“ทนายเดชา” ตั้งข้อสังเกตคดีหมอข่มขืนคนไข้ ชี้มีพิรุธหลายจุด พยานหลักฐานไม่แน่นหนา หมอสูติมีโอกาสหลุดคดี ยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา หากพิสูจน์ได้ว่าสมยอม โดนดำเนินคดีกลับ
นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ เปิดเผยข้อกฎหมายถึงกรณีข่าวสูตินรีแพทย์ หรือหมอสูติฯ ข่มขืนคนไข้ ช่วงนาทีที่ 17.20 ของไลฟ์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ ว่า โดยทั่วไปเมื่อผู้เสียหายโดนข่มขืนก็ต้องแจ้งความหรือบอกคนใกล้ตัวทันที เพราะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากต้องดิ้นร้นต่อสู้ขัดขืน คงไม่มีใครยอมให้ผู้ชายคนอื่นมีเพศสัมพันธ์ด้วยเฉยๆ หรือยอมโดนข่มขืนจนสำเร็จ จึงมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยเรื่องไว้ก่อนจะมาร้องทุกข์ มองแล้วมีพิรุธ โดยทั่วไปศาลก็จะยกฟ้อง
ในส่วนของการพิสูจน์เกี่ยวคดีข่มขืน ต้องดูพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เช่น ร่องรอยการต่อสู้ รอยข่วน สภาพที่เกิดเหตุ อสุจิ ถุงยางอนามัย เป็นต้น ซึ่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าฝ่ายหญิงสมยอมแล้วแจ้งว่าโดนข่มขืน เมื่อพิสูจน์แล้วเป็นการสมยอมก็จะต้องโดนดำเนินคดีกลับ
พร้อมกันนี้ ทนายเดชา ยังได้สรุปอย่างง่ายเป็นข้อๆ ถึงพิรุธในคดีเมื่อเทียบเคียงแนวคำตัดสินของศาลฎีกา ดังนี้
1. ตอนถูกล่วงละเมิดไม่มีการต่อสู้ขัดขืน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่เอะอะ ผิดวิสัยของผู้หญิงทั่วไป
2. ไม่แจ้งความทันทีทั้งที่เป็นเรื่องร้ายแรง
3. ไม่เคยแจ้งให้กับญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ หรือบุคคลใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งคนรับทราบทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ
...
4. ไม่มีการไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน เพราะหากมีการร่วมเพศจริง ผู้หญิงที่เป็นผู้เสียหายก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายในอีกครั้งหนึ่ง
5. ไม่มีร่องรอยการข่มขืนและไม่มีการตรวจพิสูจน์ภายใน
6. หลังจากเกิดเหตุเป็นเวลานานเพิ่งจะมาแจ้งความ
7. แชตไลน์ต่างๆ เกิดจากคำแนะนำของทนาย ให้ติดต่อกับทางคุณหมอเพื่อให้มีพยานหลักฐานในการดำเนินคดี
8. มีการเรียกค่าเสียหายและมีการตกลงค่าเสียหายกัน คดีข่มขืนกระทำชำเราในที่ลับเป็นความผิดอันยอมความได้คดีอาญาน่าจะระงับ
9. มีข้อสงสัยว่าได้เงินได้ทองแล้วเหตุใดจึงมานำเสนอให้เป็นข่าว
10. หากเป็นการสมยอมแต่ไปแจ้งความเท็จว่าถูกข่มขืน
ส่วนแนวคำตัดสินของศาลฎีกาถือว่าแจ้งความเท็จต้องการให้คนอื่นติดคุก มีบทลงโทษจำคุกถึง 7 ปี อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 589 / 2536
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่นี่
(ขอบคุณเฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์)