เจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ บิ๊กบอสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เคยเปรยไว้...สนามไก่ชนก็เหมือนตลาดหลักทรัพย์ของคนจนคนชนบท ไม่ใช่สถานที่พนันเสมอไป แต่คือสถานที่ปลดเปลื้องทุกข์ สร้างความสุขเฮฮาประสาชาวบ้าน ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ทัศนะ ทำนาทำไร่ทำสวนเสร็จ จะมีสักกี่ที่ให้ผ่อนคลาย ไม่เหมือนคนเมืองที่ได้เข้าห้างดูหนังฟังเพลง ทำไมต้องไปจำกัดให้ตีไก่ในสนามได้เดือนละเท่านั้นเท่านี้ครั้ง แทนที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่ชน เลี้ยงหลายๆตัว ตัวดีก็ดี ที่ไม่มีแววก็เป็นอาหาร นี่ไม่ใช่สนับสนุนให้เล่นการพนัน แต่สนับสนุนให้ชาวบ้านเอาไก่มาเพิ่มมูลค่า ยิ่งตีดีตีเก่งยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไก่ตัวเอง”

แม้จะมีกฎหมายเป็นอุปสรรค แต่วงการไก่ชนได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวเลขสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย เท่าที่พอจะรวบรวมมาได้...ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงไก่ชนราว 2.6 ล้านคน เลี้ยงไก่ชน 18,243,877 ตัว คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 9,803 ล้านบาท และส่งออกปีละ 60 ล้านบาท

ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น อานิสงส์ยังเผื่อแผ่มาถึงชาวนา...ไก่ชน 1 ตัว กินข้าวเปลือกวันละ 50 กรัม ฉะนั้นใน 1 ปี ต้องใช้ข้าวเปลือก 332,950 ตัน คิดที่ข้าวเปลือกตันละ 10,000 บาท จะต้องใช้ข้าวเปลือกคิดเป็นมูลค่าถึง 3,330 ล้านบาท

เห็นตัวเลขขนาดนี้แล้วงง ทำไมภาครัฐและคนไทยบางส่วน ถึงไม่ยอมรับไก่ชนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะยังติดกับภาพลบเดิมๆ มองเป็นการพนันบ้าง ทรมานสัตว์บ้าง

ทั้งที่กฎข้อบังคับหลายเรื่อง ยังอ้างอิงกฎหมายไดโนเสาร์ ที่ออกมากว่า 60 ปี เช่น บังคับเวลาตีได้แค่ 7 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ในวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์เว้นสัปดาห์ ขึ้นทะเบียนสนามชนก็ยากแสนยาก

เลยทำให้บ้านเราไม่มีมาตรฐานใดๆมารองรับเลย ทั้งสนามชน ฟาร์ม รวมไปถึงซุ้มไก่...ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์วงการไก่ชนไทย จึงเป็นภารกิจหลักของ สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นบ้านไทย ภายใต้การนำของ น.สพ.ชัย วัชรงค์ นายกสมาคมฯ ที่จะต้องเดินหน้ากันต่อไป.

...

สะ–เล–เต