เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวผู้สูงอายุวัย 95 ปีรายหนึ่ง เซ็นเอกสารมอบสิทธิในทรัพย์สินให้แก่ผู้ดูแล ซึ่งไม่ใช่ญาติของตน แม้จะปรากฏในภายหลังว่า การมอบสิทธิดังกล่าวมิใช่ความประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้สูงอายุรายนั้น แต่ระบบยุติธรรมก็ไม่สามารถเอาผิดกับอีกฝ่ายได้ ทำได้เพียงไกล่เกลี่ยเพื่อให้ผู้สูงอายุรายนั้นได้รับทรัพย์สินคืนเป็นบางส่วน
เหตุการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า การเอารัดเอาเปรียบผู้สูงอายุ ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย และเชื่อว่าจะมีมากขึ้นตามจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มจำนวน เพียงแต่มีผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อไม่กี่รายเท่านั้นที่กล้าไปทวงคืนความเป็นธรรมผ่านการเยียวยาจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม (Hotline 1300) ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในความเป็นจริงเชื่อว่ายังมีผู้สูงอายุอีกหลายรายที่ไม่กลายเป็นข่าว แต่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะนี้
ปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อศึกษาปัญหาและความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิ ประเมินถึงสถานการณ์ เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
จงจิตต์ ฤทธิรงค์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมบอกว่า การเอารัดเอาเปรียบผู้สูงอายุ ทุกวันนี้มิได้เอาเปรียบแค่ ด้านทรัพย์สิน เช่น ฉ้อโกง หรือหลอกล่อให้เซ็นเอกสารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์บางอย่างให้เท่านั้น
ยังมีการเอาเปรียบในรูปกระทำรุนแรงทางร่างกาย หรือจิตใจหรือละเลยเพิกเฉยไม่ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาตามสิทธิ หรือไม่เคารพสิทธิในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา หรือหยุดรักษา เป็นต้น
จงจิตต์บอกว่า ผู้สูงอายุแต่ละคนมีสมรรถนะและความสามารถแตกต่างกันไป ตามอายุ ประสบการณ์ และความสมบูรณ์ของร่างกาย การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ เพื่อพิทักษ์คุ้มครองสิทธิ จึงมีความจำเป็นต่างกันไปตามลักษณะของแต่ละคน
...
เช่น ผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตนเองได้อย่างสมบูรณ์ (Full mutual autonomy) ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใด กลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง
ผู้สูงอายุที่สมรรถนะบางส่วนถดถอย (Partially incompetent) กลุ่มนี้อาจจะยังทำกิจวัตรประจำวันหรือธุรกรรมบางอย่างได้ด้วยตัวเอง การพิทักษ์คุ้มครองจึงอาจเป็นแค่สังเกตการณ์ ติดตาม หรือให้คำปรึกษา
กลุ่มสุดท้าย ผู้สูงอายุที่ไร้สมรรถนะในการดูแลตนเอง (Totally incompetent) เป็นกลุ่มที่ต้องการการพิทักษ์คุ้มครองทางกฎหมาย และจริยธรรมอย่างเต็มที่ เช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ในระดับที่ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจได้เองตามปกติ
“เราเชื่อว่า ถ้าเลือกได้ผู้สูงอายุย่อมต้องการผู้ที่ใกล้ชิด เช่น บุตร หรือญาติ มาเป็นผู้ช่วยดูแลและพิทักษ์สิทธิต่างๆให้ แต่ถ้าผู้สูงอายุรายนั้นไม่มีบุตรหรือญาติพี่น้อง หรือมี แต่ผู้ที่ละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ กลายเป็นบุคคลใกล้ชิดเสียเอง กรณีเช่นนี้ถือว่าผู้สูงอายุรายนั้นเข้าข่ายต้องการบุคคล ชุมชน หรือหน่วยงาน ยื่นมือเข้าไปพิทักษ์คุ้มครองสิทธิให้”
จงจิตต์บอกว่า ด้วยเหตุนี้ระบบพิทักษ์คุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่รองรับในเชิงกฎหมายและจริยธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุรุ่นใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่มีบุตร และอยู่ลำพังเพียงคนเดียว
เป็นที่รู้กันว่าอีกในไม่กี่ปีข้างหน้าสังคมไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยเต็มขั้น ข้อมูลจาก Forbes Thailand ระบุไว้น่าสนใจว่า
การที่ครอบครัวคนไทยมีลูกน้อยลง จากเฉลี่ย 6 คนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เหลือเพียง 1-2 คนในปัจจุบัน และการที่ภาวะการตาย ลดลงเป็นลำดับ ทำให้คนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้น จากเดิมที่เคยมีอายุคาดเฉลี่ยเพียง 58 ปี เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็น 75 ปีในปัจจุบัน ทำให้จำนวนและสัดส่วนของประชากรสูงวัยในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนผ่านเป็นสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว มีสภาพเหมือนเราเป็นประเทศที่แก่ก่อนรวย ตามมาด้วยประเด็นท้าทายต่างๆ เช่น มีเด็กเกิดน้อยแถมยังด้อยคุณภาพ คนท้องไม่พร้อม คนที่พร้อมก็ไม่ท้อง เกิดแรงงานด้อยทั้งปริมาณ และคุณภาพ ฐานภาษีที่จะใช้ เกื้อหนุนประชากรวัยเด็กและวัยชราก็ลดลง
คำถามก็คือ เราจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม หรือเปลี่ยนสถานการณ์เหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่ท้าทาย เพราะที่แน่ๆถ้าปล่อยไปโดยไม่จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง มีแนวโน้มสูงว่า ประชากรช่วงอายุ 30-50 ปีในปัจจุบันจะกลายเป็นคลื่นมนุษย์สูงวัยลูกมหึมาในภายภาคหน้า
ทำให้นึกถึงคำกล่าวของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่เคยพูดไว้ถึง “การก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”
ดร.สุเมธ บอกว่า การเตรียมตัวเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ อย่างแรก อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อน บ้าง หลายคนเกษียณแล้ว มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกาย เช่น ไปเที่ยว พักผ่อน สูดอากาศ และกินอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ตัวเขาใช้วิธีเอาจิตไปพักด้วยการบวชเป็นพระสายวัดป่า ที่ จ.สกลนคร
ใช้ชีวิตอย่างมีสติ แทนที่จะกินตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง ก็ลองหาทางลดที่ปากของตัวเองบ้าง น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินชีวิต โดยมีเหตุผลเป็นเครื่องนำทาง เพราะเหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุผลก็จะเกิดความพอเพียง
ฝึกให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ยิ่งเกษียณแล้ว อย่าเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ แต่ให้พยายามหาเรื่องช่วยคนโน้นคนนี้ เท่าที่ร่างกายของเราจะอำนวย ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
ฝึกระลึกถึงมรณานุสติ หรือ ความตาย ใครก็ต้องตายทั้งนั้น เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย อยู่อย่างสง่า และ ตายอย่างสงบ ยามมีชีวิตอยู่ควรช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ พอถึงเวลาตาย จะได้ตายอย่างสงบ เพราะเรานิ่งกับความตาย
ร่าเริง คึกคัก ครึกครื้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอว่า จิตเป็นเรื่องสำคัญต้องมีอารมณ์ขันตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส บรรยากาศรอบตัว และคนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วยความไม่โกรธ เป็นอีกข้อที่สำคัญ เมื่อไรที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ
การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ ข้อนี้ก็สำคัญ เพราะบางอย่างดี แต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้อง แต่ไม่ดี จึงต้องดูด้วยว่าเป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ทั้งดีและถูกต้องด้วยหรือเปล่า
อย่าหยุดทำงาน เกษียณแล้วอย่าเอาแต่นั่งๆนอนๆ เพราะเมื่อไรที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด
ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายธรรมดา ไม่ต้องทำตัวเป็นวีไอพี จะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว
สุดท้าย ให้ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิด ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ สุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับ คือ ความสุข.