จากการเสวนา “โจทย์วิจัยทางการอุดมศึกษา : มุมมองของผู้ใช้ผลวิจัย” ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า การอุดมศึกษาต้องเป็นผู้นำขับเคลื่อนประเทศ เพราะเป็นการศึกษาระดับสุดท้ายก่อนที่จะส่งคนเข้าไปทำงานตามภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ ภารกิจหลักของอุดมศึกษาจึงเป็นการผลิตคน ทั้งสร้างองค์ความรู้ใหม่ สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การอุดมศึกษาจึงถือเป็นความหวังของประเทศ ขณะเดียวกัน เรากำลังจะมีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นต้นน้ำในการสร้างคนและบูรณาการงานวิจัยเพื่อให้การทำงานเกิดเอกภาพโดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 11 ฉบับ ทุกฉบับมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนตรงกันว่าอุดมศึกษาจะต้องเชื่อมงานวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศ
รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า การอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน คือ 1.เป็นการเรียนตลอดชีวิต รูปแบบการจัดการศึกษาที่มีทั้งปริญญาบัตรและประกาศนียบัตร 2.เป็นการเรียนที่เน้นศักยภาพเป็นหลัก 3.ปรับรูปแบบการเรียนเป็นระบบออนไลน์หรือใช้สื่อที่ผสมผสาน 4.มีการทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ เช่น ชุมชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคความมั่นคง เป็นต้น รวมทั้งทำวิจัยแบบข้ามศาสตร์ อย่างไรก็ตาม โจทย์การทำวิจัยของอุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงแนวโน้มของอาชีพในอนาคตซึ่งได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ซึ่งจะมีทั้งบางอาชีพในปัจจุบันที่หายไป อาชีพที่คงอยู่ และอาชีพที่จะเกิดใหม่ในอนาคต รวมทั้งแนวทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ซึ่งต้องการทำงานอิสระ ทำงานหลายอย่างพร้อมกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่าย ปรับรูปแบบการบริหาร เพราะจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
...
นายสมปรารถนา สุขทวี รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ครม.ได้อนุมัติแผนแม่บทการวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเมื่อมีกระทรวงการอุดมศึกษาฯแล้ว ก็จะเป็นผู้กำกับทิศทางการวิจัยตามแผนแม่บทให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้ง วช. มีแนวคิดที่จะหาทางส่งเสริมให้นักวิจัยได้มีอาชีพเป็นนักวิจัยอย่างแท้จริง เพื่อสานต่อการผลิตนักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากขณะนี้ในระบบราชการยังไม่มีตำแหน่งนักวิจัยรองรับ มีเพียงตำแหน่งนักวิชาการด้านต่างๆเท่านั้น.