ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนต้องการความสุข ความสมหวังด้วยกันทั้งสิ้น ความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้มีปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพจากการมีอาชีพ...หน้าที่การงานอย่างขึ้นหน้าชูตา เป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคม ทั้งระดับชุมชน หมู่บ้าน ภูมิภาคประเทศชาติเป็นที่สุด...รวมถึงสังคมโลก

“ความสุข” ที่เกิดขึ้นจากภายในครอบครัว ภายในชุมชน ภายในท้องถิ่นอบอุ่น แต่ละชีวิตต่างอยู่เย็นเป็นสุข มีความอิ่มเอิบใจ สำราญใจ มีวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมอันงดงาม เป็นที่นิยมชมชอบของผู้พบเห็น สัญลักษณ์แห่ง “ความสงบ” และ “ความสุข” ก็จะเกิดขึ้นกับบุคคลนั้นครอบครัวและสังคมนั้น

ในทางตรงกันข้ามคนที่มีชีวิตเกิดมาบนความขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ...ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เห็นแก่ตัว มีอิทธิพลข่มขู่สร้างความขัดแย้งโดยถือว่าตนเป็นใหญ่ ไม่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

เกิดการละเมิดศีลธรรมตามหลักคำสอนของศาสนา ประพฤติผิดกติกาสังคม...กฎหมายบ้านเมือง ปกครองคนขาดหลักนิติธรรม ศีลธรรม...สุดท้ายผลที่ติดตามมาก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคนทำไม่ดี “หน้าไหว้หลังหลอก” ในที่สุดก็สร้างความสับสนวุ่นวายขึ้นมา

เกิดความทุกข์ยากในทุกหย่อมหญ้า ล้วนแล้วมาจาก “ไม่หน้ายิ้ม ไม่นิ่มนวล” นี่เอง

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม.บอกว่า ภาษากายย่อมบ่งบอกถึงภาษาใจไปในตัวใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้แล้ว ทุกข์และสุขล้วนเกิดที่ใจ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว คำสอนของแต่ละศาสนาจึงเน้นให้ผู้คนได้ดูแลใจ

รักษา “ใจ” ให้สะอาด บริสุทธิ์ สดใสอยู่เสมอ

เมื่อคนเรามีจิตใจที่สดใสขึ้นมาแล้วก็จะเริ่มสะท้อนให้เห็นออกมาทางวาจาและทางกายตามลำดับ คนที่พูดสุภาพอ่อนโยนแสดงว่าเป็นคนที่มีจิตใจงดงามสมควรเข้าไปใกล้...เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คนที่มีสำเนียงของการพูดที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เอาอกเอาใจคนอื่นย่อมสื่อให้เห็นว่าเป็นคนที่มีจิตเมตตาปรานี ต้องการให้ความช่วยเหลือปลดทุกข์แก่ผู้อื่น คนที่กระทำก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นย่อมถือว่า “เป็นคนดี” สามารถคบหาได้

...

แต่คนที่อ้างว่าจะช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้ พอได้โอกาสทางสังคมแล้วก็หายหน้าไปอย่างไม่ไยดีเลย คำสัญญาที่เคยให้ไว้ก็ไม่นำพาไปสู่การปฏิบัติ...บุคคลเช่นนั้นนับเป็น “ผู้ลวงโลก” เป็นผู้นำของครอบครัว ของชุมชน ของสังคม และของประเทศชาติไม่ได้

“การคบหาสมาคมซึ่งกันและกันก็เฉกเช่นเดียวกัน คนที่มีหน้าตาไม่สวยไม่หล่อแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส ชวนให้อยากคุยด้วยชวนให้อยากเข้าใกล้ด้วย ชวนให้อยากเกี่ยวข้องด้วย อย่างน้อยบุคคลเช่นนี้ก็คาดหวังได้ว่าจะเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม มีความสุขในชีวิตอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผิดกับคนหน้าบูด หน้านิ่วคิ้วขมวด พูดจาไม่สุภาพ...โผงผางกลายเป็นคนขวานผ่าซากอารมณ์ร้อน ย่อมบ่งบอกถึงส่วนลึกของหัวใจว่าเป็นคนไม่มีความสุข”

แต่...อาจจะมีโอกาส มีอำนาจวาสนา มีบทบาททางสังคมอยู่บ้าง สุดท้าย...เมื่อบทบาทได้จบสิ้นหรือหมดหายไป ซากที่เหลือจากการที่เป็นบุคคลเช่นนั้นก็จะกลายเป็น “ชะตากรรม” ให้ตนเองได้รับและผู้คนในสังคมได้รับ ดังนั้น...เมื่อ “ผู้นำ” ไม่มีความสุข แล้วก็อย่าหวังเลยว่าผู้ตามจะมีความสุข

“บิดา...มารดาไม่มีความสุขก็อย่าหวังเลยว่าบุตร...ธิดาจะมีความสุข ความสุขจะเกิดขึ้นบนแห่งหนตำบลใดก็ต้องเริ่มที่ตัวเราหรือตัวบุคคลเป็นสำคัญ สยามเมืองยิ้ม...จะมีต่อไปหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น เราไม่ต้องไปเรียกร้องหารอยยิ้มจากที่แห่งหนตำบลใดอีกแล้ว เริ่มที่ตัวเรา ตัดสินใจอนาคตและสังคมเราด้วยตัวเรา”

“ผู้นำ” ที่ดีประกอบด้วย...หน้ายิ้ม นิ่มนวล ชวนงาน สานความคิด กิจยุติธรรม นำนโยบาย ง่ายเข้าหา กล้าตัดสินใจ ส่วนผู้นำที่เลว ประกอบด้วย...หน้างอ รอนาน งานมาก ปากเสีย เมียคุม กลุ้มหนี้ขี้ยา อารมณ์ร้อน เป็นต้น...ขอฝากให้เป็นข้อคิดและแนวทางแห่งการปฏิบัติของผู้คนในสังคมไทย

อดีตเราเคยสัมผัสมาแล้วและปัจจุบันเรากำลังสัมผัสกันอยู่ ส่วนอนาคตเป็นเรื่องของเราที่จะเป็นผู้กำหนดคิด จะตัดสินใจให้ใครมาเป็นคู่ครองของชีวิตเรา จะให้ใครมาดูแลชีวิตของเรา

จะให้ใครมาเป็น “เจ้านาย” หรือ “ผู้ปกครอง” ของเรา ขอให้ใช้สติและปัญญารวมถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตมาเป็นเครื่องตัดสินใจของเราได้เลยและได้แล้ว อย่าได้หลงกลเล่ห์จากคำหวานที่ออกมาจากปากแต่ไร้ซึ่งความจริงใจอีกต่อไป สิ่งที่เป็นความหวานอันอมตะคือ “น้ำตาล”

ทุกศาสนาล้วนสอนให้มนุษย์เราเป็นคนดี ทว่าจะมีศาสนิกชนท่านใดได้นำเอาหลักธรรมคำสอนของพระศาสดาไปประพฤติปฏิบัติหรือไม่เท่านั้นเป็นอีกเรื่อง

พระมหาสมัย ย้ำว่า หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาคือ ให้ละชั่ว ให้ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส บางคนก็สอนยาก บางคนก็สอนง่าย เมื่อเป็นเช่นนั้นพระพุทธองค์จึงเปรียบเทียบคนเรามี 4 จำพวก คือ...

อุคฆฏิตัญญู คือ...ว่านอนสอนง่าย พอได้รับฟังก็นำไปปฏิบัติจนเห็นผลทันทีเปรียบเสมือนดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว พร้อมที่จะรองรับแสงแดดที่ส่องเข้ามาแล้วก็เบ่งบานไปในที่สุด วิปจิตัญญู คือ...ว่านอนสอนง่าย แต่ต้องอธิบายเพิ่มเติมให้ชัดเจนจึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในที่สุดก็สอนรู้เรื่องเปรียบเสมือนดอกบัวที่กำลังจะพ้นน้ำ อีกไม่นานก็จะเติบโตขึ้นรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ เนยยะ คือ...พอคอยแนะนำพร่ำสอนได้ แต่ต้องใช้การแนะนำเป็นระยะเวลาพอสมควร แล้วให้เรียนรู้ไปอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้แล้วฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดก็พอไปได้และไปรอด

...เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ในน้ำรออีกหลายวันก็จะเติบโตเบ่งบานขึ้นมาและรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ต่อไป แต่ต้องรอเวลาอีกนานพอสมควร

และสุดท้ายคนเราอีกชนิดหนึ่ง ปทปรมะ คือ...บุคคลที่ไม่สามารถพร่ำสอนหรือแนะนำได้เลย หมดหนทางที่จะเยียวยารักษาหรือจะฉุดรั้งให้เป็นคนดีได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้โคลนตมมีแต่จะกลายเป็นอาหารของปลาและเต่าไปในที่สุด

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน บางคนสอนง่าย บางคนพอสอนได้บางคนว่ายากสอนยากแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นลูกหลานของสังคมเราที่พวกเขาจะต้องเติบโตขึ้นมาเป็น “เยาวชนและพลเมือง” ให้กับสังคมและชาติบ้านเมืองของเรา จะต้องทุ่มเทแนะนำพร่ำสอน เลี้ยงดูให้พวกเขาได้รับความรู้ความเข้าใจ ให้ได้รับข้าวน้ำโภชนาการที่สมบูรณ์...เพียงพอแก่วัยพวกเขา ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคน

ไม่ว่าบิดาหรือมารดาผู้ให้กำเนิด ผู้คนที่อยู่รอบข้าง ครูบาอาจารย์ ผู้คนในชุมชน...สังคมช่วยกันสอน เลี้ยงดูพวกเขาไปด้วย ช่วยกันประพฤติตนแต่ในทางที่ถูกที่ควร ขยันทำหน้าที่การงาน ขยันประกอบอาชีพที่สุจริตเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อย่าประพฤติผิดศีลธรรม อย่าละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ประพฤติตนให้เป็น “ตัวอย่างที่ดี” ทั้งต่อหน้า...ลับหลัง

ในที่สุดเราก็จะได้กลายเป็น “ต้นฉบับของคนดี” อย่างที่ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆเลย

หน้ายิ้ม นิ่มนวล ชวนงาน สานความคิด กิจยุติธรรม นำนโยบาย ง่ายเข้าหา กล้าตัดสินใจ น่าจะเป็นทางเลือกและทางออกของสังคมไทยในการที่จะให้พวกเขามาเป็นผู้ดูแลสังคม...ชาติบ้านเมืองของเรา... “สยามเมืองยิ้มของเรา” จะได้กลับคืนมาเป็นเอกลักษณ์คนไทย...ชาติไทยไปตราบนานแสนนาน.