บรรดาทนายความ แสดงความเห็น กรณีจับยายขายข้าวหมาก ถามปรับมากไปไหม และว่าควรไปจับพวกที่ทำเป็นธุรกิจ มากกว่าชาวบ้านที่ไม่รู้กฎหมาย ชี้คนจับได้เงินรางวัล 20%...
จากกรณี นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก บริเวณตลาดนัดคลองถม สี่แยกกระสัง อ.เมืองบุรีรัมย์ ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับกุมในข้อหาจำหน่ายเหล้าสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเรียกค่าปรับ 5 หมื่นบาท ก่อนมีการต่อรองเหลือ 1 หมื่นบาท ซึ่งรู้สึกเดือดร้อน และไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากหาเช้ากินค่ำ ได้กำไรจากการค้าขายไม่มาก เพียงวันละ 50-100 บาท
ต่อมา ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์แสดงความเห็นในเฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ ถึงกรณีดังกล่าวว่า ชาวบ้านทำมาหากินสุจริตไม่รู้กฎหมาย ส่วนไอ้พวกที่ทำเป็นธุรกิจ ต้องจัดให้หนัก ดังนั้นในการจับกุมควรแยกให้ออก ระหว่างคนทำมาหากินกับพวกที่จงใจทำผิดกฎหมาย ฝากผู้เกี่ยวข้องด้วยครับ
ขณะที่ ทนายรัชพล ศิริสาคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สายตรงกฎหมาย ถึงเรื่องดังกล่าวว่า การปรับ 50,000 บาท เยอะไปหรือไม่ และว่าการกำหนดค่าปรับนั้นจะต้องพิจารณาราคาของสินค้าด้วย ไม่ใช่กำหนดได้ตามใจชอบ
ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2560 มาตรา 136 มีหลักในการเปรียบเทียบคดีว่า จะต้องเอาราคาของสินค้ามาพิจารณา ซึ่งราคาของสินค้าก็ต้องเอาต้นทุนการผลิตมาพิจารณา ราคาขายปลีก ฯลฯ มาพิจารณาในการกำหนดค่าปรับ
เรื่องนี้ ถ้าคุณยายทำข้าวหมากจำนวนไม่มาก เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงด้วยว่า ทำไมถึงคิดค่าปรับที่ 50,000 บาท เพราะถ้าทำข้าวหมากไม่มาก ก็ไม่น่าจะโดนค่าปรับขนาดนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยของสังคม
...
ขณะที่ ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีคุณยายถูกจับปรับขายข้าวหมาก ว่า ตามข่าวนี้ ผมพยามยามดูตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า เจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับกุมยายในข้อหาอะไร ตามมาตราไหน ของ พ.ร.บ.อะไร
ถ้าแต่ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ความผิดเกี่ยวกับสุรา ก็จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ตรงๆ คือ พ.ร.บ.สุรา 2493 ซึ่งมีคำนิยามคำว่าสุรา ในข้อ 4 ว่า เชื้อสุรา หมายความว่า แป้งสุรา แป้งข้าวหมักหรือเชื้อใดๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุหรือของเหลวอื่นแล้วสามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุราได้
ซึ่งตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ "ข้าวหมาก" น่าจะมีความหมายตามคำนิยามในข้อ 4 คือ เชื้อสุรา ซึ่งก็ถือว่าเป็นสุรา ตามกฎหมายฉบับนี้ ผู้ผลิต ย่อมมีความผิด
แต่ต่อมา มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ ในปี พ.ศ.2560 คือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.สุรา แล้ว
คำนิยามคำว่า สุรา สุราแช่ สุรากลั่น และ เชื้อสุรา จึงถูกยกเลิกไปด้วย
ในกฎหมายใหม่ ไม่มีคำนิยามคำว่า เชื้อสุรา ซึ่งหมายถึง แป้งหมัก แป้งสุรา แป้งข้าวหมัก
แปลว่า ลำพังแต่มี เชื้อสุรา ซึ่งหมายถึง แป้งหมัก แป้งสุรา แป้งข้าวหมัก ไม่มีความผิดตามกฎหมาย (แต่นำไปผสมให้มีแอลกอฮอล์ เพื่อดื่มกินอย่างสุรา ก็มีความผิด)
ปัจจุบัน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 นิยามคำว่า สุรา ดังนี้
มาตรา 152 ในส่วนนี้
“สุรา” ให้หมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา หรือซึ่งดื่มกินไม่ได้แต่เมื่อได้ผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา แต่ไม่รวมถึงเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินศูนย์จุดห้าดีกรี
“สุราแช่” หมายความว่า สุราที่ไม่ได้กลั่น และให้หมายความรวมถึงสุราแช่ที่ได้ผสมกับสุรากลั่นแล้ว แต่ยังมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกินสิบห้าดีกรีด้วย
“สุรากลั่น” หมายความว่า สุราที่ได้กลั่นแล้ว และให้หมายความรวมถึงสุรากลั่นที่ได้ผสมกับสุราแช่แล้ว แต่มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่าสิบห้าดีกรีด้วย
ดังนั้น เชื้อสุรา หมายความว่า แป้งสุรา แป้งข้าวหมักหรือเชื้อใดๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุหรือของเหลวอื่นแล้วสามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุราได้ ตามคำนิยามเดิม จึงถูกยกเลิกไปแล้ว
การนำแป้งหมักมาทำเป็นข้าวหมาก อาจมีความผิดฐานผลิตสุราก็ได้ แต่จะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ต้องประกอบด้วย
1.สุรานั้นๆ ต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าศูนย์จุดห้าดีกรี (0.5 ดีกรี) ถ้าไม่เกิน ไม่เป็นความผิด
คำถาม คือ เจ้าหน้าที่สรรพสามิตรที่จับกุมได้ตรวจสอบ หรือทดสอบหรือไม่ว่า ข้าวหมากของยายในแต่ละห่อมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรีหรือไม่
2.หากเกิน 0.5 ดีกรี หรือมีเจตนาจะผลิตสุรา หรือมีเครื่องกลั่น ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีเสียก่อน (มาตรา 153)
กรณีนี้ ถ้าผลการตรวจปรากฏว่า ข้าวหมากของยายมีแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด ยายก็ผิดเต็มๆ เพราะไม่ได้ขออนุญาตผลิต
แต่จะผิดแค่ไหน โทษปรับถึง 50,000 บาทหรือไม่ ก็มาดูตัวทบกฎหมายกันในความผิดฐานผลิตสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 153 ซึ่งบทลงโทษคือ
มาตรา 191 ผู้ใดขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสุราที่ผลิตโดยฝ่าฝืนมาตรา 153 วรรคหนึ่งต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
สรุปโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่มีขั้นต่ำ
ทั้งนี้ ยังระบุด้วยว่า ผู้แจ้งเบาะแสให้จับกุม จะได้เงินสินบน 20% แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท, ผู้จับกุมจะได้เงินรางวัล 20% แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ซึ่งการจับข้าวหมากจะได้ 20% ของค่าปรับ.
(ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์, สายตรงกฎหมาย, เกิดผล แก้วเกิด)