“สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายปรีชา จอดนอก ชื่อเล่นโอมาน โตขึ้นผมอยากเป็นนักฟุตบอลครับ” คำแนะนำตัวสั้นๆ ของน้องโอมานที่บอกถึงชื่อเสียงเรียงนาม และความฝันของเขา ซึ่งคงไม่ต่างจากเด็กไทยทั่วไป ที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอล แต่ความแตกต่างก็คือ โอมาน เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน แม่ของเขาเก็บขวดขายและบางทีต้องเดินทางไปหางานทำ ฝากฝังให้โอมานอยู่กับย่า ในบ้านหลังน้อยที่ปลูกสร้างจากวัสดุเหลือทิ้ง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา พร้อมด้วยญาติๆ ที่เป็นสมาชิกครอบครัวอีกร่วมสิบชีวิต

หากคุณได้ผ่านตาแคมเปญรณรงค์ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่อง “จดหมายลาครู” ที่ให้เด็กๆ เขียนถึงความจำเป็นในการต้องลาเรียนไปช่วยครอบครัวทำงานหาเงิน โอมาน ก็คือหนึ่งในเด็กที่ได้เขียนจดหมายลาครูมีเนื้อหาใจความว่า

“เรียนคุณครูประจำชั้น ป.5/2 ที่เคารพ เนื่องจากกระผมต้องช่วยแม่เก็บขวดและของเก่าขาย เพื่อนำเงินไปซื้อข้าวกินและเพื่อเอาเงินไปโรงเรียน หากผมไม่ช่วยแม่ แม่ก็จะหาของเก่าขายเพียงคนเดียว ซึ่งหาได้น้อย แล้วมีเงินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กระผมจึงลาหยุดเรียน เมื่อขายของได้เพียงพอผมจะกลับมาเรียนตามปกติ”

จากเนื้อความในจดหมายระบุว่าโอมานจะต้องไปช่วยแม่เก็บของเก่าขาย ซึ่งในความเป็นจริงการเก็บของเก่าขายก็ไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัว แม่ของโอมานจึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปหางานทำ และโอมานก็ยังคงคอยเก็บขวดเก็บของเก่าแถวบ้านไปขายอยู่ เพื่อจะสะสมเงินไปซื้อรองเท้าสตั๊ด สำหรับสานต่อความฝันในการเป็นนักฟุตบอล เพราะถึงแม้ตอนนี้โอมานจะเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน สามารถพาทีมไปคว้าชัยชนะได้หลายแมตช์ แต่โอมานก็ยังใช้รองเท้านักเรียนคู่เดียวคู่เดิม ทั้งใส่ไปโรงเรียน และใส่เล่นฟุตบอล รองเท้าสตั๊ดจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายเล็กๆ ของโอมานที่จะเอาเงินที่ขายของเก่าได้ไปซื้อรองเท้าสตั๊ดคู่เก่ง ยังไม่นับความฝันก้อนใหญ่ที่อยากให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข มีบ้าน มีที่ดิน ที่จะอยู่กันได้อย่างสุขสบาย และน้องได้เรียนในระดับสูงตามที่แม่ตั้งใจไว้

จากฐานข้อมูล กสศ.และกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กนักเรียนมากกว่า 2 ล้านคน ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีปัญหาความยากจนและมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักเรียนไม่ไปโรงเรียน ได้แก่ ความห่างไกลของสถานศึกษา ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าอาหาร หรือมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานแบ่งเบาภาระครอบครัว

ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้การช่วยเหลือ
กลุ่มเด็กที่มีความยากจนพิเศษ โดยการให้เงินช่วยเหลือไปยังกลุ่มเด็กที่ขาดแคลนอย่างตรงจุด ซึ่งมีข้อมูลในระบบ พบว่ามีเด็กไทยกว่า 500,000 คน ที่มีความจำเป็นต้องออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ และอีกกว่า 2 ล้านคนที่มีอุปสรรคจากความยากจน ซึ่งเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

หากเรานำทุกครอบครัวในประเทศไทยมาเรียงกันตามฐานะทางการเงิน จะมีเยาวชนเพียง 5% จากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมากที่สุด 20% แรก ที่เหลือรอดไปสู่การเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เหตุผลก็คือค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวต้องแบกรับในการส่งลูกหลานเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นนั้นสูงเกินกว่าที่ครอบครัวจะรับผิดชอบได้ รวมถึงการต้องการแรงงานเพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งหมดนี้จึงทำให้เด็กไทยที่มาจากครอบครัวที่ยากจนจำเป็นต้องหยุดโอกาสทางการศึกษาไว้กลางคัน เพื่อไปทำงานในอาชีพที่ไม่ได้ใช้ทักษะสูงมาก และนั่นก็ส่งผลให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสูงถึงปีละ 2 แสนล้านบาท ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศ เพื่อการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 20 ปีตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ

สามารถร่วมแบ่งปันบริจาคสู่น้องๆ ได้ที่ 02-079-5475 กด 1 โทรสาร 02-619-1812,02-619-1810 อีเมล์ : donation@eef.or.th , https://www.facebook.com/EEFthailand