เกือบเอาชีวิตไม่รอด! สาววัย 17 โดนเพื่อนล้ออ้วน เล่าประสบการณ์ป่วยเป็นโรคคลั่งผอม อดอาหาร โหมออกกำลังกายจนร่างกายทรุด ซีด ขาดสารอาหาร จนแอดมิทให้เลือด แต่ก็ห้ามความคิดทำตัวเองให้ผอมไม่ได้...
สมาชิกหมายเลข 4905988 เล่าประสบการณ์เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะโรคคลั่งผอม โดยเล่าว่า ตนเองอายุ 17 ปี สูง 157 ซม. ขณะนั้นน้ำหนัก 62 กก. ซึ่งเป็นวันเปิดเรียนวันแรก ก็ถูกเพื่อนผู้ชายล้อว่าอ้วน หมูตอน ไม่เห็นผอมเหมือนคนอื่น ทำให้กินข้าวไม่ลง ได้แต่มองเพื่อนที่ผอม เมื่อกลับไปถึงบ้านก็ไม่กินอะไรเลยและออกไปวิ่งครึ่งชม. เข้าฟิตเนส 1 ชั่วโมง เล่นฮูลาฮูป กระโดดเชือกอีก 500 ครั้ง ตัดขาดกับของที่ทำให้อ้วน และเร่ิมกินแบบนับแคลอรี ซึ่งเป็นการนับแบบผิดๆ คือนับเกินกว่าความเป็นจริง เช่น กินข้าว 5 คำ นับไป 500 แคล
ในเดือนแรกน้ำหนักลดไป 8 กก. สวนทางกับสภาพร่างกายเร่ิมแย่แต่ก็ยังไม่รู้ตัว ประจำเดือนไม่มา หงุดหงิดง่าย เดือนที่ 2 น้ำหนักลกไปอีก 4 กก. ในตอนนั้นเร่ิมมีคนทักว่าซีด เหมือนคนขาดสารอาหารเหรอ แต่ฟังแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่ง 1 สัปดาห์ต่อมา เริ่มมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นสีดำ เลยไปคลินิก หมอบอกเป็นแผลในกระเพาะให้ยามากิน ซึ่งตนก็กินยาตามปกติ แต่ก็ยังมีพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายเหมือเดิม จนผ่านไป 3 เดือน น้ำหนักลดเหลือ 45 กก. ร่างกายผอมจนเห็นกระดูก อาการต่อมาคือ ปวดท้อง อาเจียน เท้าเย็น มือเย็น หน้ามืด หูอื้อตลอดเวลา จนสุดท้ายอาเจียนจนหน้ามืด ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งหมอสั่งแอดมิท ต้องนอนให้เลือด 2 ถุง ทั้งปวดทั้งทรมาน แม่เห็นตนร้องไห้ก็ร้องไห้ตาม
หลังออกจากโรงพยาบาลก็ได้สัญญากับตัวเองว่าจะกลับมากินและฟื้นฟูตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดที่จะผอมได้ ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นโรคคลั่งผอมจนแม่อ่านหนังสือพิมพ์และเรียกไปดู จึงรู้ว่าบทความดังกล่าวตรงกับชีวิตตัวเองมาก รู้ว่าอันตรายถ้ายังทำต่อไป ห้ามความคิดนี้ไม่ได้ จนน้ำหนักเหลือ 39 กก. ตัวซีด ความดันต่ำ จนเพื่อนแทบหามขึ้นบันได
...
และในที่สุดก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อพี่สาวที่บ้างานมากๆ อยู่กันคนละที่ ปกติจะถามแค่ว่าให้เลือดกี่ถุง โทรมาหาด้วยเสียงสั่นๆ ว่า "พอได้รึยังไม่รักตัวเองหรอ ผอมไปทำไม ผอมแล้วขาดสารอาหารนี่ดีหรอ อยากเป็นหมอแต่ตัวเองยังรักษาไม่ได้เลยจะรักษาชีวิตใครเขาได้" และก็วางไป หลังจากฟังพี่สาวก็รู้สึกจุกมากและเร่ิมคิดได้ ซึ่งปัจจุบันตนไม่ชั่งน้ำหนักเลย คิดว่าจะอ้วนก็ช่าง แต่สุขภาพต้องมาก่อน จึงอยากแชร์ประสบการณ์นี้เพราะเชื่อว่าโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคน โดยเฉพาะวัยรุ่นใครที่กำลังเป็นก็อยากให้หยุดและขอเป็นกำลังใจให้.
(ข้อมูลจาก สมาชิก สมาชิกหมายเลข 4905988)