(ปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประเวศ วะสี เนื่องในงาน 100 ปีชาตกาล กำพล วัชรพล 27 ธันวาคม 2562)
27 ธันวาคม พ.ศ.2562 วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบ 100 ปี ของ คุณกำพล วัชรพล เจ้าของและผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การยูเนสโก ณ กรุงปารีส ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ในโอกาสนี้ประวัติชีวิตและผลงานของท่าน จากกําเนิดที่ยากจน และมีการศึกษาในโรงเรียนน้อยแต่ประสบความสำเร็จสูง สามารถเป็นเจ้าของอาณาจักรหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมจนกระทั่งได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้รับการเผยแพร่เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง
นอกจากควรเป็นเรื่องชื่นชมยินดี ที่เพื่อนคนไทยร่วมสมัย ผู้มีกำเนิดเป็นสามัญชนคนยากจนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเกียรติคุณสูงส่งถึงเพียงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่สังคมไทยหาความหมายใหญ่จากชีวิตของ ผอ.กำพล วัชรพล แล้วนำมาเป็นวิธีเพิ่มพลังให้ประเทศอย่างก้าวกระโดด เพราะชีวิตของ ผอ.กำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างของชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์อย่างมหาศาล สมกับชื่อและนามสกุลของท่าน กำพละ วัชรพละ ผู้กำไว้ซึ่งพลัง ผู้ทรงพลังประดุจวัชระ
ลองจินตนาการดูว่าถ้าคนไทยทั้งประเทศ หรือคนไทยส่วนใหญ่ หรือคนไทยจำนวนมาก มีพลังสร้างสรรค์ทำนองเดียวกับ ผอ.กำพล วัชรพล ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
จากจินตนาการ เรามาช่วยกันทำให้เป็นจริง
ประสบการณ์ของ ผอ.กำพล เป็นของจริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีในตำรา หรือวาทกรรม แต่เป็นของจริงที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ อันจับต้องได้ ท่านมหาตมะคานทีกล่าวว่า "ถ้าคุณเรียนรู้จากตำรา คุณได้ความรู้ แต่ถ้าคุณเรียนรู้จากประสบการณ์คุณได้ปัญญา" ปัญญามีคุณค่าเหนือความรู้
ประสบการณ์ของ ผอ.กำพล อยู่ต่อหน้าเราทั้งหลายแล้ว เป็นขุมทรัพย์แห่งการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดปัญญาแก่คนไทยทั้งชาติ ขอให้เราใช้ขุมทรัพย์ทางปัญญานี้มาสร้างพลังให้ประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด
ถ้าใครศึกษาชีวิตและการทำงานของ ผอ.กำพล อย่างละเอียด จะพบตัวอย่างดีๆ ที่นำไปใช้ในชีวิตและการทำงานมากมาย หลายมิติ แต่ในที่นี้ผมขอพูดถึงชีวิตของ ผอ.กำพล วัชรพล ชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทยเพียง 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ
1. การกระตุ้นสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ ของสามัญชนคนยากจนทั้งประเทศ
ผอ.กำพล เกิดมาเป็นคนจนมีการศึกษาน้อย แต่มีศักยภาพในตัวเองมาก พยายามใช้ศักยภาพในตัวเองบากบั่นพยายาม ทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง จนเป็นคนเก่งที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนส่วนใหญ่ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังที่เป็นเจ้าของอาณาจักรหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมจนได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก
นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างจะๆ ว่า คนยากคนจน คนมีการศึกษาน้อย ก็สามารถมีความเจริญได้อย่างสูงสุดระดับโลก ตัวอย่างชีวิตเช่นนี้ควรจะเป็นกำลังใจให้สามัญชน คนเล็กคนน้อย คนยากคนจนทั่วประเทศ เกิดจิตสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตนเอง ว่าเราเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีมีศักยภาพในตัวเองที่จะทำอะไรดีๆ ได้
ในสังคมมีมายาคติต่างๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกด้อยศักดิ์ศรี และด้อยศักยภาพประดุจถูกจองจำไว้ในคุกที่มองไม่เห็น (The Invisible Prison) คนที่อยู่ในคุกย่อมขาดเสรีภาพด้อยศักดิ์ศรีและถูกจำกัดเสรีภาพฉันใด คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ในคุกของมายาคติ ก็ฉันนั้น
คุณกำพล วัชรพล สลัดตัวออกจากมายาคติเช่นนั้น แม้จะมีกำเนิดต่ำต้อยยากจน มีการศึกษาน้อย ก็มีศักยภาพได้ และเขาได้ใช้ศักยภาพในตัวเขาทำในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ คือจากคนยากจนและมีการศึกษาน้อยมาเป็นเจ้าของอาณาจักรหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นบุคคลสำคัญของโลก ศักยภาพในตัวมนุษย์ทำในเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ให้เป็นไปได้
มายาคติคือความไม่จริง ความจริงคือคนทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีศักยภาพในการสร้างสรรค์ ถ้าบุคคลเกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตนเอง จะปลดปล่อยตัวเองออกจากคุกที่มองไม่เห็น เป็นอิสระ มีความสุขอย่างลึกล้ำ และมีพลังมหาศาลในตนเองที่จะทำเรื่องดีๆ การระเบิดพลังจิตสำนึกนั้น เปรียบประดุจพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ ถ้าคนทั้งประเทศเกิดตระหนักในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตนเอง จะปลดปล่อยพลังแห่งความสร้างสรรค์เต็มแผ่นดิน เกิดพลังแผ่นดินหรือภูมิพละโดยแท้
ฉะนั้นโดยอาศัย ผอ.กำพล วัชรพล เป็นกัลยาณมิตร และอาศัยเครื่องมือสื่อสารของอาณาจักรไทยรัฐอันมหาศาลอันท่านได้สร้างไว้ ระฆังแห่งการปลุกจิตสำนึกย่อมสามารถดังไปทั่วแผ่นดิน เพื่อปลดปล่อยผู้คนทุกชั้นชนให้ออกจากคุกแห่งมายาคติ ไปสู่จิตสำนึกใหม่แห่งศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ให้พลังแห่งความสุขและพลังแห่งความสร้างสรรค์ที่จะทำอะไรดีๆ เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน เป็นพลังแผ่นดินที่จะยกระดับประเทศไทยไปสู่ความเจริญที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว
2. ชี้ทิศทางการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนเก่งทั้งประเทศ
คุณกำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างของคนไทยที่เก่ง กล่าวคือ ทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง คนเราอยู่ดีๆ จะเก่งโดยไม่ได้เรียนรู้นั้น เป็นไปไม่ได้
ที่กล่าวว่า คุณกำพล วัชรพล มีการศึกษาน้อยนั้น มิได้หมายความว่ามีการเรียนรู้น้อย ตรงข้าม เขามีการเรียนรู้มาก แต่ไม่ใช่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ในสถานศึกษาอาจมีการสอนมากแต่มีการเรียนรู้น้อย คุณกำพล เรียนรู้ในฐานการทำงานที่เรียกว่า Work-based learning
การเรียนรู้ในการทำ(งาน) นั้นคือการเรียนรู้ในฐานชีวิต หรือเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ชีวิตกับการเรียนรู้อยู่ในกันและกัน ดังที่มีคำกล่าวว่า
"ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต" การเรียนรู้กับชีวิตไม่ได้แยกออกจากกัน
แต่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการนั้น เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน คือแยกชีวิตกับการศึกษาออกจากกัน ชีวิตก็แยกไปหรือทอดทิ้งไป โดยการศึกษาแยกไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤติเสมอ ระบบการศึกษาที่เป็นทางการที่ผ่านมาประมาณ 1 ศตวรรษ เป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ชาติอ่อนแอทุกทาง รวมทั้งก่อความยากจนให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
คุณกำพลต้องทำงานเลี้ยงชีพมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะถีบสามล้อ เป็นกระเป๋าเรือเมล์ เป็นทหาร เป็นนักหาโฆษณา เป็นนักข่าว เป็นผู้ส่งหนังสือพิมพ์ ฯลฯ การทำงานทำให้ต้องรับผิดชอบต่อคนอื่น ต้องอดทน ต้องทำเป็น ต้องช่างสังเกตว่าอะไรเป็นอะไร ผู้คนเขาทำอะไร เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร อะไรขายได้ขายไม่ได้ ราคาเท่าไหร่ เป็นชีวิตที่สัมผัสอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตของผู้คนหรือ "ภูมิสังคม" อย่างที่พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงใช้คำนี้ โปรดสังเกตตรงนี้ให้ดีๆ ว่าการรู้ความจริงทำให้คิดออกว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และทำอย่างไร การคิดออกทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง
การตัดสินใจได้ถูกต้องเป็นสุดยอดทางปัญญา การตัดสินใจเป็นจุดพลิกผันของชีวิต ขององค์กร และของประเทศ ถ้าตัดสินใจถูกก็เจริญ ถ้าตัดสินใจผิดก็เสื่อม
การตัดสินใจถูก ต้องมาจากการรู้ความจริง
ตรงนี้จะเข้าใจว่าทำไมคุณกำพล จึงเก่ง แต่คนที่เรียนในระบบการศึกษาเกือบทั้งหมดเป็นคนไม่เก่ง เพราะในระบบการศึกษาที่เป็นทางการเอาการท่องวิชาเป็นตัวตั้ง วิชาก็เป็นวิชาแต่ไม่ใช่ความจริงของชีวิตและสังคมแบบที่คุณกำพลเผชิญ เมื่อไม่รู้ความจริงจึงไม่เข้าใจความเป็นไปและคิดไม่ออก คนที่จบการศึกษาแบบนี้จึงทำไม่เป็น คิดไม่เป็น และจัดการไม่เป็น ตรงข้ามกับคุณกำพล ที่ทำเก่ง คิดเก่ง และจัดการเป็น
"...คุณกำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างของคนไทยที่เก่ง
กล่าวคือ ทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง..."
ที่จริงคนโบราณก็รู้ว่าคนเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการทำ ดังที่มีคำพูดว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ" มือคลำหมายถึงการลงมือทำ แต่เรากลับจัดระบบการศึกษาแบบ "สิบปากว่า" คือเน้นที่ครูมาสอนปาวๆ ซึ่งก็จำไม่ค่อยได้ ไม่เข้าใจ ทำอะไรไม่เป็น คิดไม่เป็น จัดการไม่เป็น อ่อนแอและยากจนกันไปทั้งชาติ เป็นการศึกษาที่ก่อความยากจนทั่วหน้า คือนักเรียนก็จน ผู้ปกครองนักเรียนก็จน ครูก็จน
แต่การเรียนรู้แบบกำพล แก้จนได้
ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจากเด็กยากจนกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุด และยังตั้งมูลนิธิที่ช่วยสร้างโรงเรียนไทยรัฐกว่า 100 โรง
ที่จริงตัวอย่างอื่นๆ ก็มีอีกมาก ทั้งใกล้และไกลที่แสดงถึงผลของการเรียนรู้ที่เอาความจริงของชีวิตเป็นตัวตั้ง เช่น คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ เจ้าของบริษัทมิตรผล อุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลใหญ่เป็นที่ 3 ในโลก แม่ของคุณอิสระเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือและจนที่สุด สอนลูกให้ทำไร่ด้วยความขยันอดทน และประหยัด จนลูกกลายเป็นมหาเศรษฐี ผมเคยกล่าวกับคุณอิสระว่า "ถ้าแม่คุณอิสระจบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คุณอิสระคงจะไม่รวยอย่างนี้"
หรืออย่างผู้หญิงจีนที่รวยที่สุดขณะนี้ เริ่มต้นรับจ้างทำงานในโรงงานโดยมีค่าจ้างวันละ 1 ดอลลาร์ อาศัยความขยัน ประหยัด อดทน พยายามเรียนรู้ที่จะทำให้ทำงานเก่งขึ้นๆ จนเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมข้ามชาติทำหน้าปัดโทรศัพท์มือถือ มีทรัพย์สิน 10,000 ล้านดอลลาร์ นี่ก็เป็นตัวอย่างการเรียนรู้ในการทำงาน หรือในฐานความจริงของชีวิต
เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อเป็นมกุฎราชกุมาร ทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกชนิดที่เรียกว่าศิลปวิทยาทั้ง 18 คือวิชาความรู้ทุกชนิดที่มีในขณะนั้น เรียนความรู้เหล่านี้แล้วก็ยังอย่างนั้นๆ ต่อเมื่อเสด็จหนีออกไปสัมผัสความจริงของชีวิตนอกวังกรุงกบิลพัสดุ์ที่เรียกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินขึ้น คือทำให้เกิดความคิดใหญ่ว่าทำอย่างไรมนุษย์จึงจะพ้นทุกข์ได้ และทรงเกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะแสวงหาปัญญานี้ ซึ่งในที่สุดก็ทรงค้นพบแสงสว่างแห่งปัญญาที่ส่องวิถีทางพ้นทุกข์ให้มนุษย์มาจนทุกวันนี้
การเรียนรู้จากฐานความจริงของชีวิต เป็นวิถีทางให้เกิดปัญญา
การปฏิรูปการเรียนรู้ที่จะทำให้คนไทยกลายเป็นคนเก่งทั้งประเทศ คือการปฏิรูปโดยเปลี่ยนฐานการเรียนรู้ จากการเอาการท่องวิชาพื้นฐาน เป็นการเอาความจริงของชีวิตเป็นฐาน ฐานนการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของความจริงของชีวิต การเรียนรู้ในฐานการทำงาน (Work-based learning) แบบการเรียนรู้ของคุณกำพล วัชรพล ควรจะเป็นฐานการเรียนรู้ให้ทำเป็น คิดเป็น จัดการเป็น อยู่ร่วมกันเป็น สร้างรายได้ ขจัดความยากจน แล้วก็เรียนรู้และทำอย่างอื่นๆ ต่อไปตามใจรัก โดยวิธีนี้จะสร้างคนไทยที่เก่งทำนองเดียวกับคุณกำพลขึ้นมาเต็มประเทศ
ความจริงประเทศไทยมีโอกาสที่จะทำอะไรดีๆ ทั้งในประเทศของเราเองและระหว่างประเทศ แต่เราขาดคนเก่งๆ เพราะระบบการศึกษาแบบที่เป็นทางการ ถ้าเราปฏิรูปการเรียนรู้มาสร้างคนไทยเก่งๆ ให้ได้จำนวนมาก ประเทศไทยจะไปได้ไกลแสนไกล ทั้งการพัฒนาประเทศของเราเองและบทบาทจากประเทศไทยในโลกสากล
ระบบการศึกษาที่เป็นทางการเป็นโครงสร้างที่ยากต่อการปรับตัวด้วยตัวของตัวเอง ต้องมีกัลยาณมิตรหรือภาคีเข้ามาร่วม ภาคีที่จะร่วมปฏิรูปการเรียนรู้ คือชุมชนท้องถิ่นและภาคธุรกิจ
ตัวอย่างความสำเร็จในการทำงานและการเรียนรู้ของคุณกำพล วัชรพล บนเส้นทางจากสามัญชนคนยากจน ไปเป็นบุคคลสำคัญของโลก ควรจะเป็นเครื่องกระตุกและกระตุ้นอย่างแรงให้สังคมไทยทบทวนว่าการเรียนรู้ในวิธีการทำงานสำคัญอย่างไร ในการสร้างคนไทยให้เป็นคนเก่ง
3. ภาคธุรกิจเพื่อการพัฒนา (Business for Development)
ภาคธุรกิจ เป็นภาคที่แข็งแรงที่สุดในสังคม ภาคธุรกิจจึงอยู่ในฐานะที่จะเป็นพลังมหาศาลในการพัฒนาดังที่คุณกำพล วัชรพล แสดงให้เห็น ถ้าอ่านประวัติคุณกำพลให้ละเอียดจะเห็นว่าท่ามกลางบุคลิกของนักสู้ชีวิตที่เข้มแข็งเต็มไปด้วยไหวพริบ กลับซ่อนไว้ด้วยหัวใจที่อ่อนโยน เห็นใจเพื่อนมนุษย์ คนเล็กคนน้อย คนยากคนจน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นไปตลอดทาง เพื่อนร่วมงานได้รับการดูแลอย่างดี คนจนตรอกที่เข้ามาพึ่งได้รับการค้ำจุนให้ตั้งตัวได้ เมื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเติบใหญ่ขึ้น ก็ไม่รังแกหรือเอาเปรียบหนังสือพิมพ์คู่แข่งอื่นๆ กลับให้รถส่งหนังสือพิมพ์ของไทยรัฐที่เคลื่อนที่เร็วไปทั่วประเทศรับไปส่งให้ฟรี เมื่อธุรกิจของไทยรัฐเติบใหญ่ขึ้นก็สามารถไปช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมได้รวดเร็วมากกว่าภาครัฐซึ่งมีกฎระเบียบมาก คุณกำพลยังหวนรำลึกว่าตนเองยากจน มีการศึกษาน้อย จึงคิดสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารให้เด็กๆ ที่ยากจนได้มีที่เรียน อันเป็นที่มาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยากว่า 100 แห่ง ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐระดมทุนสร้างขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ
เป็นตัวอย่างของนักธุรกิจที่มีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และธุรกิจเพื่อการพัฒนา อันมีความหมายว่าธุรกิจไม่ใช่กิจการเพื่อแสวงหาความร่ำรวยเข้าตัวเองแต่ฝ่ายเดียว แต่สามารถทำให้เพื่อนมนุษย์ดีขึ้นด้วย หรือธุรกิจที่มิได้มีแต่มูลค่า แต่เป็นธุรกิจที่มีคุณค่าด้วย
ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อน ภาคธุรกิจเป็นภาคที่แข็งแรงมากที่สุด โดยมีคนเก่งๆ จำนวนมากและมีความสามารถในการจัดการสูงสุด การจัดการเป็นภูมิปัญญาที่ทำให้ทำอะไรๆ ได้สำเร็จ หรือทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ “Management makes the impossible possible” แต่เป็นภูมิปัญญาที่เกือบจะขาดแคลนโดยสิ้นเชิงในภาคอื่นๆ เพราะการศึกษาแบบท่องวิชาทำให้จัดการไม่เป็น เมื่อจัดการไม่เป็นก็ทำอะไรไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ปัญหาสะสมมากขึ้นๆ จนวิกฤติ
ภาคธุรกิจเพื่อการพัฒนาจึงน่าจะเป็นระเบียบวาระที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาติ
ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทในการพัฒนาได้ทุกอย่าง รวมถึงในเรื่องที่แม้รัฐหรือชุมชนท้องถิ่น หรือภาคประชาสังคมก็ทำไม่ได้ เพราะต้องการทุนขนาดใหญ่ และความสามารถในการจัดการสูง จะขอยกตัวอย่างภาคธุรกิจเพื่อการพัฒนาเพียง 7 ประการ ดังต่อไปนี้
(1) ภาคธุรกิจกับการบรรเทาหายนภัย สภาวะโลกร้อนจะนำมาซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ลมพายุรุนแรง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นสึนามิ ภาคธุรกิจมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ได้ฉับไวมากกว่าภาครัฐ ซึ่งถูกผูกมัดด้วยกฎระเบียบมากมาย
(2) ภาคธุรกิจกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแรงจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ชุมชนท้องถิ่นจะแข็งแรงต่อเมื่อมีองค์กรจัดการที่มีสมรรถนะในการจัดการสูง ภาคธุรกิจเป็นภาคที่มีสมรรถนะในการจัดการสูงกว่าภาคอื่นๆ จึงอยู่ในฐานะที่ดีที่จะเข้ามาส่งเสริมสมรรถนะในการจัดการขององค์กรชุมชนท้องถิ่น
(3) ภาคธุรกิจกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาค กับเศรษฐกิจชุมชนให้เกื้อกูลกัน เศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนมีจุดแข็งต่างกัน เศรษฐกิจมหภาคคือเศรษฐกิจพลังแต่ขาดความทั่วถึง เศรษฐกิจชุมชนมีจุดแข็งคือการกระจายและความทั่วถึงแต่ขาดพลัง ถ้าเชื่อมโยงทั้งสองให้เกื้อกูลกันจะมีทั้งความทั่วถึงและพลัง
ภาคธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในฐานะจะไปเชื่อมต่อให้รายย่อยมีโอกาสมากขึ้น และเก่งขึ้นด้วยประการต่างๆ ดังที่ภาคธุรกิจกำลังทำกันมากขึ้นๆ รายย่อยหรือเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแรงก็จะเกื้อกูลเศรษฐกิจมหภาคด้วย เช่น มีกำลังซื้อมากขึ้นและเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ หรือพัฒนาคุณภาพได้ง่าย เป็นต้น
(4) ตัวอย่างของธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อสังคม
(ก) ส่งอาหารไทยไปขายทั่วโลก
(ข) โยงกลับมาที่ชุมชน อาหารไทยนอกจากอร่อยเป็น 1 ใน 5 อาหารโลก คือ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาเลียน และไทย แล้วยังเป็นอาหารสุขภาพ คนไทยต้องใช้เป็นโอกาสทำให้อาหารขายดีทั่วโลก ซึ่งจะเป็นรายได้มหึมา และจัดการให้กระจายไปสู่ประชาชนทั่วไปในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมอาหาร ยกตัวอย่าง ถ้าสามารถพัฒนาหีบห่อ (package) อินสแตนท์ต้มยำที่อร่อยสุดๆ อันได้มาตรฐานที่ชุมชนสามารถผลิตได้ ก็จะมีส่วนแบ่งรายได้อย่างเป็นธรรม เป็นต้น
(ค) มีอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานีที่ส่งไปขายชาวมุสลิมทั่วโลก โลกมุสลิมมีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน คำว่า "ปัตตานี" ในภาคใต้ของไทยก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางถ้ามีโรงงานอาหารฮาลาลปัตตานีที่ถูกต้องตามหลักศาสนา แถมด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ สามารถตรวจดีเอ็นเอไม่ให้มีหมูปนแม้แต่ไม่กี่อณู ทำให้สวยและอร่อย และกระจายรายได้ให้ชาวมุสลิมทุกคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือให้เขามีส่วนเป็นเจ้าของโรงงานอาหารฮาลาลปัตตานีด้วยความภูมิใจในอัตลักษณ์ปัตตานีและการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะช่วยลดความเครียด และสร้างความร่มเย็นเป็นสุข
"...ชีวิตของคุณกำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างให้เรียนรู้ได้ในหลายมิติ
และช่วยชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทย..."
นี้เป็นตัวอย่างของการใช้ธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อสังคม ที่ภาครัฐก็ดี ชุมชนท้องถิ่นก็ดี ภาคประชาสังคมก็ดี ไม่สามารถทำได้เพราะต้องใช้ทุนขนาดใหญ่ และสมรรถนะในการจัดการระดับโลก
(5) ภาคธุรกิจกับการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนเก่งทั้งประเทศ ดังที่กล่าวในตอน 2 โดยเปลี่ยนการเรียนรู้จากการท่องตำรามาเป็นการเรียนรู้ในฐานการทำงาน (Work-based learning) ดังตัวอย่างการเรียนรู้ของคุณกำพล วัชรพล
(6) ภาคธุรกิจกับการผลิตความเข้มแข็งของอาเซียน ประเทศในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน เป็น 2 เท่าของสหรัฐอเมริกา และใหญ่กว่าอียู 29 ประเทศ รวมกันเล็กน้อย ฉะนั้นถ้าอาเซียนผนึกกันอย่างแข็งแรงจะเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สังคม และสันติภาพ ที่มีความหมายต่อโลกมาก ลำพังภาครัฐและภาคมหาวิทยาลัยยังเชื่องช้า เพราะอยู่ในความเป็นระบบราชการมานาน ภาคธุรกิจซึ่งแข็งแรงและคล่องตัวกว่า ควรจะเข้ามามีบทบาทในการผนึกอาเซียนให้เข้มแข็ง และส่งคนไทยเก่งๆ ไปมีบทบาทในโลกสากล
(7) ภาคธุรกิจกับการสนับสนุนให้เกิดคลังสมอง (Think Tank) เพื่อประเทศไทย ประเทศไทยมีโอกาสที่จะทำอะไรดีๆ มากมาย ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ แต่เราขาดนักคิดที่เก่งๆ เพราะระบบราชการที่เน้นการควบคุม และระบบการศึกษาที่เน้นการท่องจำ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามี Think Tanks ประเภทต่างๆ จำนวนมาก และจีนก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยเกือบไม่มีเลย ในระบบราชการเกิดได้ยาก ในหมู่มหาวิทยาลัยก็ยังขาดความคิดที่จะเกิด ภาคธุรกิจน่าจะต้องริเริ่มสร้างคลังสมองเพื่อประเทศไทย
ทั้ง 7 ประการข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างภาคธุรกิจเพื่อการพัฒนายังทำอะไรอื่นๆ ได้อีกมากมาย ภาคธุรกิจก็มีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันไปทั่วประเทศอยู่แล้ว คือสภาหอการค้าไทยในระดับชาติ และหอการค้าจังหวัดทุกจังหวัด สภาหอการค้าไทยอาจจะตั้ง "สภาธุรกิจเพื่อการพัฒนา" (Business Council for Development) ซึ่งมีทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และอาจมีระดับอำเภอด้วย เป็นเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อการพัฒนา ที่ทำงานเป็นภาคีกับภาคอื่นๆ เช่น ชุมชนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคการสื่อสาร
บทบาทของภาคธุรกิจในการพัฒนาน่าจะเป็นพลังสำคัญที่ยกระดับการพัฒนาประเทศไทยไปไกลแสนไกล
ชีวิตของคุณกำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างให้เรียนรู้ได้ในหลายมิติ และช่วยชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทยจะเห็นว่าทิศทางใหญ่ๆ เพียง 3 ประการ ที่ยกขึ้นมาก็สามารถสร้างพลังแผ่นดินหรือภูมิพละอย่างมหาศาลเพื่อประเทศไทยจะสามารถยกระดับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นั่นคือ
หนึ่ง โดยดูตัวอย่างของคุณกำพล คนเกิดมาจนและมีการศึกษาน้อย แต่มีศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นมนุษย์ของตัวเอง มีพลังสร้างสรรค์อย่างมหาศาลในตน สามัญชนคนไทยทั้งประเทศก็สามารถมีสำนึกในศักดิ์ศรี และศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตนเอง และเกิดพลังสร้างสรรค์ในตัวเองทำนองเดียวกับคุณกำพล
สอง ตัวอย่างการเรียนรู้ของคุณกำพลชี้ทิศทางการปฏิรูปการเรียนรู้ของประเทศ ให้คนไทยทั้งชาติเป็นคนทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง คุณกำพลเป็นคนมีการศึกษา (ในระบบ) น้อย แต่มีการเรียนรู้มาก คือเรียนรู้ในฐานการทำงาน (Work-based learning) การเรียนรู้ในฐานการทำงานทำให้ทำงานเก่ง คิดเก่ง และจัดการเก่ง ทำให้ประสบความสำเร็จสูง หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือปฏิรูปการเรียนรู้ จากการท่องวิชาเป็นฐาน เป็นการเรียนรู้จากฐานการทำงาน หรือเรียนรู้แบบกำพล วัชรพล
สาม คุณกำพลเป็นตัวอย่างของนักธุรกิจที่มีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และใช้ธุรกิจเพื่อการพัฒนาภาคธุรกิจเป็นภาคที่แข็งแรงที่สุด และมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ก็ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของคนทุกคน ถ้ารดน้ำพรวนดินให้งอกงาม และภาคธุรกิจทำงานเพื่อพัฒนาประเทศไทยด้วยประเทศก็จะเกิดพลังสร้างสรรค์อย่างมหาศาล
อาณาจักรไทยรัฐก็มีพลังในการสื่อสารอย่างมหาศาลในหลายช่องทาง และชาวไทยรัฐก็รักและบูชาคุณกำพล วัชรพล กันทุกคน ซึ่งถือเป็นมงคลอันสูงสุด ตามพระพุทธวจนะที่ว่า "ปูชา จะ ปูชนียานัง เอตัมมังคลมุตตมัง" ถ้าใช้โอกาส 100 ปีแห่งชาตกาลของคุณกำพล วัชรพล ในปีนี้ และเป็นปีที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องคุณกำพล วัชรพล เป็นบุคคลสำคัญของโลกเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวางว่าชีวิตของคุณกำพล ชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทยอย่างไรบ้าง น่าจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทิศทางอนาคตของประเทศไทย
อันจะทำให้แผ่นดินนี้มีพลังที่จะสร้างสรรค์ประเทศของเราให้งดงามเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ที่ลูกหลานของเราจะได้อยู่ร่วมกันด้วยศานติสุข และภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นคนไทย อันเป็นความฝันสูงสุดของกำพล วัชรพล สามัญชนคนสำคัญของโลก ฉะนี้.