ภายใต้ปรากฏการณ์เชิงลบของกิจกรรมรับน้องที่ดูเหมือนจะยังตกอยู่ในหลุมของการสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติที่รุ่นพี่ใช้แรงกดดันเป็นข้ออ้างขับเคลื่อนความมีระเบียบวินัยและความสามัคคีให้กับนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หรือ เฟรชชี่ 

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้พยายามก้าวข้ามรูปแบบการรับน้องดั้งเดิม เบนเข็มสู่ การรับน้องสร้างสรรค์  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ คณะดนตรีและการแสดง (MUPA) มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ใช้ระยะเวลาถึง 10 ปีที่พลิกโจทย์การรับน้องแบบเดิมๆ สู่การรับน้องที่นำไปใช้ในชีวิตจริงได้

จากมุมมองของปัญหาเป็นกิจกรรมที่สร้างโอกาสให้รุ่นน้องได้รู้จักตนเอง ให้รุ่นพี่ได้ทบทวนวิชาการ และใช้เวลาถักทอความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันผ่านการทำงานแบบ Project Based- Learning ภายใต้ชื่อกิจกรรม  MUPA Recital ลบภาพการเข้าระเบียบ การทำกิจกรรมไร้แก่นสารมาสู่การทำงานในศาสตร์ของศิลปะการละคร นาฏศิลป์ และดนตรีที่ต้องดึงศักยภาพของนิสิตและอาจารย์ทุกสาขาวิชาในคณะ จำลองโลกการทำงานของวิชาชีพดนตรีและการแสดงที่นิสิตจะต้องใช้เวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้

...

มองจากมุมรุ่นน้อง

นายพุทธิพันธ์ ฟูประเสริฐ หรือ เอิทโทน หนึ่งในตัวแทนเฟรชชี่จากเอกศิลปะการละครคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ตอนอยู่ ม.6 คิดว่ามีการรับน้องหลายแบบ มีโหดๆ มีเต้น มีอะไร เห็นข่าวที่อื่นรับน้องแล้วมีเรื่องเดือดร้อน ผู้ปกครองไม่พอใจ ก็เลยลองถามรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ในคณะดนตรีและการแสดงว่าที่นี่รับน้องแบบไหน

ทั้งนี้ พี่ก็บอกว่าเป็นการรับน้องด้วยการสร้างการแสดงร่วมกันทั้งคณะ โดยให้ตัวแสดงหลักเป็นปี 1 ซึ่งหลังจากเปิดเทอม เราเพิ่งซ้อมกันมาได้สัปดาห์เดียวและจะเปิดการแสดงในวันที่ 15 ก.ย.61 นี้ แต่เราอยากให้ทุกคนได้เห็นการแสดงของพวกเรา อยากให้มาเห็นสิ่งที่เราเรียน สิ่งที่เราทำงานร่วมกันทั้งคณะด้วยความสมัครใจ

นายศุภเดช สุริทธิ์ หรือ คิม ซึ่งใช้คะแนนแอดมิชชั่นเข้ามาศึกษาต่อในเอกดนตรีไทยโดยไม่มีพื้นฐานมาก่อน ระบว่า ผมไม่เคยเล่นดนตรีไทยมาก่อนเลย เล่นแต่ดนตรีสากล คือ กีต้าร์ แต่เมื่อมาเรียนที่นี่ รุ่นพี่เข้ามาช่วยเยอะมาก ให้กำลังใจและช่วยให้คำแนะนำต่างๆ ตอนนี้ผมเล่นฆ้องวงใหญ่ และได้ตีกลองยาวใน MUPA Recital ซึ่งในปีนี้เป็นการแสดงละครเวทีเรื่อง ตำนานรักแสนมุก

ส่วนนางสาวกิ่งกนก แก้วเกตุ หรือ เตยเต้ย เฟรชชี่จากเอกนาฏศิลป์และการกำกับลีลา ที่เล่าถึงบรรยากาศการทำงานว่า MUPA Recital เป็นกิจกรรมที่รุ่นพี่เปิดโอกาสให้รุ่นน้องเลือกทำงานในตำแหน่งต่างๆ โดยสมัครใจ ไม่สมัครใจก็ไม่ว่า แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันมาช่วยงาน ใครไม่ได้อยู่เบื้องหน้าก็ทำงานเบื้องหลัง

โดยแต่ละฝ่ายจะเปิดให้นิสิตแต่ละเอกออดิชั่นในสาขาที่เรียนก่อน เช่น เรียนนาฏศิลป์ก็ไปคัดตัวเป็นนางรำก่อน แล้วถ้าสนใจอยากไปคัดตัวเป็นนักเต้น นักแสดง นักดนตรี หรือทำงานเบื้องหลังข้ามฝ่ายข้ามสาขาที่เรียนก็สามารถทำได้ ซึ่งมองว่า MUPA Recital ไม่ใช่การรับน้อง แต่เป็นการทำงานที่ทุกคนได้ใช้ความสามารถร่วมกันเพื่อพัฒนาตัวเอง

"เพื่อนบางคนติดงาน รับเล่นดนตรีตามร้านอาหารช่วงเย็นหรือค่ำ รุ่นพี่ก็บอกให้เราไปรับผิดชอบงานที่รับมาแล้วก่อน ไม่ได้บังคับว่าจะต้องมาร่วมกิจกรรมที่คณะเป็นหลัก รุ่นพี่ไม่ได้บังคับ ไม่มีว้าก หรือถือตัวกับรุ่นน้องเลย ที่นี่ไม่มีรับน้องโหดๆ แต่เป็นการทำงานอย่างแท้จริง"

ส่วนนายสดายุ อ่องรุ่งเรือง หรือ  น๊อต เฟรชชี่เอกดนตรีสากล ร่วมยืนยันถึงการจัดกิจกรรมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันในฐานะผู้ร่วมงาน โดยการปรับกิจกรรมรับน้องจากการสันทนาการที่ไร้เป้าหมายและการเข้าระเบียบอย่างไร้เหตุผลคงเกิดขึ้นได้ยาก หากผู้ใหญ่ ไม่ลงมาเล่นด้วย

ทั้งนี้ การรับน้องรูปแบบเดิมมีแต่ความอึดอัด เหตุผลที่รุ่นพี่ทำคือต้องการเอาน้องมารวมกัน ให้รู้จักกัน แต่กิจกรรมที่ทำมีแต่ความกดดันซึ่งอาจช่วยให้เกิดความสามัคคีได้อย่างรวดเร็ว นิสิตยังเชื่อว่าการที่รุ่นน้องเดินผ่านแล้วไม่ไหว้ คือการไม่เคารพกัน นิสิตบางกลุ่มยังเชื่อเรื่องอำนาจ เขามองเรื่องของการที่รุ่นน้องรวมกันรักกันในระยะเวลาสั้นๆ เป็นความสำเร็จ แต่เราเชื่อเรื่องการรับฟัง เราเชื่อในการเปลี่ยนแปลง 


มองมุมอาจารย์

อาจารย์สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ คณบดีคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา เล่าถึงแนวคิดที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลง​ดังนั้น เมื่อคณะดนตรีและการแสดงตัดสินใจเปลี่ยนกิจกรรมรับน้องเป็นรูปแบบที่แตกต่างจึงต้องก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคพอสมควร

อาจารย์สัณห์ไชญ์ กล่าวว่า ปัญหาแรกคือนิสิตรุ่นพี่ซึ่งเคยเจ็บปวดจากการรับน้องตอนที่เป็นน้องใหม่ แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกว่าดีและคิดว่าน้องต้องผ่านไปได้เช่นกันจึงไม่มองหาวิธีอื่น แต่อันที่จริงแล้วถ้ากล้าลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนก็จะพบว่ามีทางที่ทำได้

ปัญหาที่สอง คือ กิจกรรมรับน้องไม่ใช่เรื่องของอาจารย์โดยตรง เป็นกิจกรรมระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่ที่จริงอาจารย์เป็นกำลังสำคัญในการให้การสนับสนุนคณะดนตรีและการแสดงใช้เวลาพอสมควรกว่าที่อาจารย์จะถอดกิจกรรมเข้าระเบียบหรือการใช้อำนาจของรุ่นพี่ต่อรุ่นน้องออกได้

อาจารย์คอลิด มิดำ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม และอาจารย์คณพศ วิรัตนชัย อาจารย์ประจำสาขาศิลปะการแสดงคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายการรับน้องสร้างสรรค์ในโครงการ สานสายใยน้องพี่คณะดนตรีและการแสดง ผ่านกิจกรรม MUPA Recital ว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายแค่เป็นการรับน้องเพื่อแสดงอำนาจของพี่ แต่เป็นการเชื่อมโยงสายใยแห่งความผูกพันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง

โดยผ่านกระบวนการทำงานที่ส่งเสริมให้นิสิตนำความรู้ความสามารถในศาสตร์ของตนเองมาใช้ในการรับน้อง เป็นการทบทวนวิชาการและเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของนิสิตและคณาจารย์ทั้งคณะ ทุกวิชาเอกคือ ศิลปะการละคร ดนตรีไทย ดนตรีสากล นาฏศิลป์และการกำกับลีลา

ทั้งนี้ นิสิตจะมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามหน้าที่การทำงานการผลิตการแสดง คือ

1.ขั้นเตรียมการแสดง นิสิตรุ่นพี่ทุกคนเตรียมการผลิตการแสดง ประชุมเตรียมงาน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ วางแผนการดำเนินงาน เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละฝ่าย รวมทั้งเขียนบทการแสดง ซึ่งต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนเปิดเทอม

2. ขั้นผลิตการแสดง เริ่มต้นในช่วงเปิดเทอม มีการปรับใจน้องผ่านกิจกรรมการฝึกซ้อมการแสดง ผลิตฉาก/อุปกรณ์หาสปอนเซอร์ รุ่นพี่ส่งความคืบหน้าในการทำงานให้อาจารย์ปรับแก้ รุ่นพี่หนุนเสริมและดูแลรุ่นน้อง แก้ปัญหาร่วมกัน

3. ขั้นจัดแสดง นำเสนอผลงานการแสดงสู่สาธารณชน สร้างความเข้าใจต่อผู้ปกครองนิสิต และ

4.ขั้นสรุปผล คณะทำงานทั้งหมดร่วมกันสะท้อนปัญหาและข้อเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนางานในปีต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนเปิดเทอมรุ่นพี่และอาจารย์จะออกแบบกิจกรรมร่วมกันว่านิสิตชั้นปีที่ 1 ต้องรู้อะไร มีกิจกรรมอะไรที่จะนำไปสู่เป้าหมาย รุ่นพี่ต้องทดลองเป็นผู้ร่วมกิจกรรมในฐานะรุ่นน้อง มีกิจกรรม training the trainer และทดสอบระบบทั้งหมดเสมือนจริงเพื่อดูว่ากิจกรรมใดใช้ได้ กิจกรรมใดใช้ไม่ได้ เมื่อถึงช่วงเปิดเทอมเฟรชชี่ก็จะเข้าร่วมกระบวนการผลิตในฐานะนักเต้น นักแสดง หรืองานเบื้องหลังฝ่ายต่างๆ ตามความสามารถ

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องเข้าร่วมหรืออยู่ร่วมตลอดงานเพราะเราเข้าใจความแตกต่างและความจำเป็นในชีวิตของแต่ละคน เด็กบางคนต้องเดินทางไปกลับ บางคนต้องทำงานพาร์ทไทม์ ก็ร่วมกิจกรรมเท่าที่สามารถทำได้

ทั้งนี้ ถ้าได้เข้าร่วมก็จะได้เรียนรู้ชีวิตการทำงานในสายอาชีพนี้อย่างแท้จริง เป็นกลไกให้นิสิตได้ทบทวนตนเองว่าการเลือกเข้ามาศึกษาต่อในสาขานี้เป็นสิ่งที่ต้องการจริงหรือไม่ และอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีรูปแบบการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างไร ขณะที่รุ่นพี่ก็ได้ทบทวนวิชา และอาจได้พบความสนใจของตนเองในด้านอื่น เช่น บางคนเรียนละคร แต่อาจพบว่าชอบเรื่องการออกแบบก็เป็นได้

เสียงสะท้อนของรุ่นพี่

นายณวุฒน์ ตันอนุชิตติกุล หรือ อ๊อฟ นักแสดงอิสระ อายุ 21 ปี อดีตนายกสโมสรนิสิตคณะดนตรีและการแสดง เล่าถึงเส้นทางกิจกรรมรับน้องว่า ช่วงที่เขาก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะเฟรชชี่นั้นกระแสรับน้องแรงมาก มีระบบว้าก มีการเข้าระเบียบ ก็เตรียมตัวว่าจะต้องเจอและยอมรับได้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ได้เข้มข้นมาก เพราะมีกฎหมายเข้ามากำกับพอดี มหาวิทยาลัยออกระเบียบควบคุม แต่ก็ยังรู้สึกว่าการรับน้องเป็นกิจกรรมที่ไร้เหตุผล

อย่างไรก็ตาม พอขึ้นสู่ชั้นปีที่ 2 สิ่งที่ได้รับ คือ รู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดี รุ่นพี่แกล้งเพราะมีเหตุผล จึงนำกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาใช้กับรุ่นน้อง แต่อาจารย์ก็เข้ามาชวนคุยว่าน่าจะออกแบบกิจกรรมให้ใช้เหตุผลมากขึ้น ซึ่ง MUPA Recital ได้เปรียบการรับน้องของที่อื่น ตรงที่นิสิตได้นำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์และบูรณาการจนออกมาเป็นละครเวทีได้ ซึ่งตอนที่มีส่วนร่วมในฐานะนิสิตชั้นปีที่ 1 รู้สึกภูมิใจมาก พอขึ้นชั้นปีที่ 2 ก็ทำหน้าที่เป็นพี่ดูแลน้อง

เมื่อถึงชั้นปีที่ 3 ทำหน้าที่ควบคุมการผลิต เป็นผู้กำกับ และมีตำแหน่งเป็นรองนายกสโมสรนิสิตฯ จนกระทั่งชั้นปีที่ 4 มีตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตฯ ดูแลงานบริหาร การเงินในภาพรวมซึ่งตลอด 4 ปีมองเห็นกิจกรรมใหม่ๆ ในการรับน้องที่สร้างสรรค์มากขึ้น

จากประสบการณ์การรับน้องสร้างสรรค์ของ MUPA Recital มีแง่ดีทำให้คนในองค์กรมีความสามัคคีกันด้วยการทำงาน สัมพันธ์กันด้วยหน้าที่ ได้ฝึกใช้ชีวิตร่วมกัน นับเป็นงานแรกของเฟรชชี่ที่จำลองเหตุการณ์จริงในการทำงาน.

นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสที่รุ่นพี่ได้นำความรู้จากการเรียนในวิชาต่างๆ มาใช้จริงด้วย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็พบว่าอาจมีบ้างที่ความสนุกสนานแบบเด็กๆ จากกิจกรรมรับน้องแบบเดิมนั้นหายไป รุ่นพี่และรุ่นน้องแยกจากกันได้ง่ายเมื่อจบงานหากความสัมพันธ์ในหน้าที่ไม่แน่นแฟ้นมากพอ

สำหรับกิจกรรมรับน้องของไทยเป็นอะไรที่ตายตัว เหมือนเป็นธรรมเนียมที่ทำต่อๆ กันมา จึงอยากฝากถึงรุ่นพี่ว่า ต้องจับแก่นหลักของกิจกรรมให้ดีว่าทำไปเพื่ออะไร และต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ส่วนรุ่นน้องนั้น แม้ว่ากระแสสังคมเรื่องการรับน้องในปัจจุบันจะดูแย่ แต่อยากให้ลองเปิดใจ ขณะเดียวกันก็อย่าเชื่อฟังรุ่นพี่จนขาดเหตุผล ขอให้กล้าที่จะพูด และให้รู้ว่ามีสิทธิที่จะถอนตัวจากกิจกรรมได้ทุกเมื่อถ้าเห็นว่าสิ่งที่รุ่นพี่ทำนั้นเกินกว่าเหตุ