ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกอีกแล้ว...พี่น้องเกษตรกรคนเลี้ยงหมู
ในช่วงจังหวะที่เรากำลังวุ่นเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF) ไม่ให้หลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดทำลายอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูทั้งระบบ...ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ย่องเข้าพบอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทวงถามเรื่องการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯเข้ามาขายในไทยได้
ฝ่ายไทยยังคงยืนยันจะทำตามผลการประชุมคณะกรรมการ TIFA ที่ตกลงให้สองฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องใน ที่มีสารเร่งเนื้อแดง-แรคโตพามีน (Ractopamine) ตกค้าง ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน หรือต้นปี 2562 และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันของสองฝ่าย
แต่ฝ่าย USTR ยังคงยืนยันให้ไทยยอมรับมาตรฐาน CODEX ที่ยอมให้มีสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ได้ ทั้งที่ขัดกับกฎหมายไทยห้ามมีโดยเด็ดขาด มานานกว่า 16 ปี...แต่สหรัฐฯไม่สน จะบังคับขืนใจให้ไทยยินยอมพร้อมใจให้จงได้
นอกจากจะไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองอื่น ยังไม่ใส่ใจสุขภาพของพลเมืองชาติอื่นอีกต่างหาก เพราะมาตรฐาน CODEX กำหนดปริมาณสารตกค้างเฉพาะในเนื้อหมูและชิ้นส่วนอื่นเท่านั้น ไม่ได้รวมไปถึงเครื่องใน ซึ่งคนไทย “กินทุกส่วนของหมูโดยเฉพาะเครื่องใน” นี่จึงเป็นความกังวล หากคนไทยกินเข้าไปจะมีผลดี-ผลเสียอย่างไร คณะกรรมการร่วมฯต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ชัดเจน
และหมูสหรัฐฯไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ยังมีปัญหาเรื่องยาปฏิชีวนะตกค้างอีกต่างหาก ที่อาจทำให้ “เชื้อโรคดื้อยา” ล่าสุด สำนักงานบริการความปลอดภัยและตรวจสอบคุณภาพอาหารของสหรัฐฯ เก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์หลายพันตัวอย่างมาทดสอบ พบว่ายังคงมีการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีผลกระทบต่อมนุษย์
ฉะนั้นคิดให้ดีก่อนจะเผลอใจให้เขาเอาเข้ามาขายในบ้านเรา ไม่เพียงหายนะของอุตสาหกรรมหมูทั้งผู้เลี้ยงรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ กว่า 195,000 รายและเกษตรกรห่วงโซ่การผลิตอื่นๆ อีกกว่า 2 แสนรายจะล่มสลาย...ผู้บริโภคคนไทยยังมีโอกาสตายผ่อนส่งจากหมูสหรัฐฯอาบสารพิษได้นะท่าน.
สะ-เล-เต