของที่ระลึก รถรับส่ง การละเล่น”

และถ้านับรวมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งหมด มันคือ “รายได้” ของคนจำนวนมากที่ทั้งมองเห็นและแฝงอยู่ และการท่องเที่ยวไม่ได้มีทั้งปีมันมีหน้าโลว์หน้าไฮ 1 สถานที่ท่องเที่ยวคือรายได้ของใครบ้าง อย่างเอเชียทีค มีกี่ร้านค้า กี่ร้านอาหาร ในร้านเสื้อผ้า 1 ร้าน ต้องมีเสื้อกี่ตัว เสื้อ 1 ตัวเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

“อาจตั้งแต่ชาวไร่ฝ้าย คนรับซื้อ โรงงานเส้นด้าย ทอผ้า ตัดเย็บ โรงงานกระดุม หุ่นตั้งโชว์ ไม้แขวนเสื้อ จนถึงนางแบบ และนี่คือคำตอบว่าทำไมการท่องเที่ยวจึงสำคัญเพราะมันเป็นรายได้ที่ครอบคลุมตั้งแต่คนปลูกกาแฟบนดอย ปลูกข้าวในอีสาน ปลูกปาล์มที่ใต้ ปลูกผลไม้ตะวันออก ครอบคลุมตั้งแต่นักบิน แอร์...

พนักงานการท่า คนขายผัดไทย นักแสดงในที่ต่างๆ คนขับรถ ขับเรือ แม่บ้าน ยาม จนถึงเจ้าสัวแสนล้าน ฉันไม่ได้โปรจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน และจากใจจริงฉันไม่เคยชอบรัฐบาลนี้”

แต่ฉันว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเราควรยอมรับความจริงว่าเราเป็นประเทศเล็กที่กำลังอ่อนแอมากๆในทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เห็นแก่เงินมากกว่าสุขภาพ แต่อยากถามว่าแล้วถ้าไม่มีเงินแล้วอยู่ได้ไหม ตัวเลขคนติดเชื้อในบ้านเราน้อยกว่า 7 วันอันตรายช่วงปีใหม่อย่างไม่เห็นฝุ่น

“การก่นด่าไล่ส่งกันในยามเขายากลำบากแล้ว...ถ้าสิ้นเดือนนี้เขาระงับได้จริง เขาจะยังอยากคบคุณไหม เอเชียตะวันออกล้วนชาตินิยมและเขาไม่ได้ลืมง่าย”

ในทางกลับกันญี่ปุ่นที่เคยรบกันมาตลอดประวัติศาสตร์ ตอนสงครามนานกิงอาทิตย์เดียวญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปเป็นแสน แค้นนี้ฝังรากลึกยาวนาน 2 ชาติไม่ค่อยถูกกัน

แต่...วันนี้ “ญี่ปุ่น” ส่งความช่วยเหลือประกาศพร้อมช่วยเหลือ “จีน” หากจีนร้องขอ...

“วัฒนธรรมจีน” สำคัญที่สุดคือ “ความกตัญญู” จบโรคระบาดเมื่อไหร่เราจะได้เห็นกันว่าคนจีนจะตอบแทนญี่ปุ่นอย่างไร ซึ่งเอาหัวเป็นประกันว่ามันจะมากกว่ามูลค่าหน้ากากอย่างเทียบกันไม่ได้

เพราะนี่คือวัฒนธรรมจีน...

“ฉันอยากให้คนไทยเห็นโอกาสในวิกฤตินี้ เหมือนที่ญี่ปุ่นเห็น จีนวันนี้คือมหาอำนาจไม่ใช่ชาติที่เคยอพยพมาไทยอีกต่อไป ไม่ใช่มีอิทธิพลแค่อาเซียนหรือเอเชียแต่กับทั้งโลก มันจะดีกว่าไหมถ้าเราจะเสพข่าวอย่างมีสติ แบบมีที่มาไม่ใช่เขาเล่าว่า...” จะดีกว่าไหมถ้าเราจะห่วงคนไทยด้วยกันอย่างมีความรู้ในการป้องกันโรค รู้จักไวรัสจริงๆ ฟังจากหมอ เชื่อมั่นในระบบคัดกรอง ในความสามารถของหมอไทย ไม่ใช่เดาเอง วิตกเกินเหตุแบบนี้

มันจะดีกว่าไหมถ้าเราจะแสดงตัวว่าเราคือมิตรแท้ของจีน สร้างเครดิตให้ตัวเองในเวทีโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ใช่นึกจะเปิดก็เปิด จะปิดก็ปิดนะ

...จะดีกว่าไหมที่เราจะยอมรับความจริงว่าวันนี้เรากำลังลำบาก อ่อนแอ แต่ถ้าเราแก้ระบบการศึกษา สร้างคนของเราให้มีคุณภาพ วันนึงเราจะเป็นชาติที่เข้มแข็งขึ้นมาใหม่

และจะดีกว่าไหมถ้าเราเอาเวลา ความสามารถ แรงกายแรงใจช่วยกันให้มนุษยชาติผ่านวิกฤตินี้ไปได้โดยไม่ต้องเอาการเมืองมาเกี่ยวพัน เพราะที่สุด “ชีวิต” คนไม่ว่า “ชาติ” อะไรก็สำคัญที่สุด

#อู่ฮั่นสู้สู้ ประเทศจีนสู้สู้.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสโคโรน่าไวรัสโคโรน่า 2019ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าไวรัสไวรัสอู่ฮั่นสกู๊ปหน้า1โรคระบาดสุขภาพ

Most Viewed