ไลฟ์สไตล์
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : กตัญญูรู้คุณแผ่นดิน ไทยกับชนชาติพันธุ์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ม.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

“สังคมไทยกับชนชาติพันธุ์” ... เตือนใจ (กุญชร ณ อยุธยา) ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” เปิดมุมมองในฐานะที่เรียนสังคมวิทยา มานุษยวิทยาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกค่ายอาสาพัฒนาไปชุมชนชาวเขาชาติพันธุ์ต่างๆในภาคเหนือ

ช่วง พ.ศ.2513 ถึง 2517 และทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่อเนื่องเกือบ 50 ปีจนถึงบัดนี้

ข่าวแนะนำ

“ดิฉันได้แรงบันดาลใจจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกชาติพันธุ์ เสด็จเยี่ยมหมู่บ้านชาวเขาในถิ่นห่างไกล...ดิฉันได้รับเสด็จพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จฯ พระราชินี สมเด็จพระเทพรัตนฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ ถึง 3 ครั้ง...เมื่อ พ.ศ.2522-2524 ที่บ้านปางสา อำเภอแม่จัน เชียงราย ชาวเขาในลุ่มน้ำแม่จันได้ถวายฎีกาขอพระราชทานที่นาและฝายชลประทาน เพื่อให้มีที่ทำกินถาวร

ซึ่งพระราชทานให้ 200 กว่าไร่ ทั้งยังพระราชทานเงินให้สร้างโรงเรียนบ้านปางสาที่แข็งแรงขึ้น จากเดิมเป็นโรงเรียนไม้ไผ่มุงหญ้าคา

ทรงชมเชยที่ชาวบ้านปางสาร่วมกับหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา พัฒนาหมู่บ้านอย่างเข้มแข็ง มีธนาคารข้าว สหกรณ์ร้านค้า แปลงผักสวนครัว และมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่งดงาม...โดยพระราชินีทรงนำคณะแพทย์อาสารักษาคนป่วย และทรงรับและชื่นชมงานหัตถกรรม ผ้าปัก ผ้าทอที่ชาวบ้านถวาย”

พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเหรียญชาวเขาเพื่อแสดงถึงการเป็นราษฎรใต้ร่มพระบารมี ทรงตั้ง “โครงการหลวง” เพื่อส่งเสริมอาชีพ ช่วยให้ชาวเขาปลูกพืชผลและเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ทำให้ชนชาติพันธุ์มีอาชีพ มีรายได้ มีชีวิตที่มั่นคง

“พระราชินีทรงส่งเสริมงานศิลปาชีพ งานหัตถกรรม ผ้าปัก ผ้าทอ ฝีมือชนชาติพันธุ์จึงเป็นที่นิยมถึงนานาประเทศ...ดิฉันได้ตระหนักถึงความกตัญญูรู้คุณและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ของชนชาติพันธุ์ต่างๆตลอดมา”

“รัฐบาลไทย” ได้กำหนดนโยบายต่อชาติพันธุ์ในถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่ พ.ศ.2499 โดย ตชด.บุกเบิกด้านการศึกษา ตั้งโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ในพื้นที่ชายแดน

ต่อมา...กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ ได้ตั้งนิคมสงเคราะห์ชาวเขา แล้วเปลี่ยนเป็น “ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา” ที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก เพชรบูรณ์

ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาไปส่งเสริมการศึกษา อาชีพ สุขภาพอนามัย การพัฒนาชุมชนและการปกครองท้องถิ่น เตือนใจก็มีโอกาสได้ร่วมงานด้วยในหลายพื้นที่

ด้วยความร่วมมือร่วมใจระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ และสื่อมวลชน จึงมีการปรับทัศนคติ ให้ความรู้แก่สังคม ให้ยอมรับอัตลักษณ์ของชนชาติพันธุ์ต่างๆ...อยู่ร่วมกันเป็นสังคม “พหุวัฒนธรรม” เห็นคุณค่าของความงดงามในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

มีการเสนอกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและสถานะทางกฎหมาย ได้แก่ กฎหมายการทะเบียนราษฎร กฎหมายสัญชาติ กฎหมายคนเข้าเมือง ทำให้ชนชาติพันธุ์ได้รับการรับรองสิทธิเป็นพลเมืองสัญชาติไทย ได้สิทธิในการศึกษา สิทธิในหลักประกันสุขภาพ สิทธิในการทำงาน สิทธิทางการเมืองและพลเมือง

“แม้จะยังมีปัญหาในทางปฏิบัติระดับพื้นที่และปัญหาข้อกฎหมายนโยบายที่ยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยังประสบภาวะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” เตือนใจ ว่า

องค์การสหประชาชาติ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชนเผ่าพื้นเมือง ได้ประกาศปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง United Nation Declaration on the Rights of Indigenous Peoples : UNDRIP และกติกาสากลว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination

ซึ่งรัฐไทยเป็นภาคี ได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น...“วันชนเผ่าพื้นเมืองโลก”

มติ ครม. 1 ตุลาคม 2562 เห็นชอบต่อร่างคำมั่นของไทยที่จะประกาศในการประชุมระดับสูงว่าด้วย “ความไร้รัฐ”

ในวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส...ซึ่งเป็นการประชุมวันแรกของการประชุมคณะกรรมการบริหารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ) สมัยที่ 70 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 7-11 ตุลาคม 2562

ร่างคำมั่นที่ไทยจะประกาศในการประชุมระดับสูงว่าด้วยความไร้รัฐ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง เพื่อพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นบนพื้นฐานของกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ และให้ครอบคลุมกลุ่มที่ตกหล่นจากการแก้ไขปัญหาในอดีต เนื่องจากช่องทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา โดยร่างคำมั่นประกอบด้วย 7 ประเด็น ดังนี้

(1) การส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ (2) การยกระดับการให้การคุ้มครองทางสังคมแก่คนไร้รัฐไร้สัญชาติ (3) การปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวกับการพิจารณาสัญชาติและสิทธิความเป็นพลเมือง เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค

(4) การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบที่จะอำนวยความสะดวกให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติเข้าถึงบริการของสำนักทะเบียนได้สะดวกยิ่งขึ้น (5) การเร่งรัดการขจัดภาวะความไร้รัฐในกลุ่มผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ (6) การพัฒนาความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ สิทธิ การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนเกิดและทะเบียนราษฎรของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยเฉพาะประชากรในพื้นที่เข้าถึงยาก (7) พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคในการร่วมกันแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาต่างๆไม่น้อยกว่า 60 กลุ่มในทุกภาคของประเทศ

แม้รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยจะพยายามแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนชาติพันธุ์ แต่การเข้าถึงสิทธิในที่ดินและฐานทรัพยากรยังเป็นปัญหาอยู่ ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันตกและกลุ่มชาวเลใน 5 จังหวัดฝั่งอันดามัน...

ซึ่งชุมชนชาติพันธุ์ได้พยายามทำหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ...จนผืนป่าในภาคเหนือและภาคตะวันตกซึ่งมีชนชาติพันธุ์ตั้งถิ่นฐานอยู่มากที่สุด มีความอุดมสมบูรณ์

จนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้จำนวนมาก

“ดิฉันหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคนี้จะมุ่งมั่นในการสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนชาติพันธุ์และภาคส่วนต่างๆในการแก้ปัญหา ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนชาติพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม”

ยกระดับมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิต “ชาวเล” และ “ชาวกะเหรี่ยง” ให้เป็นกฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์ และกำหนดมาตรการ แผนงานสนับสนุนมติ ครม. 1 ตุลาคม 2562

“คำมั่นของรัฐบาลไทยต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ในการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ 7 ประเด็นให้สำเร็จ...ขอให้ปี 2563 เป็นปีที่ดีงามสำหรับชาวไทยและชนชาติพันธุ์ทุกคนค่ะ” ครูแดงกล่าวทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1กลุ่มชาติพันธุ์สังคมไทยกับชนชาติพันธุ์ชาวบ้านปางสาเตือนใจ กุญชร ณ อยุธยาข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เวลา 06:09 น.