ในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ‘สสส.’ นับเป็นกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม จนถึงภาคเอกชน เพื่อผลักดันการเสริมสร้างสุขภาพในด้านต่างๆ ให้แก่คนไทย โดยเฉพาะกระบวนการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ผ่านการลดปัจจัยเสี่ยง เพิ่มปัจจัยเสริม - เหล้า - บุหรี่ -อาหาร - กิจกรรมทางกาย จนกลายเป็นต้นแบบของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา และถือเอาโอกาสสำคัญภายใต้การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 (PMAC2019) ‘เปิดบ้าน’ ต้อนรับผู้นำจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้แทนจากภาคประชาสังคมกว่า 40 คน จากกว่า 30 ประเทศ ถอดแบบความสำเร็จครั้งนี้ร่วมกัน

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า การเปิดบ้านต้อนรับผู้นำจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารภาคเอกชน จนถึงผู้แทนจากภาคประชาสังคม จากประเทศต่างๆ ในครั้งนี้ก็เพื่อนำเสนอความสำเร็จของไทยสู่สากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม จนถึงภาคเอกชน เพื่อผลักดันการเสริมสร้างสุขภาพ โดยกิจกรรมศึกษาดูงานในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘การเสริมสร้างสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังผ่านมุมมองเศรษฐกิจการเมือง (Health Promotion for NCD Prevention through Political Economy Lens)’

“งานเพื่อป้องกันโรค NCDs ของ สสส. สอดคล้องกับหลักการสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่ตามกฎบัตรออตตาวา และผลจากการผลักดันงานร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาวะที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อ โดยดำเนินการทั้งเชิงนโยบาย องค์ความรู้ การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ และการจัดการสิ่งแวดล้อม โดย สสส. ประยุกต์ใช้ ‘ยุทธศาสตร์ไตรพลัง’ ในการเชื่อมโยงภาคีทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันทำงานสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค NCDs กล่าวคือ ใช้ ‘พลังปัญญา’ ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็น ในการวิเคราะห์ และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs ใช้ ‘พลังสังคม’ ด้วยการสื่อสารรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมวัฒนธรรม ขยายแนวคิดความรอบรู้เรื่องการป้องกันโรค NCDs ให้เหมาะสมตามกลุ่มวัย และอาศัย ‘พลังนโยบาย’ ผ่านการประสานผลักดันนโยบาย และกฎหมายที่เอื้อต่อการลดความเสี่ยงของโรค อาทิ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 เป็นต้น”

ในปี 2560 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้เข้ามาติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของ สสส. ในประเทศไทย ภายใต้ ‘World NCD Progress Monitor 2017 พบว่า สสส. มีผลดำเนินงานเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน และเป็นอันดับ 3 ของโลกร่วมกับประเทศฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ความสำเร็จนี้นับเป็นแนวทางสำคัญให้ประเทศต่างๆ รวมถึงพันธมิตรได้เข้ามาศึกษาและจับมือกันเพื่อให้การก่อตั้ง สสส. ในประเทศเหล่านั้นสำเร็จได้จริง ซึ่ง ดร.สุปรีดา เปิดเผยว่าในแต่ละปี สสส. มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับคณะดูงานจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 40 คณะ ขณะเดียวกันการต้อนรับผู้นำจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารภาคเอกชน จนถึงผู้แทนจากภาคประชาสังคม ในครั้งนี้นับเป็นการได้พบปะและแลกเปลี่ยนแนวคิดกันอย่างเป็นทางการ

“หัวใจสำคัญของการพบปะกันในครั้งนี้ คือการเปิดการเรียนรู้โครงสร้างองค์กรแบบใหม่ ซึ่งเป็นกองทุน หรือกลไกทางการเงินที่จะไปเกื้อหนุนก่อให้เกิดการทำงานภาคสังคม สิ่งที่จะได้แลกเปลี่ยนกันคือ แนวคิดเรื่องความจำเป็นขององค์กรแบบ สสส. นั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่ปัจจัยการเกิดโรค NCDs ก็มาจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงไม่ใช่เพียงแค่อาศัยการทำงานของหมอ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ แต่ต้องอาศัยการทำงานของหลายภาคส่วนร่วมกัน ทั้งภาคประชาสังคม ภาคสื่อสาร ภาคท้องถิ่น นักวิชาการ นอกจากจะได้บอกเล่าถึงแนวทางการดำเนินงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ว่าต้องข้ามผ่านสิ่งใดมาบ้างก็ยังถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนเพื่อให้เกิดองค์กรในลักษณะนี้ในประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกันก็จับมือกับ สสส. ในหลายประเทศทั่วโลก รวมตัวกันเป็นเครือข่ายองค์กรสากลเพื่อช่วยเหลือประเทศที่สนใจแนวทางนี้ด้วย”

สำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะจากประเทศต่างๆ มีโอกาสได้ศึกษาแนวทางการดำเนินงานเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ใน 4 ฐาน ตั้งแต่แผนควบคุมยาสูบ แผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการดำเนินงานที่ดอกผลอันงดงามคือความสำเร็จในกระบวนทัศน์การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ผ่านการลดปัจจัยเสี่ยง เพิ่มปัจจัยเสริม

โดยฐานแผนควบคุมยาสูบ ได้เสนอกลไกของประเทศไทยในการจัดการปัญหายาสูบแบบมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับพื้นที่ อาทิ เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ เป็นต้น

ฐานแผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้เปิดเผยกรณีศึกษาความร่วมมือจากภาคประชาชนในการขับเคลื่อนบทบาทร่วมกัน โดยเฉพาะการผลักดันการยุติการขายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อ ในขณะที่ฐานแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ได้เสนอกิจกรรมทางกายในประเทศไทยเพื่อลดภาระที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อ โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์

และฐานแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ นำเสนอแนวคิดการรณรงค์ให้ทั้งภาครัฐและเอกชนกำหนดนโยบายการดูแลสุขภาพพนักงานด้านโภชนาการ หนึ่งในโครงการที่ดำเนินการอยู่คือรณรงค์เรื่องการตระหนักรู้เรื่องพิษภัยจากความหวานที่มากับเครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น


ด้าน นางสาวโอเฟอิน่า ฟิลิโมเอฮาร่า ผู้จัดการกองทุน สสส. ประเทศตองกา กล่าวว่า การเยี่ยมชม สสส.ไทยครั้งนี้ ทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ในประเทศตองกา เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงสภาพแวดล้อมขององค์กรให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะ เช่น การให้พนักงานเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การจัดโภชนาการอาหารภายในองค์กร การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน และที่สำคัญที่สุดจะนำยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาไปปรับใช้เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนด้านสุขภาพของประเทศ ประกอบไปด้วย พลังข้อมูลความรู้ทางวิชาการ พลังสังคมที่เกิดจากการประสานจุดประกายเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะ และพลังนโยบาย ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในงานสร้างเสริมสุขภาพให้มีความยั่งยืน

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ครั้งนี้ยังนับเป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้แข็งแกร่งมากขึ้นรวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจับมือกันเพื่อทำงานระดับสากลมากยิ่งขึ้นด้วย “หลายคนที่เดินทางมาในวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีศักยภาพในตัวเองสูง อย่างคุณ จูดิธ แม็คไคน์ ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันนโยบายโลกในด้านอื่นๆ และเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายโลกในเรื่องแอลกอฮอล์มากยิ่งขึ้น เป็นต้น อันที่จริง สสส.เรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับงานด้านนานาชาติ หนึ่งในนั้นคือการที่เราขยายความรู้ความเข้าใจกลไกในแบบของเรา เพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น อย่างคณะของเวียดนามที่ได้เดินทางมาดูงานอย่างละเอียดเพื่อจะหาแนวทางไปจัดตั้ง สสส.ของเวียดนาม

อีกส่วนหนึ่งคือ เราร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อผลักดันนโยบายสากล ยกตัวอย่างเช่น กรอบอนุสัญญาการควบคุมยาสูบโลก ซึ่งเมื่อไทยเราไปลงนามก็ทำให้มีผลต่อการพัฒนากฎหมายภายใน จนมีการเคลื่อนไหวภายในเพิ่มเติมอย่างเช่น กรอบอนุสัญญาการควบคุมแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องเป็นการร่วมมือระดับชาติในหลายภาคส่วนจึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ แต่ก่อนจะถึงนโยบายได้ เราก็มีงานวิจัยร่วมหลายอย่างที่สามารถดึงเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เป็นต้นว่าผลกระทบมือสองจากการสูบบุหรี่ เราได้เซ็ตข้อมูลของหลายประเทศที่เป็นตัวแทนโลก ส่วนที่สามเองคือ การที่เราไปเรียนรู้คนอื่น เรามีพันธมิตรหรือเพื่อนซึ่งสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ทั่วโลก เช่นการสำรวจพฤติกรรมแนวใหม่ที่ไม่ใช่การสำรวจโดยการทำแบบสอบถามแบบเดิมๆ เรากำลังเรียนรู้สิ่งนี้จากประเทศสิงคโปร์ ครั้งนี้จึงนับเป็นการทำความรู้จักกันมากขึ้นอย่างเป็นทางการ รวมถึงใช้แพลตฟอร์มนี้ในการเชื่อมต่อกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นปฏิบัติการเชิงรุกไปหาผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเหล่านั้น”

ณ วันนี้ สสส. นับได้ว่าเป็นต้นแบบขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านสุขภาพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ระดับปานกลาง และประเทศกำลังพัฒนา โดยความสำเร็จที่น่าสนใจคือ แนวทางการทำงานที่สามารถจับมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม จนถึงภาคเอกชน ร่วมกันผลักดันการเสริมสร้างสุขภาพให้เกิดขึ้นจริงและมีผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ครั้งนี้จึงถือเป็นการพบปะและจับมือกันครั้งสำคัญเพื่อทำงานระดับสากลในอนาคตที่ผลแห่งความสำเร็จคือสุขภาพของผู้คนทั่วโลกเช่นกัน