หมอสูติฯ แนะวิธีสังเกตการตรวจภายใน ลักษณะแบบไหนเข้าข่ายถูกละเมิด เผยมีอุปกรณ์การแพทย์ที่ต้องสวมถุงยาง กรณีอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด แต่สามารถอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องได้เช่นกัน...
นพ.กิตติ โฆษิตรังสิกุล สูตินรีแพทย์ รพ.รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เปิดเผยว่า ปกติแล้วก่อนการตรวจภายในจะต้องมีข้อบ่งชี้ในการตรวจ คนไข้อาจจะมีเลือดออกผิดปกติ ตกขาว หรือมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง จากนั้นจะให้คนไข้ไปปัสสาวะ เปลี่ยนเสื้อผ้า และขึ้นเตียงขาหยั่ง ซึ่งจะต้องมีผู้ช่วยพยาบาลหรือพยาบาล ซึ่งเป็นบุคคลที่สามอยู่ในห้องตรวจด้วยเสมอ กรณีที่แพทย์กับคนไข้เป็นเพศตรงกันข้าม
สำหรับอุปกรณ์การตรวจเรียกว่า สเปคคูลัม (speculum) ลักษณะเหมือนปากเป็ด ส่วนใหญ่จะมี 2 แบบคือ เป็นแสตนเลส กับเป็นพลาสติก จะไม่มีการใส่ถุงยางอนามัย ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องทำการตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด ที่ต้องใช้ถุงยางอนามัยสวมแท่งอัลตราซาวนด์ก่อนสอดใส่ในช่องคลอด ซึ่งเป็นการตรวจเฉพาะที่มีข้อบ่งชี้บางอย่าง เช่น ปวดท้องเรื้อรัง มีก้อนในท้อง
เมื่อถามวิธีการสังเกตการตรวจปกติกับการถูกล่วงละเมิดว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ นพ.กิตติ กล่าวว่า เครื่องมือที่ใช้สอดใส่เข้าไปจะใช้เจลหล่อลื่นเพื่อลดความเจ็บปวดของคนไข้ เป็นการใส่อย่างช้าๆ เมื่อเข้าไปจนสุดแล้ว แพทย์จะหยุดการสอดใส่และตรวจดูผลการอัลตราซาวนด์ จะไม่มีการขยับเข้าขยับออก อาจจะมีการขยับซ้าย ขวาบ้างเล็กน้อย เช่นเดียวกับ สเปคคูลัม ที่จะไม่มีการขยับเข้าออกถี่ๆ ซึ่งปกติแล้วระยะเวลาในการตรวจภายในจะใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที
...
นพ.กิตติ กล่าวต่อว่า หากคนไข้รู้สึกว่าถูกล่วงล้ำ รู้สึกไม่ปลอดภัยระหว่างการตรวจ คนไข้สามารถบอกให้หมอหยุดการตรวจได้ตลอดเวลา เนื่องจากไม่อยากให้คนไข้รู้สึกว่าโดนคุกคามทางเพศ โดยปกติที่แพทย์เป็นผู้ชายจะมีผู้ช่วยที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วยเสมอ เพราะกรณีแบบนี้เคยมีปัญหามาแล้วหลายครั้ง
"การตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดจะตรวจก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น ทานยามาแล้วไม่ดีขึ้น มีอาการท้องโต คลำแล้วเจอก้อนเนื้อ หรือปวดท้องน้อยบ่อยๆ ในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือปฏิเสธการตรวจทางช่องคลอด สามารถอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องได้ หรืออัลตราซาวนด์ทางทวารหนัก หากเป็นเด็กและผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่หมอจะไม่แนะนำให้ตรวจทางช่องคลอดหรือทวารหนักอยู่แล้ว".