แพทยสภา รับลูกเร่งสอบ ปมหมอสูติฉาว หลังอัจฉริยะหอบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการลวนลาม ข่มขืนคนไข้ ยันให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย...

ที่แพทยสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกแพทยสภา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหาย เกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาในคลินิก ของนายแพทย์คนหนึ่ง ที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีพฤติกรรมในการล่อลวงคนไข้ มีการกระทำการลามกอนาจาร รวมถึงมีการถูกกล่าวหาว่ามีการข่มขืนกระทำชำเราต่อคนไข้ในคลินิกที่ตนเองรักษา ซึ่งเป็นข่าวดังตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนแล้วนั้น

โดยนายอัจฉริยะ เผยว่า วันนี้เดินทางมายื่นหนังสือให้แพทยสภาลงโทษแพทย์คนดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าผิดจริยธรรมทางการแพทย์ ตามข้อบังคับข้อ 5, 6 และ 21 ซึ่งวันที่เราลงพื้นที่จำลองเหตุการณ์ ก็ได้หลักฐานมาครบถ้วน อย่างเช่น บันทึกประจำวันที่แพทย์คนดังกล่าวยอมรับว่าได้กระทำอนาจารต่อคนไข้เมื่อปี 2560 ซึ่งมีการจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย 

หลักฐานอีกชิ้นคือ ผู้เสียหายที่เพชรบูรณ์ได้บรรยายของพฤติการณ์ของหมอคนดังกล่าวว่า ใช้เทคนิคการแพทย์เพื่อลวนลาม เช่น การให้ผู้เสียหายเปิดหน้าอก ก่อนใช้มือเปล่า โดยไม่สวมถุงมือจับคลึง และชมว่า หน้าอกสวย พร้อมเล้าโลมด้วยการใช้นิ้วสอดใส่ในอวัยวะเพศ แล้วอ้างว่าตรวจภายใน

นอกจากนี้ ตั้งแต่เปิดคลินิกมายังไม่พบว่ามีพยาบาล หรือผู้ช่วยพยาบาล เข้าไปอยู่ระหว่างที่มีการตรวจสักครั้งเดียว ประตูห้องสามารถล็อกได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเรานำหลักฐานมามอบให้วันนี้ด้วย

ขณะที่ ตัวแทนแพทยสภา ระบุว่า ตามขั้นตอนจากนี้ทางเลขาสำนักงานธิการฯ ก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการบริหาร และเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ คาดว่าจะมีการประชุมในต้นเดือน ธ.ค. พร้อมจะเร่งดำเนินการให้ความจริงเรื่องนี้กระจ่างโดยเร็ว 

...

อย่างไรก็ตาม แพทยสภา ต้องทำงานภายในอำนาจ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมที่ถืออยู่ เน้นไปที่เรื่องจริยธรรมของแพทย์ว่า ได้มีการกระทำอย่างนั้นจริงหรือไม่ ในกรณีนี้สามารถนำเข้าที่ประชุมได้เลยไม่ต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ ถ้าแพทย์คนดังกล่าวยอมรับ เรื่องก็จะเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ ก็ต้องเรียกมาสอบปากคำ และพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้รับ

แพทยสภา เผยต่อว่า เคสนี้มีอยู่ 2 ประเด็น คือ เรื่องจริยธรรม และเรื่องคดีอาญา ถ้าผิดจริง สร้างความเสียหายมาก อาจถึงขั้นพักใบประกอบวิชาชีพ แต่ในกรณีนี้ตนยังให้บทสรุปไม่ได้ ต้องรอทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏก่อน

ในกรณีนี้ถ้าหมอรับ สามารถตัดสินเรื่องจริยธรรมได้เลย แต่หากไม่ยอมรับ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องรอการชี้ขาดจากศาล แพทยสภาก็ต้องรอว่าแพทย์ที่ถูกกล่าวหามีความผิดจริงหรือไม่ โดยภายในเดือน ธ.ค. จะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาชี้แจงให้ข้อมูลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แพทย์คนดังกล่าวยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ก็ยังสามารถทำหน้าที่แพทย์ได้ ซึ่งเราจะได้ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย.