หวย 30 ล้านสุดอลวน! 'ทนายฝั่งครูปรีชา' บอกจะพูดในถามตรงๆ เป็นรายการสุดท้าย ระบุ ลูกความไปให้ปากคำกี่ครั้งไม่ทราบ และไม่มีอำนาจก้าวก่ายงานสอบสวน เชื่อทุกฝ่ายจะให้ความยุติธรรมเอง

นายศุภกร สุดสงวน ทนายความครูปรีชา ใคร่ครวญ เปิดเผยผ่านรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญว่า ช่วงนี้ตนทำคดีค่อนข้างมาก เลยรู้สึกเพลียๆ มีคุยกับลูกความคือ ครูปรีชา ทางโทรศัพท์ ตอนนี้กองปราบ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานกลาง ลงมาสอบสวนเองและเชื่อว่าจะให้ความยุติธรรม ทางฝ่ายของตนจะไม่ก้าวก่ายการทำงานของเจ้าพนักงาน ที่เราเชื่อว่าเขาต้องให้ความยุติธรรม

เมื่อจอมขวัญถามว่า ครูปรีชา ให้ปากคำไปกี่ครั้งแล้ว ทางนายศุภกร ตอบว่า "ครูไปให้ปากคำกี่ครั้งผมไม่ทราบ ตอนนี้อยากให้ทุกท่านพิจารณาดูกระบวนการข้อกฎหมาย ตั้งแต่พนักงานสอบสวนถึงขั้นศาล ส่วนพยานหลักฐาน ตอนนี้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่พนักงานสอบสวน ผมไม่ทราบ ซึ่งหน่วยกลางจะส่งไปยังอัยการ ซึ่งอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ก็แล้วแต่"

ทั้งนี้ ตอบได้อย่างเดียว พยานหลักฐาน อยู่ที่พนักงานสอบสวน ตนมีหน้าที่ขึ้นศาลอย่างเดียว และตนได้คุยกับครูปรีชาประมาณ 2-3 ครั้ง ทางโทรศัพท์ และตนจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับการสอบสวน การที่ลูกความผมแจ้งความ เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน ผมก็ไม่ทราบเลย รู้อย่างเดียวว่าพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบ

...

"ทนายความทุกคนไม่ทิ้งลูกความแม้จะเป็นโจทย์ หรือจำเลย ต้องใช้หลายสมอง หลายความคิด ช่วยกันดูว่าข้อเท็จจริงนี้ถูกต้องไหม ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้จากครู ผมตอบได้คำเดียวว่าผมยังต้องเชื่อลูกความผม และจะออกรายการนี้เป็นรายการสุดท้าย"

ทางด้านนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ทนายความของร.ต.ท.จรูญ วิมูล ข้าราชการเกษียณตำรวจ กล่าวว่า คุณลุงมีความมั่นใจมากขึ้น ทางเราไม่ได้ต้องการไกล่เกลี่ย หรือแบ่งเงิน ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ในพื้นที่ แต่ส่วนกลางลงไปดูแล้วได้แก่ กองบัญชาการสอบสวนกลาง กองปราบ ปอท. รวมถึงตำรวจภาค 7 ก็ลงมาดูด้วย ซึ่งการย้ายคดีก็ขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร.

"ผู้หลักผู้ใหญ่ทางตำรวจลงมาดูคดีนี้เอง ซึ่งการไปพบผู้บัญชาการสอบสวนกลาง คุณลุง ก็บอกเองว่า เข้าเครื่องจับเท็จวันนี้เลยได้ไหมเพราะทางเรามั่นใจ ซึ่งหลักฐานที่ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ได้แก่โทรศัพท์ของคุณลุง รวมถึงกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ผมมั่นใจว่า เรื่องนี้น่าจะจบก่อนขึ้นศาล เชื่อว่าจะต้องมีคนสละเรือ และรับสารภาพมาก่อนด้วย ซึ่งทางผู้บัญชาการสอบสวนกลางพูดเองว่า น่าจะเป็นขบวนการ"

ร.ต.ท.จรูญ วิมูล ข้าราชการเกษียณตำรวจ เปิดเผยว่า งานสอบสวนในพื้นที่ เรามองว่าน่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งจากการสอบสวนทั้งหมดนั่นเริ่มจากเขาไม่เชื่อตน แต่เขาไปเชื่อทางโน้นหมด เพราะเขาบอกว่าเขามีหลักฐาน ตนก็เข้าใจ จะไปหาหลักฐานอะไร เพราะตนเป็นคนซื้อ

ทั้งนี้ การไปพบตำรวจยศใหญ่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ตนก็ไม่อยากจะไปเอ่ยถึงให้มากกว่านี้ ส่วนหนึ่งก็เล่าให้กองปราบ กับสอบสวนกลาง เขาก็ถามเรื่องการไปบ้านตำรวจ ที่เขาพูดว่า ยอมๆ กันไปซะ จะได้จบไปไม่ต้องขึ้นศาล แต่เขาไม่พูดเรื่องของคู่กรณีเลย

"ตอนนั้นผมก็บอกไม่ยอม เขาก็บอกว่าถึงโรงถึงศาล เดี๋ยวติดคุกตอนแก่ ผมก็ไม่ยอม ผมเป็นคนซื้อ ผมไม่กลัวหลอก ถ้าผมกลัวคงไม่มาไกลถึงขนาดนี้ คำพูดที่ไม่ยอมรับติดคุกตอนแก่ อย่าไปบอกให้หนังสือพิมพ์รู้นะ เดี๋ยวสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสีย"

ร.ต.ท.จรูญ กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจ เงินอายัดอยู่ ตนไม่โอเค ตนเอาเงินที่แบ่งกันสร้างโบสถ์ สร้างศาลาคงได้บุญมากกว่า ตอนนี้ในตัวจังหวัดตนไปไหนไม่ได้เลย เหมือนมีคนตามตลอด เช่น ไปธนาคารแล้วเหมือนครูคนหนึ่งตามไปธนาคาร แล้วรู้ได้อย่างไรว่าตนไปไหน เหมือนมีคนตาม ไม่หวาดกลัว แต่เหมือนระแวง 

"ผมมั่นใจ ถ้าได้เงินคืน ผมจะทำบุญ 9 วัด" ร.ต.ท.จรูญ กล่าวทิ้งท้าย