ข่าว
100 year

แบตเตอรี่แห่งเอเชีย คราบน้ำตาลุ่มน้ำโขง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ส.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

ในช่วงนี้ภาพ “แม่น้ำโขง” แห้งเหือดน้ำลดลงรวดเร็วผิดปกติ มองเห็นสันดอนทราย โขดหิน หรือเกาะแก่งกลางแม่น้ำที่เกิดขึ้นในเดือนเจ็ด หรือเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วง “ฤดูฝน” กลายเป็นเรื่อง “ประหลาดที่แฝงด้วยความน่ากลัว” เพราะการแห้งของน้ำนี้ มักเกิดเฉพาะช่วง มี.ค.-เม.ย.ของช่วง “ฤดูแล้ง” เท่านั้น

สิ่งนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบประวัติศาสตร์ 100 ปี มีผลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ในแง่ “ระบบนิเวศถูกทำลาย” และยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอาศัย 2 ฝั่งริมน้ำโขง...

ที่มาของการผันผวนระดับน้ำนี้ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...ที่ไม่ใช่เกิดจากธรรมชาติ...แต่กลับเกิดจาก “ฝีมือคน” สร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลตามธรรมชาติ จนเกิดปัญหาทำลายวิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำโขง และสัตว์น้ำโขงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์แม่น้ำโขงแห้งเหือดช่วงหน้าฝนนี้ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.มหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง ให้ข้อมูลว่า ในช่วงอายุชีวิตของคนนี้ ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แม่น้ำโขงแห้งขอดมากขนาดนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์...

ต้องจารึกการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงครั้งใหญ่ในอนาคตนี้...

สาเหตุมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่หนึ่ง...ผลกระทบในเรื่องของประเทศจีนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโขง 6 แห่ง พื้นที่สุดเขตจีนมีเขื่อนสุดท้าย คือ เขื่อนจิงหง ในพื้นที่เชียงรุ้ง สามารถควบคุมน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน จนเกิดความผิดปกติ น้ำขึ้น-ลงไม่เป็นธรรมชาติในบางปี...ยังมีช่วงปิดเขื่อนซ่อมบำรุงปล่อยน้ำมาน้อยอีก...

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

มีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำโขง และระบบนิเวศในพื้นที่ใต้เขื่อน และยาวมาถึงประเทศไทยในพื้นที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น และสิ้นสุดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย

ส่วนที่สอง...ผลกระทบในเรื่องเขื่อนไซยะบุรี มีการก่อสร้างเมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณ 200 กม. ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า มีกลุ่มนักธุรกิจไทยร่วมมือกับ สปป.ลาว ที่เรียกว่า “เขื่อนลาว สัญชาติไทย” ที่มีการก่อสร้างเสร็จไปไม่นานมานี้

เขื่อนนี้จะมีผลกระทบต่อแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายเขื่อน ในประเทศลาว และยาวมาถึงเขตประเทศไทยอย่างรุนแรง

ยกตัวอย่าง...ต้นเดือน ก.ค.มานี้ ได้กักเก็บน้ำบางส่วนเพื่อใช้ทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 17-19 ก.ค.ที่ผ่านมาทำให้แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบอย่างรุนแรงของระบบนิเวศ รวมถึงผู้ที่อยู่อาศัย 2 ฝั่งริมน้ำแห่งนี้ ใน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตั้งแต่ อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย อ.สังคม จ.หนองคาย ยาวมาถึง จ.บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ จ.อุบลราชธานี รวมถึงผลกระทบต่อประเทศท้ายแม่น้ำโขง เช่น ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม สิ่งที่น่าห่วงในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีการทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งมาขายให้กับประเทศไทย...

“ปัญหามีอยู่ว่า...ในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้น ทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างใน 7 จังหวัด ต้องเผชิญสภาวะน้ำแห้งขอดอย่าง รวดเร็วอีกครั้ง และนับจากนั้น...น้ำในแม่น้ำโขงจะมีลักษณะผันผวน...เพราะมีการเปิดใช้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้บางครั้งแม่น้ำโขงจะเกิดสภาวะน้ำแห้งแบบไม่มีสาเหตุ...บางครั้งก็มีน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...ทำลายระบบนิเวศ และเกิดน้ำท่วมบ้านเรือนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย” ดร.ไชยณรงค์ ว่า

ตามธรรมชาติ “แม่น้ำโขง” ในช่วง “ฤดูแล้ง” เดือน มี.ค.-เม.ย. สภาพน้ำจะค่อยปรับระดับลงอย่างช้าๆ เริ่มมองเห็นป่าบุ่ง ป่าทาม ไม้พุ่ม ต้นไคร่ จากนั้น “กลุ่มปลากินพืช” อพยพเข้าหากินดอกต้นไคร่ และวางไข่ เมื่อเข้าสู่ช่วง “เข้าพรรษา” ในช่วงเดือน ก.ค.ทุกปี น้ำก็ค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้น และมีน้ำหลากเต็มที่ในเดือน ส.ค.-ก.ย.

และเดือน ต.ค. น้ำก็จะลดระดับลงเข้าสู่ “ฤดูแล้ง” ในช่วงนี้มักมีน้ำจากประเทศจีน หรือแม่น้ำโขงตอนบนเข้ามามีอิทธิพลช่วยในการหล่อเลี้ยง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนน้ำมีมากหรือน้อยนั้น...ขึ้นอยู่กับการปล่อยของประเทศจีน และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ำมาจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง

การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ถือว่า “ตอกย้ำ”...ผลกระทบให้เกิดขึ้นทั้งปี ไม่ว่า...ฤดูแล้ง หรือฤดูฝน

ที่อาจเกิดปรากฏการณ์น้ำแห้งขอดสุดขีด จนสามารถเดินข้ามฝั่งแม่น้ำโขงในบางช่วงได้ และการขาดแคลนน้ำครั้งนี้ มีลักษณะลดฉับพลัน...แบบทันที...ทันใด

สิ่งที่ตามมา...ลูกปลา แม่ปลาไข่เต็มท้อง หอย กุ้ง ปู หนีลงน้ำไม่ทัน... ก็จะตายเกลื่อน รวมถึงป่าบุ่ง ป่าทาม ไม้พุ่ม ต้นไคร่ ก็ยืนต้นตายเช่นกัน กลายเป็นว่าระบบนิเวศถูกทำลายเกือบทั้งหมด เช่น ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงที่ผ่านมา ที่ อ.สังคม พื้นที่แหล่งอาศัยสัตว์น้ำเสียหายร้อยละ 60 ส่วนสัตว์น้ำตายประเมินไม่ได้

ที่เรียกได้ว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เสียหายหนัก และอาจจะไม่มีโอกาสฟื้นอีกครั้ง...

หนำซ้ำ...“ปลาบึก” และ “ปลาขนาดใหญ่” ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน ตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง มักอาศัยอยู่ตามจุดน้ำลึก ที่เรียกว่า “วังปลา” มีอยู่เป็นระยะๆตามแม่น้ำโขง อาทิ อ.สังคม จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ บ้านเวินบึก อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ และในช่วงน้ำหลากจะว่ายน้ำขึ้นไปยังแม่น้ำโขงตอนบนเพื่อวางไข่

เมื่อมีเขื่อนไซยะบุรีปิดกั้นก็ไม่สามารถอพยพกลับลงมาแม่น้ำโขงตอนล่างได้เช่นเดิม และแถมการ เปิด–ปิดประตูน้ำในเขื่อนนี้ น้ำในแม่น้ำโขง มีลักษณะขึ้นลงแบบฉับพลัน ทำให้เกิด “สภาวะปลาหลงฤดู” สุดท้ายปลาบึกและปลาขนาดใหญ่ก็ไม่วางไข่ กลายเป็นสูญพันธุ์ไป...

ทว่า...ผลกระทบกับประชาชนผู้อาศัยอยู่ 2 ฝั่งริมแม่น้ำโขงนั้น เดิมการสร้างเขื่อนของประเทศจีน 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็มีสภาวะน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติอยู่แล้ว แต่ไม่รุนแรงมากนัก ยิ่งมีการสร้างเขื่อนขึ้นอีก ผลกระทบอันดับแรกเลย...กลุ่มประมงไม่มีปลาให้จับ และอาชีพประมงจะสูญสิ้นไป

อีกทั้ง...อาจจะต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำดิบทำน้ำประปา เช่น วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา เขื่อนไซยะบุรีปิดประตูกักน้ำไว้ทำให้พื้นที่ใน จ.หนองคาย ประกาศไม่มีน้ำดิบ ต้องหยุดจ่ายน้ำประปาชั่วคราว แต่ปัญหานี้มองว่าน่าจะแก้ไขไปได้... แต่ว่า...“ภาคการเกษตร” ส่วนใหญ่มีการใช้น้ำในแม่น้ำโขงในการทำการเกษตรเป็นหลัก มีความเสียหายขึ้นแล้วร้อยละ 50 โดยเฉพาะนาข้าวยืนต้นตาย และมีความเสี่ยงระยะยาวที่เกษตรกร อาจไม่มีน้ำเหมือนทุกปี

มองว่า...แนวทางแก้ปัญหานี้มี 2 ทาง คือ ทางที่หนึ่ง...สาเหตุผลกระทบจากเขื่อนในประเทศจีน ในประเทศลุ่มน้ำโขง ต้องตั้งโต๊ะหารือวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้กระทบระบบนิเวศ และผู้อาศัยอยู่ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่เคยร้องขอต่อประเทศจีนมาแล้ว และจีนอ้างว่า “ภัยแล้ง” นั้น เกิดจากภูมิประเทศ จึงยอมปล่อยน้ำช่วยเหลือ...

กลายเป็นเรื่อง “บุญคุณ” ทั้งที่ตัวเองเป็นตัวต้นเหตุปัญหานี้มานานกว่า 20 ปี

ทางที่สอง...สาเหตุมาจากเขื่อนไซยะบุรี ควรพิจารณาใหม่...เพราะเกิดความเสียหายกับประชาชน 60 ล้านคน ที่ผ่านมาประเทศลุ่มน้ำโขง เคยศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบในเชิงยุทธศาสตร์ และเสนอเลื่อนการสร้างเขื่อนทุกชนิดที่ปิดกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างออกไป 10 ปี แต่กลับไม่มีใครรับฟังการคัดค้านนี้

แต่เงื่อนปัญหาสำคัญในเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยาก เพราะ สปป.ลาว เคยประกาศต้องการเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” เมื่อครบสัญญาการใช้เขื่อนนี้แล้ว...ต้องถ่ายโอนให้กับประเทศลาวอย่างถาวร

นี่อาจจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนของตัวแทนประชาชนลุ่มน้ำโขง 60 ล้านคน ที่ยังมีหวังเล็กๆว่า...วันหนึ่ง...จะมีใครมองเห็นความเดือดร้อน ก่อนที่ระบบนิเวศจะเสียหายถาวร.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แม่น้ำโขงภัยแล้งเขื่อนจิงหงเขื่อนไซยะบุรีจีนลาวสกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้