กระแสละครอิงประวัติศาสตร์ บุพเพสันนิวาส มาแรงเหนือความคาดหมาย ทำให้คนไทยตื่นตัวเรื่องของประวัติศาสตร์กันมากขึ้น ล่าสุด เพจ จับเข่าเล่าประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวของ บุคคลในประวัติศาสตร์ไทยที่ "สิ้นชีพ" ด้วยฤทธิ์ "หวาย"... โดยหนึ่งในนั้นคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) จากละครที่ออกอากาศเมื่อคืน

...บุคคลในประวัติศาสตร์ไทยที่ "สิ้นชีพ" ด้วยฤทธิ์ "หวาย"...

1. เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)

ตามบันทึกของบาทหลวงเดอะแบส ได้กล่าวถึงจุดจบของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ขุนศึกคู่พระทัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่าในปี พ.ศ.2226 คอนสแตนติน ฟอลคอน ได้กราบทูลเสนอสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ทรงสร้างป้อมปราการต่างๆ ตามชายแดนเพื่อป้องกันข้าศึก พระองค์ทรงเห็นดีเห็นงามกับการนี้ จึงทรงให้ไปดำเนินการตามนั้น ทว่าด้วยการเกณฑ์ไพร่พลครั้งใหญ่เมื่อต้นรัชกาลทำให้ราษฎรเกิดความหวาดกลัวการเกณฑ์พล ประกอบความลำบากยากเข็ญในการก่อสร้างในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ราษฎรต่างพากันระดมทุนได้ห้าสิบชั่ง มอบให้แก่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เพื่อให้ไปกราบทูลขุนหลวงให้ระงับโครงการเสีย

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) จึงเข้าไปกราบทูลว่า "...อันเมืองป้อมนี้มิได้เคยมีเป็นประเพณีมาในราชอาณาจักรอย่างเช่นในทวีปยุโรป ด้วยคนสยามนั้นไม่รู้จักวิธีที่จะแก้ไขการถูกล้อม (อยู่ภายในป้อม) ได้ กลับจะทำให้ได้รับความเดือดร้อนมากกว่าจะเป็นประโยชน์เสียอีกเพราะข้าศึกจะสามารถเข้าทำการยึดเอาได้โดยง่าย และยากนักที่คนสยามจะขับไล่ให้พ้นไป กลับจะทำให้ฝ่ายข้าศึกมีสถานที่อันมั่นคงอยู่ในราชอาณาจักรเสียอีก อนึ่งนั้น มร. ก็องสตังซ์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้ออกแบบแปลนแผนผังการก่อสร้างป้อมปราการนี้ก็เป็นคนหนุ่ม ซึ่งไม่มีความชำนิชำนาญในงานประเภทนี้ และจะทำให้ในหลวงทรงเปลืองพระราชทรัพย์ไปโดยไม่จำเป็นเสียอีก..."

...

แต่นี่เป็นเหตุทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกริ้วหนัก พระองค์ทรงเข้าใจว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) รับเงินมากราบทูล จึงทรงคาดคั้นเอาความจริง ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ก็มิยอมเอ่ยปากเรื่องเงินที่ได้รับ เมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ยังคงปากแข็งอยู่ จึงทรงขับออกจากที่เฝ้าฯ และให้นำตัวไปโบย "...มัดมือโยงทั้งสองข้าง แล้วเฆี่ยนหลังอันเปลือยเปล่าลงมาถึงบั้นเอว ด้วยหวายเส้นเล็กๆ พันด้วยเชือกเส้นเล็กๆ ที่แข็งมาก จำนวนครั้งที่โบยนั้นเป็นไปตามโทษานุโทษ แต่โดยธรรมดาแล้วการโบยนั้นก็ถลกหนังออกจากหลังนั่นทีเดียว..."

หลังจากถูกโบยอย่างหนักแล้ว เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ก็ล้มป่วยหนักทั้งจากพิษบาดแผล และความอับอาย สุดท้ายก็ได้สิ้นใจลง

2. เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)

เจ้าฟ้ากุ้ง ยอดกวีแห่งกรุงศรีอยุธยานั้น แต่เดิมนับว่าเป็นเจ้านายดาวรุ่งพุ่งแรงที่น่าจะได้เป็นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากพระราชบิดา คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

แต่อนิจจา เส้นทางสู่ดวงดาวกลับดับลง เมื่อปี พ.ศ.2298 พระองค์ทรงสั่งให้กุมตัวเจ้ากรม ปลัดกรม นายเวรปลัดเวรของเจ้าสามกรม (กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี) มาโบยตีข้อหาที่ตั้งยศสูงเกินกำหนด ฝ่ายเจ้าสามกรมจึงเอาคืนด้วยการทูลฟ้องว่า เจ้าฟ้ากุ้งทรงทำชู้ด้วยเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลย์ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์จึงทรงถูกจับมาไต่สวน โบย นาบพระบาท และสุดท้ายพระองค์ก็รับเป็นสัตย์ จึงทรงต้องรับพระราชอาญา ในความเป็นจริงแล้วพระองค์จะต้องถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ตามราชประเพณี ทว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงขอไว้ เหลือเพียงให้นาบพระนลาฏ (หน้าผาก) โบย 230 ที แบ่งเป็นยก ยกละ 30 ที แต่เมื่อโบยได้ถึง 180 ที เจ้าฟ้ากุ้งก็สิ้นพระชนม์ชีพลง

3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคันธรส กรมหมื่นศรีสุเรนทร์

ในปี พ.ศ.2359 เกิดคดีใหญ่ขึ้นเมื่อมีผู้ฟ้องว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลาง และพระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่า ต้องอาบัติปฐมปาราชิก ลักลอบเสพเมถุนจนมีบุตรหลายคน รัชกาลที่ 2 จึงทรงให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ทับ) และกรมหมื่นรักษรณเรศ (ไกรสร) ชำระความ พบว่าเป็นสัตย์ดังฟ้อง พระมหาเถระทั้งสามจึงถูกจับสึก

หลังจากนั้น ก็มีบัตรสนเท่ห์ทิ้งในพระราชวังหลวง ความมีอยู่ว่า

"ไกรสรพระเสด็จได้ สึกชี
กรมหมื่นเจษฎาบดี เร่งไม้
พิเรนทรแม่นอเวจี ไป่คลาด
อาจพลิกแผ่นดินได้ แม่นแม้นเมืองทมิฬ"

เมื่อรัชกาลที่ 2 ทรงทราบก็กริ้วหนัก ด้วยเป็นโคลงข้อความหยาบช้านัก โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์จัดการพิจารณาความนี้ พระองค์จึงทรงเรียกประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต เมื่อพิจารณาสำบัดสำนวนในโคลงแล้ว ก็ต่างลงความเห็นว่าจะต้องเป็นฝีปากของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ผู้เป็นศิษย์เอกของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) แน่นอน จึงจับกุมกรมหมื่นศรีสุเรนทร์มาชำระความ ตอนแรกพระองค์ไม่ยอมรับ ไม่ซัดทอดใดๆ จึงถูกโบยอย่างหนัก สุดท้ายพระองค์ก็รับสารภาพว่าเป็นผู้เขียนโคลงนี้จริง อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว จึงสิ้นพระชนม์ลงในที่ขังขณะรับพระราชอาญา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2359 นั้นเอง