“ทหาร” คือผู้รับใช้ชาติ ด้วยการนำชีวิตมอบเป็น “ชาติพลี” แม้กระนั้นเด็กหนุ่มจำนวนมิใช่น้อยก็ยินดีและภูมิใจที่ตนจะได้ชื่อว่าเป็นทหารและผู้รับใช้ประเทศชาติ

หนึ่งในจำนวนนั้นมีเด็กหนุ่มจากตระกูล “ติณสูลานนท์” ที่ชื่อ “เปรม” รวมอยู่ด้วย

นามสกุล “ติณสูลานนท์” เป็นนามสกุลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่บรรพบุรุษของพลเอกเปรม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462 ตามพระราชบัญญัตินามสกุล พ.ศ.2456 ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้ปวงชนชาวไทยได้มีนามสกุลใช้เป็นหลักในการสืบเชื้อสาย

และเพื่อให้ผู้สืบสกุลตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี เป็นการรักษาชื่อเสียง เกียรติยศของบรรพบุรุษ ผู้เป็นต้นตระกูลไว้ให้คนในตระกูลได้มีความเจริญรุ่งเรืองอันมั่นคงสืบไป

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นับเป็นบุคคลหนึ่งที่ประพฤติปฏิบัติตนได้งดงามตามพระราชประสงค์ดังกล่าว ทั้งยังเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมตลอดมา จึงถือได้ว่าเป็นผู้เชิดชูรักษาสกุลให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่มวลญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกัน บันทึกไว้ในหนังสือ “มองกองทัพผ่านผลงานรัฐบุรุษฯ”

“ผมเป็นเด็กบ้านนอก ต้องสอบแข่งกับเด็กเก่งๆ เพื่อเข้าสวนกุหลาบ ถึงจะด้อยผมต้องสู้ ไม่มีใครหรอกที่จะชนะ ถ้าหากไม่ต่อสู้ ถ้าหากไม่ขยัน ถ้าหากไม่มานะอดทน”

...จากการที่ผมได้เห็นนักโทษมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จากการที่ผมหรือพี่น้องล้มเจ็บหาหมอรักษาได้ยาก นักโทษที่ได้รับการอบรมในทางรักษาพยาบาลก็มาช่วยดูแลให้จะเป็นเพราะอะไรไม่รู้ ผมจึงใฝ่ฝันอยากจะเป็นหมอมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก เพื่อจะได้ช่วยรักษาคนที่ป่วย ได้รับทุกข์ทรมาน

“เมื่อแม่เจ็บหนักและจากไป ความใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอในสมัยเด็กๆได้ผุดขึ้นในสมองอีก แต่ผมทำไม่ได้เสียแล้ว สติปัญญาผมอาจจะเรียนได้ แต่ไม่มีเงินที่จะเรียน สมัยนั้นเรียนหมอแพงเหลือเกิน ฐานะเรายากจนลงไม่มีเงิน ก็เลยไปเข้าโรงเรียนนายร้อยตามคำแนะนำของเพื่อน”

...

“เพื่อน” ในที่นี้หมายถึง “บุญเกิด” เพื่อนรักและเพื่อนสนิทที่ได้รับการกล่าวขานถึงเสมอ

บนเส้นทางทหารอาชีพ...แม้ว่ายังเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ แต่ก็นำหมวดไปออกรบสงครามอินโดจีน หลังจากนั้น 17 วันถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่ร้อยตรี และอีก 6 เดือนจึงได้รับพระราชทานยศร้อยตรี การที่ต้องเข้าสู่สนามรบตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อย จึงไม่ได้รับพระราชทานกระบี่หรือติดดาวเหมือนนายทหารยุคต่อๆมา

“ผมไปติดดาวอยู่ที่ปอยเปตในเขมร ผมไปติดดาวอยู่ต่างประเทศ...วิธีรับกระบี่ของผมคือว่า กระบี่ก็ไม่มี พอกลับไปที่หมวด หมวดก็อยู่ในสนาม อยู่ในป่า จ่ากองร้อยซึ่งผมยังจำชื่อได้ ชื่อจ่าบรรจง เอากระบี่มาโยนโครมแล้วบอกว่า...หมวดเอาไปคนละเล่ม ตอนนั้นผมอยู่กัน 3 คน”

...คนหนึ่งก็คือพลเอก สมศักดิ์ ปัญจมานนท์ นี่เอง พวกเราก็หยิบกันคนละเล่ม จึงนับว่าเป็นการออกเป็นนายทหารที่พิสดารก็ว่าได้ เรียกว่าเป็นการรับกระบี่ “แบบสนาม” นับเป็นมุมมองที่พอจะช่วยให้คลายเครียดจากสภาพการสู้รบได้บ้าง

ชีวิต วิญญาณของร้อยตรีเปรมเป็นของประเทศชาติด้วยสำนึกของทหารอาชีพมาตั้งแต่วันที่ได้เริ่มปฏิบัติการในสมรภูมิแล้ว และยังยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพประทับใจที่อยู่ในความทรงจำคือภาพการสู้รบในสมรภูมิรบซึ่งแตกต่างจากภาพในช่วงการฝึก การฝึกหนักจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสงวนชีวิต

จากสมรภูมิอินโดจีนสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา ชีวิตราชการร้อยเอกเปรม หลังสงครามยุติลงได้รับความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ เมื่อจบภารกิจในสมรภูมิรบได้ไม่นานก็ได้รับพระราชทานยศ “พันตรี”

มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อกลับประเทศไทยก็ได้เป็นอาจารย์สอนหนังสือแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า (กรุงเทพฯ) ก้าวหน้าเรื่อยมากระทั่งเป็นผู้นำสูงสุดในเหล่าทหารม้า ครองยศ “พลตรี” ตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าและผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี

กระทั่ง “พลเอก เปรม ติณสูลานนท์” ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” คนที่ 20

ในการรักษาความมั่นคงของชาติจะอาศัยลำพังเพียงพลังอำนาจทางทหารอย่างเดียวคงมิได้ เพราะมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสานพลังอำนาจทุกด้านให้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อจะได้เกื้อกูลแก่กัน อันจะส่งผลให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จ และในบางสถานการณ์ยังจำเป็นต้องศึกษาให้ถ่องแท้ด้วยว่า...

จะต้องใช้พลังอำนาจใดเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะวิเคราะห์ได้อย่างแจ่มชัดนั้นจะต้องมีข้อมูลที่ดีพอและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ที่อยู่ในฐานะผู้นำจะต้องเข้าใจในประเด็นนี้

“ผู้นำ” จะต้องพยายามค้นหาความจริงอันเป็นประเด็นสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นให้พบ เพื่อจะได้สามารถวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ตรงทาง ไม่หลงประเด็นและก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เป็นช่องทางให้ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาจัดตั้งพรรค กองกำลังเคลื่อนไหวดำเนินงานขยายมวลชนตลอดจนสร้างฐานที่มั่นอยู่บนแผ่นดินไทย

โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้นั้นก็เนื่องมาจากจุดอ่อนทางด้านเศรษฐกิจ

คือ...ความยากจนของคนในท้องถิ่น ผนวกเข้ากับสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคม อันเกิดจากความประพฤติมิชอบของข้าราชการในพื้นที่นั่นเอง

จากข้อมูลที่พบและจากประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ปัญหา พลเอกเปรมขณะเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และคณะทหารจึงนำมากำหนดเป็นนโยบายป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยใช้ “การเมือง” เป็นหลัก และ “การทหาร” สนับสนุน...เป็นที่มาของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523

เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ หรือนโยบายที่ 66/23

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 โดยในเวลานั้นพลเอกเปรมยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ด้วย

ทหารผู้รับใช้ประเทศชาติ...ชีวิตมอบเป็นราชพลี ยังคงดำเนินอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก ตัดตอนมาจากบทความพิเศษเรื่อง “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” โดย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2542

“การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินคือการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดีเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน”

ถ้าคำนิยามนี้เป็นที่ยอมรับก็จะเห็นได้ว่า...คนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ทุกสาขาอาชีพ องค์กรไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเอง หรือองค์กรของรัฐ ของภาคเอกชน และสถาบันของรัฐ ของภาคเอกชนย่อมรวมอยู่ในคำนิยามนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินจึงมีความหมายกว้างขวางลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ ไพศาล...

“พระสยามเทวาธิราช” จะปกป้องคุ้มครอง “คนดี” ของชาติบ้านเมืองเสมอ และสาปแช่ง “คนไม่ดี” ให้มีอันตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสตลอดชีวิต.