ข่าว
100 year

ชี้ดูแลปฐมวัยได้คุณภาพระยะยาว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์9 ธ.ค. 2562 09:50 น.
SHARE

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี ผ่านการประเมินโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment : PISA) ปี 2018 และ 2015 พบว่า ประเทศที่เยาวชนกลุ่มอายุ 15 ปี สามารถทำคะแนนได้ดี มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนปีที่ใช้ในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัย

โดยพบว่าผู้ที่ได้เรียนปฐมวัยเพียง 1 ปีหรือน้อยกว่านั้นจะมีผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำกว่าผู้ที่มีโอกาสได้เรียน 2-3 ปีขึ้นไปเป็นอย่างมาก ดังนั้น ภาครัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมุ่งช่วยเหลือครอบครัวของเด็กเล็กที่อยู่ในกลุ่มที่มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ได้มีโอกาสในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยเพื่อผลในระยะยาว

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ปี เป็นช่วงที่สำคัญอย่างมาก โดยพบว่าครอบครัวยากจนจะนำบุตรหลานเข้าเรียนระดับอนุบาลล่าช้าหรือไม่ได้เข้าเรียน ทำให้เด็กเหล่านี้มีพัฒนาการด้านต่างๆที่ล่าช้าไม่ทันเพื่อนตั้งแต่ชั้น ป.1 และมีแนวโน้มแย่ลงในอนาคต จากสถานการณ์ดังกล่าว กสศ.และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงร่วมกันพัฒนาเครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย หรือ School Readiness Survey (SRS) ระดับจังหวัดขึ้น เพื่อเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์ด้านพัฒนาการและความ พร้อมของเด็กปฐมวัยก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ ทั้งในแง่ของสถานการณ์ปัญหาเด็กยังไม่เข้าเรียนอนุบาล และระดับพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆของเด็กวัยนี้ โดยมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุดในระยะยาว 7-12 เท่า โดยปี 2563 กสศ.จะขยายผลการสนับสนุนทุนเสมอภาคที่จะช่วยป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบให้ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นอนุบาลในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ราว 1.5 แสนคน ซึ่งต้องขึ้นกับว่า กสศ.จะสามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณในส่วนที่ถูกตัดลดได้หรือไม่

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หากเราให้ความสำคัญกับจำนวนเด็กหางแถว หรือเด็กที่มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็มในแต่ละพื้นที่มากกว่าระดับคะแนนเฉลี่ย จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความเอาใจใส่กับพื้นที่ที่มีสัดส่วนนักเรียนหางแถวที่สูงเป็นพิเศษ โดยควรสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปฐมวัยกสศ.ไกรยส ภัทราวาทเด็กปฐมวัยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบายมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยการศึกษา

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้