สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ที่รักและคิดถึง ต้องขอบอกก่อนว่า คุณครูลิลลี่เขียนต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์ครั้งนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน เพราะว่าช่วงกลางเดือนจะต้องไปปฏิบัติธรรมหลายวันติดต่อกัน เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่เขียนในไทยรัฐออนไลน์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายนค่ะ และถึงตอนที่คุณผู้อ่านกำลังอ่านอยู่ก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องจะคืบหน้าไปถึงไหน หรือว่าจะคลี่คลายไปแล้วก็ไม่ทราบเช่นกัน เรื่องที่ว่าก็คือเรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย มรดกของชาติไทย และเป็นการแสดงที่คุณครูลิลลี่ชื่นชอบมากที่สุดการแสดงหนึ่ง นั่นก็คือ โขน โดยเฉพาะ โขนพระราชทาน ซึ่งปกติจะทำการแสดงทุกปี แต่ได้หยุดไป 2 ปี ในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ซึ่งเมื่อถึงปีนี้ก็เป็นความน่ายินดีที่โขนพระราชทานกำลังจะกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้ง อันนับเป็นวาระพิเศษคือการฉลองครบรอบ ๑ ทศวรรษของการจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ซึ่งมีความสนุกสนานตระการตาไปกับทุกฉากการแสดงผสมผสานศิลปะการแสดงแบบประเพณีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว มีฉากสำคัญ เช่น ฉากเรือสำเภาริมฝั่งน้ำ, ฉากสนามรบ ฯลฯ
...
นำแสดงโดยศิลปินระดับแนวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และนักแสดงรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ ๓ พฤศจิกายน ถึง วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย งานนี้ก็เปิดจองบัตรกันแล้วนะคะ เรียกว่าเป็นข่าวดีที่แฟนๆ หรือผู้ที่ชื่นชอบการแสดงโขนจะได้ชมกันให้หายคิดถึง แต่ก็อย่างว่านะคะ เรื่องราวดีๆ มีให้ชื่นใจไม่เท่าไร เรื่องราวที่ไม่ค่อยจะสู้ดีก็มีมาให้อารมณ์เสียได้ทันที นั่นก็คือ เรื่องของข้อพิพาทระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชา หลังจากที่มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลไทยเตรียมขึ้นทะเบียน “โขน” ให้เป็นมรดกโลก ทำให้ชาวโซเชียลของกัมพูชาจำนวนมากได้ออกมาเคลื่อนไหว และแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดรุนแรงว่าการแสดงโขนเป็นศิลปะที่มีจุดกำเนิดจากกัมพูชา ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงและยังไม่มีคำตอบเป็นที่สิ้นสุดว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร แต่ในฐานะของครูภาษาไทยขอทำหน้าที่อธิบายเรื่องราวของความรู้ภาษาไทยควบคู่ไปด้วยนะคะ
คำว่า โขน ถ้าเปิดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะมีอยู่ 2 ความหมาย ความหมายแรก เป็นคำนามแปลว่า การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ มักเล่นเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่างๆ ที่เรียกว่าหัวโขน ส่วนอีกความหมายก็เป็นคำนามเช่นกันค่ะ หมายถึง ไม้ที่ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไป เรียกว่า โขนเรือ หรือเรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขน ว่า เรือโขน นอกจากนั้นยังอาจจะหมายความถึงไม้ประกับหัวท้ายส่วนสุดโค้งของรางระนาด ฆ้องวง หรือ ส่วนปลายสุดของซอด้วง ก็ได้ค่ะ
ทีนี้กลับมาที่ข้อพิพาทกันต่ออีกสักหน่อยนะคะ เท่าที่คุณครูลิลลี่ได้ศึกษาและค้นคว้าข่าวต่างๆ มาก็พอจะได้เรื่องว่าการจะชี้ชัดว่า “โขน” เป็นของใครเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ไทยและกัมพูชามีร่วมกัน สมัยก่อนเราอยู่รวมกันเป็นสังคมสุวรรณภูมิ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการรับวัฒนธรรมต่างๆ เช่น ความเชื่อ ศาสนา มาจากอินเดีย โดยผ่านเข้ามาทางขอม แต่ก็ไม่ได้รับมาทั้งหมด แม้กระทั่งโขนเองก็มีการพัฒนาจนกระทั่งสมัยปัจจุบันที่มีการแสดงในโรงละครและมีฉากต่างๆ ประกอบ มีแสงสีเสียง รวมถึงเทคนิคที่ได้รับการพัฒนา ทำให้การแสดง “โขน” ในรูปแบบที่คนไทยเห็นในปัจจุบัน ถือเป็นการแสดงของไทย เพราะถูกพัฒนามาจนกระทั่งมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ และในปัจจุบันโขนของไทยก็จะเล่นในเรื่อง “รามเกียรติ์” บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ค่ะ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร
ทิ้งท้ายไทยรัฐออนไลน์ครั้งนี้ ไหนๆ ก็พูดถึงโขนแล้ว มีสำนวนสุภาษิตไทยที่เกี่ยวกับโขนมาฝากกันไว้เป็นความรู้จากครูลิลลี่ นั่นก็คือ สำนวนที่ว่า “ติโขนยังไม่ทรงเครื่อง” สำนวนนี้หมายถึง การพูดจาว่ากล่าวไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือตำหนิในสิ่งที่ยังทำไม่เรียบร้อย หรือยังทำไม่เสร็จสิ้น ที่มาของสำนวนนี้ก็น่าจะมาจากเรื่องของการแต่งกาย หรือการทรงเครื่องของนักแสดงโขนที่มีความสวยงามมาก ประกอบไปด้วยเครื่องประดับที่สวยงาม มีการร่ายรำที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ สำนวนนี้หมายถึงการวิจารณ์ หรือการตำหนิติเตียนการแสดงโขนที่ยังไม่ได้แสดง ยังแต่งกายไม่เสร็จ หรือ ยังไม่ได้แต่งกายด้วยซ้ำ ก็จะคล้าย ๆ กับสำนวนสุภาษิต หรือคำพังเพยที่ว่า ติเรือทั้งโกลน นั่นเองค่ะ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ