ข่าว
100 year

ขุนศรีวิสารวาจา กับหน้าที่สำคัญที่ฝรั่งเศส

ไทยรัฐออนไลน์22 มี.ค. 2561 13:30 น.
SHARE

โด่งดังทั่วเมือง สำหรับละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทั้งยังสร้างกระแสค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพื่อประกอบการดูละครให้สนุกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพจ วิพากษ์ประวัติศาสตร์ ได้ค้นประวัติของ ออกขุนศรีวิสารวาจา ซึ่งแสดงโดย โป๊ป ธนวรรธน์ ในช่วงที่เป็นตรีทูตไปเยือนฝรั่งเศสมานำเสนอ โดยมีหลายเรื่องน่าสนใจดังนี้

ออกขุนศรีวิสารวาจา ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ตอนนี้ละครบุพเพสันนิวาสเป็นกระแสโด่งดังมากจนคนทั่วไปรู้จัก “พ่อเดช” หรือ “หมื่นสุนทรเทวา” พระเอกของเรื่องซึ่งได้เค้าโครงมาจาก “ออกขุนศรีวิสารวาจา” ตรีทูตในคณะทูตของออกพระวิสุทสุนธร (ปาน) ซึ่งเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ผมจึงคิดว่าควรเรียบเรียงประวัติของออกขุนศรีวิสารวาจาที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยละเอียดให้ได้ศึกษากันเป็นการเสริมความรู้หลังดูละครนะครับ

หลักฐานเกี่ยวกับออกขุนศรีวิสารวาจามีดังนี้

ออกขุนศรีวิสารวาจา ไม่ปรากฏนามเดิม ทราบแต่บรรดาศักดิ์กับทินนามเมื่อเป็นตรีทูตไปฝรั่งเศส ซึ่งต้องอ่านว่า “วิ-สา-ระ-วา-จา” ไม่ใช่ “วิ-สาน-วา-จา” เพราะเป็นคำสมาส นอกจากนี้ปรากฏในตราประทับที่อยู่ในภาพพิมพ์ของท่านระบุทินนามในภาษาไทยว่า “ขุนวิสาระวาจา” และปรากฏเรียกทินนามในภาษาฝรั่งเศสว่า OOC, COUNSRIVISÂRAVÂKIAA หรือ Tan oc-Cun Sriui Sarauacha.

สำหรับครอบครัวของท่าน ปรากฏในจดหมายเหตุ Voyage des ambassadeurs de Siam en France (แปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า ‘โกศาปานไปฝรั่งเศส’ โดย เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์) ของ ฌ็อง ดงโน เดอ วีเซ (Jean Donneau de Visé) ซึ่งเป็นจดหมายเหตุเกี่ยวกับคณะทูตกรุงศรีอยุทธยาชุดนี้ในคณะที่พำนักอยู่ในฝรั่งเศสอย่างละเอียด โดยได้ตีพิมพ์ที่ปารีสตั้งแต่ ค.ศ. ๑๖๘๖ (พ.ศ. ๒๒๒๙)

จดหมายเหตุนี้ระบุว่าออกขุนศรีวิสารวาจา “...เป็นบุตรชายของราชทูตแห่งพระเจ้ากรุงสยามผู้เคยไปเจริญสัมพันธไมตรีที่โปรตุเกส (que le troiʃiéme eʃtoit Fils de l'Ambaʃʃadeur du Roy de Siam en Portugal.)”

สอดคล้องกับภาพพิมพ์รูปราชทูตของฝรั่งเศสอีกหลายรูป เช่น รูปหมู่ของราชทูตอุปทูตและตรีทูตผลงานของ นิโกลาส์ เดอ ลาร์แมซแซ็ง (Nicolas de Larmessin) ที่ให้ข้อมูลไว้ตรงกันว่า

“ออกขุนศรีวิสารวาจาตรีทูต ยังหนุ่มแน่นอยู่ อายุราว ๒๕ ถึง ๓๐ ปี บิดาของเขาเคยเป็นราชทูตไปยังประเทศปอร์ตุเกส (OOC,COUNSRIVISÂRAVÂKIAA TRITHOVD ; Ieune hoe agé déruiron 25 au 30, ans, Son Pere Est a pnt, en ambassade En Portugal)”

ก่อนจะได้เป็นตรีทูตไปฝรั่งเศส ออกขุนศรีวิสารวาจาเคยเป็นทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับจักรวรรดิโมกุลในอินเดียด้วย ปรากฏใน Journal du voyage de Siam fait en 1685. & 1686 หรือจดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยามของ บาทหลวง เดอ ชัวซีย์ (François-Timoléon, abbé de Choisy) ระบุว่า “ตรีทูตเคยไปที่ประเทศโมกุลมาแล้ว” แต่ไม่ชัดเจนว่าตอนนั้นท่านมีตำแหน่งใดในคณะทูต

ใน ค.ศ. ๑๖๘๕ (พ.ศ. ๒๒๒๘) พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งคณะทูตนำโดย เชอวาลิเยร์ เดอ โชมงต์ (Alexandre, Chevalier de Chaumont) เขามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุทธยา สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงแต่งตั้งคณะทูตให้เดินทางไปยังฝรั่งเศส โดยให้ ออกพระวิสุทสุนธรเป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีเป็นอุปทูต ออกขุนศรีวิสารวาจาเป็นตรีทูต

เหตุที่ออกขุนศรีวิสารวาจาได้รับแต่งตั้งเป็นตรีทูตไปฝรั่งเศส เดอ วีเซ ได้บรรยายไว้ว่า

“ที่จริงท่านยังหนุ่มมากอยู่ ความสามารถยังมิได้ปรากฏขึ้นที่ไหน แต่อาศัยเหตุที่บิดาของท่านเคยเป็นราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีที่พระราชสำนักปอร์ตุคาลมาแล้ว จึงนับเหมือนว่าท่านเป็นเชื้อชาติราชทูต พระเจ้ากรุงสยามจึงทรงแต่งตั้งให้เป็นตรีทูตมาเพื่อดูแลการงานเมือง คล้ายๆ กับให้มาฝึกซ้อมมือซ้อมใจให้เป็นราชทูตตามตระกูลต่อไปข้างหน้า”

จึงสันนิษฐานว่าออกขุนศรีวิสารวาจาและบิดาน่าจะรับราชการอยู่ในกรมพระคลังหรือกรมท่าซึ่งรับผิดชอบเรื่องการต่างประเทศเหมือนกัน ตามปกติของขุนนางไทยสมัยโบราณที่บิดามักถ่ายทอดความรู้ราชการในกรมที่รับผิดชอบให้บุตร เมื่อบุตรเติบใหญ่ก็มักได้รับราชการในกรมเดียวกับบิดา จึงได้ทำหน้าที่เป็นทูตไปต่างประเทศเหมือนบิดา

ออกขุนศรีวิสารวาจาเคยเกือบจะไม่ได้ไปฝรั่งเศส เพราะเคยมีผู้กล่าวโทษเขาต่อสมเด็จพระนารายณ์ ปรากฏในบันทึกของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๘๕ ระบุว่า

“ท่านตรีทูตนั้นเป็นชายหนุ่ม แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเขาจะได้มา (ประเทศฝรั่งเศส) เพราะเมื่อแปดวันมานี้เองมีผู้ยื่นฎีการ้องทุกข์กล่าวโทษเขาต่อพระเจ้าแผ่นดิน และสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามนั้นทรงปรารถนาให้ราชทูตของพระองค์ท่านทุกคนปราศจากมลทินด่างพร้อย”

เข้าใจว่าฎีกาฟ้องร้องฉบับนั้นถูกตีตกไป เพราะออกขุนศรีวิสารวาจายังคงได้เป็นตรีทูตและออกเดินทางไปฝรั่งเศสในที่สุด

คณะทูตกรุงศรีอยุทธยาเดินทางออกจากปากน้ำบางเจ้าพระยาเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๕ ด้วยเรือรบหลวงลัวโซ (L'Oyseau) เดินทางข้ามทะเลมาถึงเมืองแบรสต์ (Brest) ของฝรั่งเศสในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ค.ศ. ๑๖๘๖ ได้เดินทางทางบกผ่านเมืองต่างๆ จนมาถึงกรุงปารีส และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ปีเดียวกัน

เดอ วีเซ ระบุว่าในวันเข้าเฝ้า ออกขุนศรีวิสารวาจาเป็นผู้อัญเชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระนารายณ์ลงไว้ด้วยมือของตนเอง จนไปถึงหน้าพระพักตร์แล้ว ออกพระวิสุทสุนธรราชทูตจึงรับมาทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔

“ทันใดนั้น ก็ได้ตั้งกระบวนแห่สำหรับจะนำพระราชสาสน์เข้าไปถวาย มีทหารสวิสอาสากองรักษาพระองค์ ๑๒ คนเดิรกำกับพระราชสาสน์อย่างกวดขัน พระราชสาส์นนั้นมีพระกลด คือร่มขาว ซึ่งไทยเรียกเศวตฉัตรเป็นเครื่องกั้นอีก ๔ คัน สำหรับแสดง พระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินสยาม นอกนั้นที่เชิงบันได ใหญ่ยังได้มีทหารกรมมหรศพอีกเป็นหลายกอง คือทหารตีกลอง ๓๖ คน ทหารแตรเดี่ยว ๒๔ คน เมื่อริ้วกระบวนแห่เดิรเข้ามา ถึงต่างก็เป่าแตรและตีกลองรับ พอขบวนเดิรขึ้นสุดคั่นบันไดแล้ว ก็ถึงพื้นท้องพระโรงที่จะเฝ้าทีเดียว กระบวนแห่ก็หยุด ท่านอัครราชทูตจึงเดิรไปรับเอาพระราชสาส์นจากแท่นที่แห่มานั้น แล้วท่านก็ให้ตรีทูตอัญเชิญด้วยมือของตนเอง จนถึงหน้าพระที่นั่งต่อไป.”

ช่วงที่คณะทูตกรุงศรีอยุธยาอยู่ในฝรั่งเศส ได้เดินทางไปหลายเมือง ได้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ และได้พบบุคคลสำคัญของฝรั่งเศสจำนวนมาก แต่จดหมายเหตุของ เดอ วีเซ มักให้บทบาทแต่ออกพระวิสุทสุนธรราชทูตเป็นหลัก แทบไม่กล่าวถึงอุปทูตและตรีทูตเลย ซึ่ง เดอ วีเซ ได้อธิบายถึงอุปทูตและตรีทูตไว้ว่าเป็นเพราะมีตำแหน่งต่ำกว่า สันนิษฐานว่าเพราะเป็นผู้น้อย เลยไม่ข้ามหน้าข้ามตาราชทูตที่เป็นผู้ใหญ่

“...เพราะหน้าที่ของท่านเป็นเพียงอุปทูต ไม่ได้มีโอกาสที่จะแสดงให้ปรากฏเด่นเหมือนเจ้าคุณอัครราชทูตซึ่งไม่ว่าไปไหนมาไหนเป็นผู้ที่ต้องออกหน้ารับธุระแสดงให้เห็นให้ฟังอยู่ทุกคราว. ส่วนตรีทูตละ ก็ยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าอุปทูตอีกในการที่จะแสดงความสามารถของท่าน ถ้าจะว่าไปแล้วก็สักแต่ว่าท่านได้รับตำแหน่งเป็นราชทูตมาเท่านั้น ท่านรักษาตำแหน่งเป็นที่ ๓ ในโอกาสต่าง ๆ ไปไหนมาไหนก็ไปมาด้วยกันกับทูตใหญ่เท่านั้น...”

แต่ เดอ วีเซ ได้กล่าวถึงออกขุนศรีวิสารวาจาไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งผมยังไม่ขอกล่าวในบทความนี้ แต่จะแยกไปเขียนโดยละเอียดภายหลังนะครับ

คณะทูตเดินทางออกจากฝรั่งเศสในวันที่ ๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๖๘๗ (พ.ศ. ๒๒๓๐) พร้อมกับคณะทูตฝรั่งเศสลำโดย ซิมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de la Loubère) และ โคล้ด เซเบเรต์ (Claude Céberet du Boullay) กลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๗ ออกพระวิสุทสุนธรและออกหลวงกัลยาราชไมตรีได้รับหน้าที่ต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสและเจรจาทำความตกลงเรื่องพิธีเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นกับทูตฝรั่งเศส

ออกขุนศรีวิสารวาจาไม่มีหน้าที่ในส่วนนี้ แต่มีหน้าที่พิเศษ คือเป็นผู้กราบบังคมทูลเรื่องราวเกี่ยวกับฝรั่งเศสที่คณะทูตจดบันทึกไว้ให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบ ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุของเซเบเรต์ ระบุว่า

“ขุนนางคนหนึ่งซึ่งได้เคยเปนอุปทูตไปประเทศฝรั่งเศสนั้น ได้มาคอยต้อนรับเราที่สะพานน้ำ เพราะราชทูตที่ ๑ นั้นมีหน้าที่ต้องคอยรับเราอยู่ที่บางกอก ส่วนตรีทูตนั้นคอยเฝ้าพระเจ้ากรุงสยามอยู่เพื่อรายงานกราบทูลให้ทรงทราบถึงการที่ราชทูตได้ไปเจริญทางพระราชไมตรีในประเทศฝรั่งเศสคราวนี้”

ทั้งนี้เพราะเมื่อคณะทูตยังอยู่ที่ฝรั่งเศส ออกพระวิสุทสุนธรได้จดบันทึกรายงานสิ่งที่ได้พบเห็นในแต่ละวันไว้อย่างละเอียดเพื่อจะได้กราบทูลเรื่องราวเกี่ยวกับฝรั่งเศสต่อสมเด็จพระนารายณ์อย่างครบถ้วนไม่ตกหล่น จนเดอ วีเซ ได้บันทึกไว้ว่า

“ทุกวันเมื่อท่านกลับมาจากเที่ยวดูอะไรนั้น ท่านก็นั่งจดรายงานไว้ในห้องก่อนที่จะไปนอนอยู่จนดึกทุกคืน เพื่อกันมิให้ลืมและเพื่อนำไปกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ....ยิ่งกว่านั้นยังได้ยินว่า ในสำรับราชทูตไทยนั้น มีนักปราชญ์กลอนคน ๑ มาด้วย และท่านผู้นี้มีหน้าที่อย่างเดียว คือเรียบเรียงรายงานของที่เห็น เป็นคำโคลงกลอนล้วน เพื่อจะให้ยิ่งไพเราะกว่าคำร้อยแก้วของราชทูตไปอีก”

อีกตอนหนึ่งระบุว่า “ในที่นี้หากว่าท่านผู้อ่านอยากจะใคร่ทราบว่า ราชทูตได้แลเห็นของมากน้อยสักเท่าไร ข้าพเจ้าจะกล่าวเพียงแต่ว่า เมื่อท่านราชทูตกลับมายังที่พักแล้วท่านได้เขียนรายงานสิ่งที่ท่านได้เห็นสำหรับนำไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามนั้น ท่านลงมือตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบย่ำรุ่งจึงได้ลุกจากที่นั่งเขียนนั้น ว่าเท่านี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงอาจเดาเอาเองได้ว่าราชทูตได้ไปเห็นของแปลกตามาในวันนั้นมากน้อยสักเท่าไร จึงต้องนั่งเขียนรายงานอยู่ช้านานถึงเพียงนี้”

ซึ่งหากได้อ่านบันทึกรายวันของออกพระวิสุทสุนธรขณะที่พักอยู่เมืองแบรสต์ จะพบว่าท่านจดบันทึกอย่างละเอียดแทบทุกเรื่อง แม้แต่การตกแต่งห้องนอน จำนวนเครื่องเรือน และขนาดกระจกเงาในห้อง

บันทึกตอนหนึ่งได้กล่าวถึงห้องนอนของออกขุนศรีวิสารวาจาไว้อย่างละเอียด ซึ่งเข้าใจว่าบันทึกตามคำให้การของออกขุนศรีวิสารวาจาเอง ความว่า (ปริวรรตเป็นคำอ่านปัจจุบัน)

“แลห้องข้าพเจ้าตรีทูตนั้น ฝาแลเพดานทาขาวเขียนลายโคม แกมทองห่างๆ เตียงนอน ม่าน แลเพดานเหมือนของอุปทูต แลผ้าห่มนอนนั้น ผ้าป่านอย่างฝรั่งเศสใส่สำลีชั้นหนึ่ง จึงมีผ้าขาวลาดบน แลมีเก้าอี้หุ้มปัศตูเขียวเจ็ดอัน มีเตรียงรองของ ลานปัศตูเขียวเตียงหนึ่ง เตาเพลิงสำหรับผิงไฟเมื่อหน้าหนาวนั้นเขียนกอหญ้ารงแกมทอง”

ราชทูตลาลูแบร์ได้กล่าวถึงการถวายรายงานเกี่ยวกับฝรั่งเศสของออกขุนศรีวิสารวาจาต่อสมเด็จพระนารายณ์ไว้ว่า

“...พระองค์ทรงสนพระทัยที่จะศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ฝรั่งเศส) เป็นประการสำคัญ พระองค์ทรงกระหายที่จะได้ทราบข่าวคราวของประเทศฝรั่งเศส และพอคณะทูตานุทูตของพระองค์กลับไปถึง ก็โปรดให้ตรีทูตเข้าเฝ้าอ่านเรื่องราวที่บันทึกมาให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว จึงโปรดเกล้าให้กราบถวายบังคมลาออกจากที่เฝ้าได้”

ใน ค.ศ. ๑๖๘๘ (พ.ศ. ๒๒๓๑) หลังจากคณะทูตกลับมาไม่ถึงปี ออกพระเพทราชาและออกหลวงสุรศักดิ์บุตรชายได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจสมเด็จพระนารายณ์ จับออกญาวิไชยเยนทร์ (Constance Phaulkon) ไปประหารชีวิต และขับไล่กองทหารฝรั่งเศสออกไปจากสยาม

ทั้งราชทูตและอุปทูตอยู่ฝ่ายออกพระเพทราชาและมีบทบาทในการติดต่อประสานกับชาวฝรั่งเศสหลายครั้ง จนเมื่อออกพระเพทราชาขึ้นครองราชสมบัติ ท่านราชทูตได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าพระญาศรีธรรมราช” เสนาบดีกรมพระคลัง (ได้เป็น “พระคลัง” มาตั้งแต่พระเพทราชาว่าราชการอยู่ก่อน) ส่วนอุปทูตในเวลานั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงราชนิกุลนิตยภักดี” ปลัดทูลฉลองกรมมหาดไทย ถูกกองทหารฝรั่งเศสจับเป็นตัวประกันขึ้นเรือไประหว่างกำลังออกจากสยาม แต่พาตัวมาส่งคืนให้ในเดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๘๙ (พ.ศ. ๒๒๓๒)

ส่วนตรีทูต ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงในช่วงนี้เลย จึงไม่ทราบว่าได้มีบทบาทใด หรือได้เลื่อนบรรดาศักดิ์อย่างไรบ้าง

เวลาผ่านมาถึง ค.ศ. ๑๖๙๘ (พ.ศ. ๒๒๔๑) บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard) เป็นราชทูตพยายามจะนำพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มาถวายสมเด็จพระเพทราชา (เป็นพระราชสาส์นเก่าที่ตั้งใจจะถวายสมเด็จพระนารายณ์ตั้งแต่ก่อนสวรรคต) เมื่อบาทหลวงตาชารด์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นได้ กรุงศรีอยุธยาจึงส่งข้าราชการไปรับบาทหลวงตาชารด์ที่เมืองมะริด ซึ่งหนึ่งในข้าราชการที่เป็นหัวหน้าคณะไปรับ ก็คือ “ราชทูตที่ ๓ ไปยังประเทศฝรั่งเศสคน ๑” ซึ่งหมายถึงออกขุนศรีวิสารวาจานั่นเอง

ปรากฏในหลักฐานจดหมายของบาทหลวงกาเบรียล โบรด์ (Gabriel Braud) รองประมุขมิสซังสยาม ถึงผู้อำนวยการ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งปารีส ลงวันที่ วันที่ ๙ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๖๙๙ ระบุว่า

“ฝ่ายในกรุงก็เตรียมการที่จะรับบาดหลวงตาชาทุกอย่าง ไทยได้จัดให้ข้าราชการล่วงหน้าไปรับบาดหลวงตาชา คนสำคัญ ที่เปนหัวหน้าไปนั้น มีขุนนางที่เคยเปนราชทูตที่ ๓ ไปยังประเทศฝรั่งเศสคน ๑ ขุนนางผู้น้อยซึ่งได้เคยไปฝรั่งเศสและกลับมากับบาดหลวงตาชาและเคยผ่านมาทางเมืองเบงกอลมายังเมืองไทย เมื่อ ค.ศ.๑๖๙๒ (พ.ศ.๒๒๓๕) คน ๑ กับมองซิเออร์แวงซังแปงเฮโรล่ามของเราคน ๑ รวม ๓ คนเปนหัวหน้าออกไปรับบาดหลวงตาชา”

จึงเข้าใจได้ว่าออกขุนศรีวิสารวาจายังรับราชการอยู่ตามเดิม สันนิษฐานว่าคงรับราชการอยู่ในกรมพระคลังหรือกรมท่าที่รับผิดชอบเรื่องต่างประเทศจึงได้ออกไปรับบาทหลวงตาชารด์ แต่ในเวลานั้นจะมีบรรดาศักดิ์ใดไม่ปรากฏหลักฐาน

หลักฐานเกี่ยวกับออกขุนศรีวิสารวาจาที่ผู้เขียนค้นพบมีเพียงเท่านี้

เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ เช่น มีชื่อจริงว่าเดช มีภรรยาชื่อการะเกด เป็นบุตรออกญาโหราธิบดี เป็นน้องชายศรีปราชญ์ เคยมีบรรดาศักดิ์เป็น หมื่นสุนทรเทวา, พระศรีวิสารสุนทร, พระยาวิสูตรสาคร ฯลฯ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนนิยายอาศัยช่องว่างทางประวัติศาสตร์สมมติบทบาทขึ้นมาในนิยายเพื่อเสริมอรรถรสและความบันเทิงเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการแต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์ทั่วไปครับ

-----------------------------------------------------

เอกสารอ้างอิง
- เดอ ชัวซีย์, บาทหลวง. จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยามในปี ค.ศ. ๑๖๘๕ และ ๑๖๘๖. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๕๐
- ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๕ เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๒ พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงทรามสงวน อภัยรณฤทธิ์ ท.จ. เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร
- ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๖ เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเพทราชา ภาค ๓พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาวินิจวิทยาการ (กร อมาตยกุล) เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๗๐
- ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๔๗ เรื่องจดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาคที่ ๗ พิมพ์ในงานปลงศพ นายหนู อมาตยกุล เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๗๑ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
- ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๗ โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๑ พิมพ์ขึ้นในการพระราชทางเพลิงศพ นายพลตรี พระยาวิชิตณรงค์ (คืบ สุวรรณทัต) และประชุมเพลิงศพ คุณหญิงวิชิตณรงค์ (เหลียน สุวรรณทัต) วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์
- ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๐ โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔ คุณหญิงสวาสดิ์ สุจริตธรรมพิศาล พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาสุจริตธรรมพิศาล (ละออ แพ่งสภา) วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๕ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
- ปรีดี พิศภูมิวิถี. ประชุมจดหมายเหตุออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน). พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, ๒๕๕๕.
- ภูธร ภูมะธน. โกษาปาน ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สถายันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, ๒๕๕๕
- ลาลูแบร์, ซิมอน เดอ. จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. นนทบุรี : ศรีปัญญา, ๒๕๔๘.
- Cœdès, George. Siamese document of the Seventeenth Century, Journal of the Siam SocietyXIV, 2(1921), 7-39.
- Donneau de Visé, Jean. Voyage des ambassadeurs de Siam en France. Mecure galant, 1686.

.ภาพประกอบ : ภาพพิมพ์ครึ่งตัวออกขุนศรีวิสารวาจา ผลงานของ ฌ็อง ไฮเซลมาน (Jean Hainzelman) จิตรกรชาวเยอรมันที่พำนักในฝรั่งเศส ต้นฉบับของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส

ที่มาภาพ : http://numerique.bibliotheque.bm-lille.fr/…/…/ca064___116__…

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ขุนศรีวิสารวาจาโป๊ป ธนวรรธน์บุพเพสันนิวาสโกศาปานการศึกษา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้