“ชูชาติ” อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความติติงทั้งผู้ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และนักกฎหมายบางคน หลังวิจารณ์กรณีหมอข่มขืนคนไข้เป็นฉากๆ ชี้ อย่าทำตัวเป็นศาล หรือผู้พิพากษาเสียเอง
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีกระแสข่าวที่สูตินรีแพทย์ หรือหมอสูติฯ ถูกกล่าวหาว่ามีการข่มขืนกระทำชำเราคนไข้
ขณะนี้ พนักงานสอบสวนอยู่ในระหว่างดำเนินการสอบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน ยังไม่อาจรู้ได้ว่าพนักงานสอบสวนจะมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ และพนักงานอัยการจะมีคำสั่งอย่างไร รวมทั้งถ้าพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้อง
แต่ปรากฏว่า มีทั้งผู้ที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และนักกฎหมายบางคนทำตัวเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาลได้วินิจฉัยคดีนี้กันเรียบร้อยแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และเข้าใจกฎหมายและกระบวนการดำเนินการในคดีอาญาสับสน และหากในอนาคตคดีขึ้นสู่ศาลและศาลมีคำพิพากษาไม่ตรงกับที่ผู้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาโดยไม่ต้องเรียนกฎหมาย หรือเป็นนักกฎหมายแต่ไม่ต้องสอบเป็นผู้พิพากษาให้ความเห็นไว้ ประชาชนก็คงพากันด่าศาลอีกแน่นอน
การพิจารณาพิพากษาคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มีเรื่องที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยอยู่ 2 ประการ คือ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ถ้ายังไม่รู้ข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัดก็ไม่อาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ เพราะไม่อาจนำข้อกฎหมายปรับกับเรื่องที่ต้องวินิจฉัยได้ หรือรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแน่ชัดแล้ว แต่ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ไม่ว่าเป็นกรณีหนึ่งกรณีใด หรือทั้งสองกรณี การวินิจฉัยก็ต้องผิดพลาดแน่นอน
...
กรณีดังกล่าวขณะเกิดเหตุที่ผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหายอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาข่มขืนกระทำชำเรานั้น ตามข่าวปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเพียง 2 คนเท่านั้น คือผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา จึงมีเพียงผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้นที่รู้ว่ามีการข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริงผู้เสียหายยินยอมหรือไม่ นอกจากนี้ก็อาจมีทนายความของผู้เสียหายและพนักงานสอบสวน ถ้าผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบตามความเป็นจริง
ส่วนบุคคลอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเพียงการพูดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย เช่น อ้างคำพิพากษาศาลฎีกามาให้ความรู้แก่ผู้อ่านก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การให้ความเห็นในข้อเท็จจริงที่ตนเองไม่รู้เห็นเหตุการณ์และวินิจฉัยไปเหมือนคำพิพากษาของศาล เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าบุคคลใดต้องการทำหน้าที่เป็นศาลหรือผู้พิพากษา ก็ควรจะสมัครสอบเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา เมื่อสอบได้แล้วท่านจะได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาอย่างเต็มที่ แต่ถ้าท่านไม่ชอบการเป็นผู้พิพากษา หรือสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วแต่สอบไม่ได้ ก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็นเฉกเช่นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลหรือผู้พิพากษา.
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ที่นี่
(ขอบคุณเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng)