กว่าจะมาถึงจุดนี้ "อาณัติ" สู้ไม่ถอยจากยาม พนักงานบ่อขยะ สู่นิติกรศาลฎีกา บอกทุกครั้งที่ท้อ ให้มองคนที่เขาลำบากกว่า แม้จะเจ็บปวดแต่ก็จะผ่านมันไปได้
เฟซบุ๊ก Anut Manop หรือนายอาณัติ มานพ นิติศาสตรบัณฑิต รุ่น 40 เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 69 ตำแหน่งปัจจุบัน นิติกรปฏิบัติการ ศาลฎีกา ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า บางคนมองว่าผมเลือกทำอาชีพยาม เพราะสบายได้อ่านหนังสือ แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น การเป็นยามของผมต้องอดนอน มีเพียงเก้าอี้ตัวเดียว ไม่มีป้อม อยู่ท่ามกลางฝูงยุง อาศัยเพียงแสงไฟจากทางเดิน
นอกจากนั้น ผมยังเคยทำอาชีพที่หลากหลายเกินกว่าที่ใครเคยรับรู้มา เรื่องราวถูกถ่ายทอดเพียงบางส่วนเท่าที่จำได้โดยไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้อยากดัง แค่เพียงระบายความรู้สึกที่สะสมมาเท่านั้นเอง บางเหตุการณ์ในชีวิตผ่านความเจ็บปวดมามาก แต่ก็ไม่สามารถเล่าให้ใครรับรู้ได้
เท่าที่จำได้ ครั้งหนึ่งก็เคยทำอาชีพที่อยู่ท่ามกลางกองขยะสูงท่วมหัว สูดกลิ่นจนจมูกชินและไม่รู้สึกเหม็นสิ่งปฏิกูลใดๆ ทำหน้าที่หลายอย่างแล้วแต่เจ้านายจะใช้ หลักๆ ก็คอยจดบันทึกว่าในแต่ละวันมีขยะเข้ามาทิ้งจำนวนกี่ตัน
...
"สภาพร่างกายตอนนั้นผอมแห้งตัวดำ ขี่จักรยานยนต์ไปทำงานยังถูกตำรวจเรียกตรวจปัสสาวะเพราะสภาพเหมือนคนเสพยา ผอมเพราะทานน้อย จำได้ว่าบางวันต้องแบ่งข้าวเหนียวหนึ่งปั้นไว้ทานสองมื้อ หยุดทุกวันอาทิตย์ เท่ากับว่ามีเวลาอ่านหนังสือแค่สี่วันต่อเดือน การสอบตกได้ F จึงเป็นเรื่องปกติ แต่การสอบผ่านเปรียบเสมือนปาฏิหาริย์.. ที่สำคัญผมสวดมนต์ทุกวัน"
สำหรับชีวิตของ นายอาณัติ ได้เคยถูกถ่ายทอดผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University โดยสรุปใจความได้ดังนี้ พ่อและแม่ของอาณัติ แยกทางกันตั้งแต่เขายังแบเบาะ แม่ของเขาทำงานก่อสร้าง ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนแม่และอาณัติจะเดินขายมะม่วงตามบาร์ในพัทยา เมื่อโตขึ้นเขาก็ไปทำงานร้านขายของส่งได้วันละ 50 บาท หากปิดเทอมก็จะไปบวชเณรภาคฤดูร้อน เพื่อประหยัดเงิน และเรียนธรรม
จากนั้น เมื่อโตขึ้นก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อ จบม.6 ก็ไม่ได้แอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยเพราะไม่มีเงิน จึงมาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ไม่รู้จะเรียนอะไรเลยเลือกคณะนิติศาสตร์ เพราะคิดว่า ทำอาชีพได้หลากหลาย ระหว่างนั้นเขาไปเป็นยามเข้างาน 1 ทุ่ม เลิก 6โมงเช้า ระหว่างทำงานก็แอบเอาหนังสือไปอ่านด้วย ต้องแอบอ่านเพราะเจ้านายเป็นชาวต่างชาติไม่ชอบให้ทำเรื่องส่วนตัวเวลางาน
"เวลาท้อมองคนที่เขาลำบากกว่า ผมเห็นยายแก่ๆ เดินคุ้ยถังขยะ เอาขยะมาขายประทังชีวิต ชีวิตเขาลำบากกว่าเรามาก ผมเชื่อเรื่องบาปบุญเพราะบวชมาตั้งแต่เด็กใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามาตลอด พยายามทำแต่กรรมดีเพื่อให้สุขภาพจิตดีขึ้น และต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ใจ"
หลังจากโดนไล่ออกจากยาม ก็ไม่ได้ไปสอบที่รามฯ อีกเลย 1 ปีเต็มๆ ที่ขาดสอบ หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานอื่นอีกหลายที่ เช่น ผู้ช่วยทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาล ผู้ช่วยฝ่ายบุคคล คนงานทั่วไปของเทศบาล จนกระทั่งผมเรียนจบในภาค 1/56 ทันทีที่เขาจบก็มุ่งสอบหางานนิติกรตามสถานที่ราชการต่างๆ เพราะมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะได้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น
(อ่านเรื่องราวเพิ่มเติม คลิก ที่นี่)
(ขอบคุณภาพและข้อมูลจากอาณัติ มานพ และ PR Ramkhamhaeng University)