สร้างระบบคุ้มครอง-เอื้ออาทรคนทุกวัย

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2562” ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอด : สังคมผู้สูงอายุไร้ความรุนแรง” พร้อมมอบเข็มเชิดชูเกียรติและรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2562 ให้แก่ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย รวมทั้งมอบโล่ประกาศเกียรติคุณองค์กร สถานประกอบการที่มีผลการดำเนินงานผู้สูงอายุดีเด่น ประจำปี 2562

โดย พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวในพิธีเปิดว่า ผู้สูงอายุทุกคนถือเป็นกำลังสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว จากการศึกษาวิจัยสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุไทยโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เมื่อปี พ.ศ. 2559 พบว่าปัญหาอันดับ 1 คือความรุนแรงด้านจิตใจ โดย 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุเคยถูกกระทำรุนแรงด้านจิตใจ เช่น พูดไม่ดี ทะเลาะ ทำให้เสียใจ น้อยใจ ไม่มีเวลาให้ ไม่เป็นคนสำคัญในครอบครัว อันดับ 2 การทอดทิ้ง ไม่ดูแล ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 พบปี 2548-2552 มีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง 6,943 คน อันดับ 3 การเอาประโยชน์ในด้านทรัพย์สิน โดยคนในครอบครัว อันดับที่ 4 ความรุนแรงในการทำร้ายร่างกาย คนที่ทำร้ายมักเป็นคนใกล้ตัว อันดับ 5 ความรุนแรงทางเพศ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งถูกกระทำโดยคนใกล้ชิดในครอบครัวหรือในชุมชน และมักเกิดกับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวลำพัง นอกจากนี้ การศึกษาปัญหาและความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้สูงอายุ คือเมื่อสูญเสียคู่ครองหรือสมาชิกในครอบครัว เมื่อเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในสภาวะพึ่งพิง และเมื่อเกิดอาการโรคสมองเสื่อม

...

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวอีกว่า รัฐบาลตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2561 จึงมีมติประกาศ “ระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่องสังคม สูงอายุ” กำหนดมาตรการให้หน่วยงานต่างๆ
ดำเนินงานทั้งการสร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลคุ้มครอง พิทักษ์ จัดสวัสดิการอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การคุ้มครองดูแลพิทักษ์สิทธิ์ผู้สูงอายุจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาความรุนแรงในสังคมผู้สูงอายุ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ที่ไม่เพิกเฉยต่อผู้สูงอายุ และต่อการกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้น และการหนุนเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ชมรมผู้สูงอายุ และโรงเรียนผู้สูงอายุ เป็นต้น ทั้งนี้ อยากให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญ สร้างความเอื้ออาทรผูกพันกันระหว่างผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวและชุมชน สร้างค่านิยมให้คนในสังคมเห็นว่า เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องดูแลและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่เกื้อกูลสำหรับคนทุกวัย.