พฤติกรรม...การรับบริการสุขภาพของคนไทย เชื่อว่าหากมีอาการเจ็บป่วยไม่มาก คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไป “ร้านยา” มากกว่าไป “คลินิก” หรือ “โรงพยาบาล” เพราะไม่อยากรอคิวนาน
ด้วยเหตุนี้ร้านยาจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชน อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาบทบาทการทำงานร่วมกับระบบสุขภาพอาจจะไม่ชัดเพราะส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน แต่ถ้าหากสามารถให้ร้านยาที่มีกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการทำงานได้ก็จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน
ทั้งยังคาดหวังกันว่า...“ร้านยา” อาจทำให้ภาพของระบบสุขภาพของประเทศไทยเปลี่ยนไปเลยก็ได้
“ร้านยาชุมชนอบอุ่น” อีกโครงการดีๆ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เห็นความสำคัญพยายามที่จะดึงร้านยาเข้ามาร่วมทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการ สปสช. บอกว่า สปสช.วิจัยมาแล้ว 10 ปี มีตัวเลขบางตัวที่น่าสนใจ คือ ในจำนวนคน 100 คน หากเจ็บป่วยขึ้นมา มี 20% ที่ไม่ได้ไปโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่เลือกที่จะไปร้านยาก่อน ขณะที่อีกตัวเลขหนึ่งพบว่ายังมีคนกว่า 65% ที่ไม่ได้รับการดูแลส่งเสริมสุขภาพอย่างเพียงพอ
นี่คือจุดที่ต้องหันมามองแล้วว่า “ร้านขายยา” หรือ “เภสัชกร” ต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลสุขภาพประชาชน ถือเป็นการยกระดับวิชาชีพเภสัชกรรมให้มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขมากขึ้นอีกด้วย
แน่นอนว่า...การทำให้ร้านยาเข้ามามีบทบาท ขั้นแรกก็ต้องทำให้อยู่ในระบบเสียก่อน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการ สปสช. จึงมีมติไปเมื่อไม่นานนี้ให้ร้านยาที่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ
พูดง่ายๆก็คือกฎหมายได้ประทับตราแล้วว่าร้านยาที่มาขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบ
...
ขั้นตอนต่อมา...การขับเคลื่อนให้ร้านยาเข้ามามีบทบาทในระบบ เบื้องต้น สปสช.ได้ทำโครงการนำร่องเป็นเวลา 6 เดือน รับสมัครร้านยาใน 11 เขตเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ ประกอบด้วย...เขตจอมทอง เขตบางกอกน้อย เขตลาดพร้าว เขตดอนเมือง เขตคันนายาว เขตบางแค เขตบางคอแหลม เขตบางขุนเทียน เขตจตุจักร เขตดุสิต เขตสวนหลวง และโอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในปีงบประมาณต่อไปจะประเมินผลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป นพ.จเด็จ ย้ำด้วยว่า
เบื้องต้น สปสช.มอบบทบาทแก่ร้านยาในเรื่องการดูแลเรื่อง...“ยา”
“การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (RDU)...การใช้ยาอย่างถูกต้อง”
ข้อมูลเสริมจากการวิจัยพบด้วยว่า ชาวบ้านเวลารับยาแล้วไปกองอยู่ที่บ้านปีหนึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท...เป็นความสูญเสียที่ไม่ควรสูญเสีย เราคิดว่าเภสัชกรเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะมีบทบาทตรงนี้ถ้าลดได้สัก 50% ก็เท่ากับประเทศชาติประหยัดเงินได้ 1,000 ล้านบาทแล้ว
ด้วยความที่วิถีชีวิตประชาชนมักจะเข้าร้านยามากกว่าไปโรงพยาบาลเจ็บป่วยเล็กน้อยเข้าร้านยา ดังนั้น อีกบทบาทหนึ่งคืออยากให้ร้านขายยาเป็นจุดเริ่มต้นในการคัดกรองความเสี่ยงของโรค เช่น เบาหวาน ความดัน
รวมทั้งให้คำแนะนำด้านสุขภาพ และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ทำได้ในร้านยา เช่น การให้คำแนะนำการเลิกบุหรี่ การวางแผนครอบครัว ฯลฯ
กิจกรรมเหล่านี้...เป็นเรื่องที่ร้านยาทำได้และทำอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมากขึ้น นี่ถือเป็นข้อดีเพราะเราอยู่ในชุมชน ได้รู้จักคนในชุมชน...มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี มันทำให้คุณค่าของการทำงานเพิ่มมากขึ้น
ภญ.เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง ผู้จัดการสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในร้านยาชุมชนอบอุ่นต้นแบบ เสริมว่า เริ่มตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้ามาต้องการซื้อยาก็ต้องมาที่เคาน์เตอร์ซึ่งมีเภสัชกรประจำอยู่ตลอด จะสอบถามว่าป่วยเป็นอะไร ซื้อยา...
แพ้ยาอะไร แล้วจ่ายยา
ในขั้นตอนนี้คนไข้ก็จะถูกชักชวน เช่น เป็นโรคอะไรหรือไม่ ถ้ายังไม่เป็นโรคก็จะถามว่าเคยคัดกรองความเสี่ยงหรือไม่ เคยตรวจสุขภาพประจำปีหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยก็จะเชิญเข้าไปพูดคุยกันเพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆและให้คำปรึกษา...ผู้รับบริการก็จะถูกเชิญเข้าไปนั่งคุยกันในห้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการการคัดกรองความเสี่ยง ข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ การกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย...แล้วก็ประเมินความเสี่ยงว่าเสี่ยงสูง ปานกลาง หรือต่ำ
“ถ้ามีความเสี่ยง เภสัชกรจะให้คำแนะนำในเรื่องนั้นๆ เช่น ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารหวานมันเค็ม ความเครียด สูบบุหรี่ กินเหล้า...ถ้าไม่อยากเป็นโรคต้องลดพฤติกรรมอะไรบ้างและวิธีการลดความเสี่ยงจะลดอย่างไร จะออกกำลังกายอย่างไรให้เหมาะกับอายุและไลฟ์สไตล์ การปรับเปลี่ยนอาหารกินผักมากขึ้น กินอาหารมากขึ้น”
ในกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” ก็จะคัดกรองความเสี่ยงโลหิตในสมองแตกเพิ่มขึ้นด้วย ให้คำแนะนำถ้าเกิดอาการต้องทำอย่างไร ขณะเดียวกันร้านยาจะคีย์ข้อมูลทั้งหมดส่งไปที่หน่วยบริการ มีหน้าที่ในการดึงคนไข้เข้าสู่ระบบการรักษา แต่ถ้าคนไข้มีความเสี่ยงสูง เช่น ความดันโลหิตสูงมาก ก็จะแนะนำให้ไปหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนทันที
“เราเจอมาเยอะความดันโลหิตสูงและปวดหัว ถ้าเจอแบบนี้ถือว่าอันตรายแล้วเกรงว่าจะเส้นเลือดในสมองแตก เราสามารถออกใบส่งตัวไปที่หน่วยบริการได้ เอาความดันคนไข้ให้ลดลงก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ซึ่งในเรื่องการส่งต่อนี้ เมื่อร้านยาเป็นหน่วยบริการแล้ว สปสช.จะเชื่อมร้านยาเข้ากับศูนย์บริการสาธารณสุขหรือหน่วยบริการ”
แปลว่า...ร้านยาจะไม่ทำงานโดดเดี่ยว จะมีศูนย์บริการสาธารณสุขเป็นศูนย์กลางอยู่ สามารถรีเฟอร์ส่งคนไข้ไปที่ศูนย์ฯ หรือหน่วยบริการที่คนไข้ขึ้นทะเบียนไว้
อีกบทบาทร้านยาชุมชนอบอุ่นคือการทำงานเชิงรุกลงเยี่ยมบ้านผู้ป่วยกับหน่วยบริการ ทางโอสถศาลาก็ดำเนินการอยู่ แต่การทำงานสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น อาจไม่ต้องออกไปพร้อมกับหน่วยฯก็ได้ แต่เวลาหน่วยบริการไปเจอปัญหาเรื่องยาก็สามารถติดต่อมาที่ร้านให้เภสัชกรร้านยาเป็นที่ปรึกษา หรือเภสัชกรร้านยาอาจจะเดินออกไปดูคนไข้ใกล้ๆร้าน ไม่เสียเวลามาก เพราะเวลาเยี่ยมบ้านก็เยี่ยมในพื้นที่ใกล้ๆร้านอยู่แล้ว ไม่ได้ไปไกลๆ
ภญ.เพ็ญทิพา บอกอีกว่า ในมุมธุรกิจร้านยาการที่ สปสช.เอาร้านยาเข้ามาเป็นหน่วยบริการ แปลว่าทุกๆกิจกรรมของการบริการ สปสช.จะให้ค่าตอบแทนเป็นรายกิจกรรม ซึ่งตัวเลขอาจจะยังน้อย ไม่เพียงพอที่จะอยู่ได้
หากทำงานบริการเหล่านี้เป็นงานหลัก ร้านยาต้องสร้างฐานลูกค้าจำนวนที่มากพอจะทดแทนหรือควบคู่รายได้จากการขายยาด้วย อย่างไรก็ดี...อีกมุมหนึ่งการให้บริการลักษณะนี้ก็เหมือนเป็น CRM (customer relationship management) ที่ช่วยผูกลูกค้าไว้กับร้านยา ถ้าให้บริการดีไม่ต้องกลัวจะโดนแย่งลูกค้าเลยเพราะไม่มีใครไม่ชอบถ้ามีคนมาดูแล
“ยิ่งผู้สูงอายุ...ยิ่งชอบ มองในมุมวิชาชีพแล้วร้านยาควรที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะวันนี้ร้านยาไม่ควรขายยาอย่างเดียว แต่น่าจะต้องให้บริการด้วยองค์ความรู้จากวิชาชีพที่เรียนมาตั้ง 6 ปีด้วย”
หนึ่งในตัวอย่างผู้รับบริการจากร้านยาชุมชนอบอุ่นแล้วเกิดการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ธนาวัฒน์ อมรสุทธิโชค อายุ 48 ปี พนักงานบริษัทซึ่งมีสาขาตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆโอสถศาลา เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักคำว่าร้านยาชุมชนอบอุ่นเลย แต่เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วเข้ามาซื้อครีม เห็นเครื่องวัดความดันเลยลองวัดดู น้องๆเภสัชกรพอเห็นตัวเลขความดันที่ 180 ก็ถามว่ามีโรคเบาหวานหรือโรคประจำตัวอื่นหรือไม่ มีการสอบถาม...ให้คำปรึกษา
“เราก็ไม่รู้ว่าทานกาแฟทำให้ความดันขึ้น เพราะ 2-3 สัปดาห์ ก่อนหน้านั้นทานทุกวันเลย อาจเป็นสาเหตุให้ความดันขึ้นโดยไม่รู้ตัว อีกอย่าง...รูปแบบการออกกำลังกาย ก่อนหน้านี้เล่นเวท เทรนนิงและวิ่ง น้องเภสัชกรก็เลยแนะนำให้ทำคาดิโอแทนเน้นกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต...เผาผลาญ ตอนนั้นเรารู้ว่าความดันเป็นภัยเงียบ ก็กังวลว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ก็เลยกลับไปทำตามคำแนะนำ งดกินกาแฟ แล้ว...ก็นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ”
ปรากฏว่า...ตอนนี้ความดันลดเหลือ 135 แล้ว
จำชื่อนี้เอาไว้ให้แม่นยำ “ร้านยาชุมชนอบอุ่น”...ปราการด่านหน้าระบบสุขภาพไทย.