ชีวิตเป็นเหมือนเพลง...เริ่ม จากโน้ตแรก “การเกิด” จบด้วย...โน้ตสุดท้าย “การตาย”

“เราฉลองกันแต่โน้ตตัวแรก ถ้าจะมาพูดถึงคุณภาพของโน้ตตัวสุดท้าย จึงเป็นจุดกำเนิดของชีวามิตร เพื่อสร้างความตระหนักให้กับสังคมได้รับรู้ถึงทางเลือกของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้ายด้วยการดูแลแบบประคับประคอง” คำกล่าวข้างต้นเป็นของ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ก่อน
ที่จะเล่าถึงฝันร้ายที่ทำให้ตนเองได้กลับมาทบทวนชีวิตตนเอง

เพราะทันทีที่ตื่นจากฝันร้าย สิ่งแรกที่ทำคือการควานหาเงิน และมือถือก่อนสิ่งใด ซึ่งทำให้คุณหญิงได้หันกลับมาใคร่ครวญถึงแก่นแท้ของสองสิ่งนี้ โดย “เงิน”...นั้นหมายถึงทรัพย์หรือศักยภาพที่เรามีอยู่ และ “มือถือ”...อันหมายถึงแหล่งเชื่อมต่อความสัมพันธ์ที่ยึดโยงในชีวิตของตนเอง การกลั่นประสบการณ์ชีวิตจากฝันร้ายที่ว่านี้ เป็นสิ่งนำพาให้คุณหญิงจำนงศรีได้กลับมารู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ และพร้อมที่จะแบ่งปันประโยชน์ให้แก่รอบข้าง

...จากประสบการณ์ความทุกข์ในชีวิตจริงที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

“การจากไปของคุณพ่อเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ เป็นการจากไปที่ไม่ทำให้ท่านรู้สึกผิดติดค้างอะไรในใจ และมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่ดูแล”

เราจึงต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับการอบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อให้คนในสังคมได้รู้จักกับการจากไปอย่างสงบ หรือ “Soft landing”

อาจารย์นายแพทย์กิติพล นาควิโรจน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการบรรยาย EDP Forum 17 July 2017 “ความลับ 5 ข้อ ของการอยู่และจากไปอย่างงดงาม (Secrets of L (i) eaving Beautifully)” ชั้น 3 SEAC 3rd Floor FYI Center คุณหมอได้อธิบายถึงหัวใจของการดูแลแบบประคับประคองที่เรียกว่า Advance Care Plan ซึ่งหมายถึง...การสนทนาระหว่างสามฝ่าย

...

คือ ตัวเราเอง ครอบครัว คนสนิท และทีมแพทย์พยาบาล

โดยพูดคุยว่า...เราอยากมีชีวิตแบบไหนในระยะท้าย เช่นว่า หากอาการป่วยอยู่ในระยะท้ายแล้วจะใส่ท่ออาหารและท่อช่วยหายใจหรือไม่ ถ้าอาการป่วยติดเตียงรักษาไม่หายแล้ว อยากจะนอนรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาลมากกว่ากัน ถ้าจะไปแล้วจริงๆ อยากให้ใครอยู่ข้างๆ ในเวลานั้น เป็นต้น

ในบริบทสังคมต่างประเทศจะคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เป็นปกติ เนื่องด้วยโครงสร้างครอบครัวที่มีลูกน้อย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องวางแผนชีวิตตนเองในระยะท้ายให้ละเอียดสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสบาย

จากข้อมูลทางการวิจัยพบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยระยะท้ายมักเสียชีวิตในมือหมอ แต่เนื่องจากว่าหมอก็ไม่อาจรู้ได้ว่าคนไข้ต้องการมีชีวิตอย่างไร และคนไข้ในระยะท้ายก็มักอยู่ในสภาพที่พูดคุยไม่รู้เรื่องแล้ว จึงทำให้หมอจำเป็นต้องรักษาชีวิตคนไข้อย่างเต็มที่ตามหน้าที่ของตนเอง

แต่...คือการเตรียมพร้อมกับชีวิตเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และหมอก็ไม่ใช่ผู้ล่วงรู้อาการของคนไข้ดีที่สุด หากแต่ในความจริง คนไข้มักจะเป็นผู้รู้ตัวว่าสุขภาพตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร และรับรู้ได้ว่าอาการของตนเองหนักมากแค่ไหน

“บางครั้งการประเมินของหมอก็ไม่ได้ระบุระดับอาการได้เสมอไป เพราะมีความไม่แน่นอนของการพยากรณ์โรคหรือการดำเนินโรคอยู่เสมอ แม้ในกรณีตัวอย่างของแพทย์ที่ป่วยเอง ในช่วงอาการที่ป่วยหนักจนไอเป็นเลือด แพทย์คนนั้นยังถูกจับใส่ท่อช่วยหายใจในวันที่ดูแลตัวเองไม่ได้”

แม้จะระบุความปรารถนาไว้ชัดว่าไม่ต้องการใส่ท่อ แต่เมื่อถึงเวลาป่วยจริงกลับยอมใส่ เพราะทำให้ช่วยยืดเวลาชีวิตการอยู่กับลูกๆ ได้อีกระยะหนึ่ง

“ความไม่แน่นอนมีอยู่มาก เพราะความปรารถนาเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้เสมอ...ยิ่งหากเราไม่เคยคุยเรื่องนี้กับคนรอบๆที่ต้องตัดสินใจแทนเราในวันที่เราดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว ก็จะยิ่งเกิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก”

“Advance Care Plan”...ควรต้องทำทุกคน เพราะเป็นการลดภาระที่คนอื่นต้องมาตัดสินใจแทนเรา

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ผู้ร่วมฟังบรรยาย เปิดมุมมองด้วยการตั้งคำถามว่า...ความลับมีจริงหรือเปล่า? ความลับเป็นสิ่งที่เราไม่รู้...เราแกล้งลืมมันไป หรือเราไม่ยอมรับความจริง? เพราะมีความเชื่อผิดๆถูกๆมากมายที่เป็นข้ออ้างให้เราไม่กลับมาตระหนักกับชีวิต เราจึงใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความเพลิดเพลิน ความรุ่งโรจน์ และความสุขที่ไม่เคยไขว่คว้าได้นานอยู่ตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้ว...“เราทุกข์เพราะอะไร และเราอยากมีชีวิตเป็นอย่างไร”

ความลับ 5 ประการที่จะช่วยติดปีกให้กับหลายๆคน จากการค้นหาในหนังสือ “ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย” เขียนโดย ดร.จอห์น ไอโซ (John Izzo Ph.D.) ข้อแรกคือ...ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง การที่เราต้องเข้าใจ...ยอมรับความเป็นจริงของตัวเอง ยอมรับความตายของตัวเอง ตายเมื่อไรไม่รู้ แต่เราทุกคนต้องตายแน่นอน ความจริงชีวิตคนเราเลือกตายไม่ได้ เราจึงต้องพร้อมตายตลอดเวลา

ข้อสองคือ...ใช้ชีวิตด้วยความรัก คือการสื่อสารด้วยหัวใจ โดยการร่วมตัดสินใจไปด้วยกันกับคนที่เรารัก เราต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง กิติพงศ์ให้ข้อคิดนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่แม้จะรู้หลักการข้อนี้ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อเป็นเรื่องการสูญเสียภรรยาของตนเองแล้ว กลับไม่ยอมรับความเป็นจริง ดันหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร

กระทั่ง...วาระสุดท้าย ก็กลับไม่ได้สื่อสารกันตรงๆ

ข้อที่สาม...อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างรู้ค่า และเตรียมพร้อมเสมอ อยากทำอะไรรีบทำเลย โดยเฉพาะเวลาเหลือน้อย ข้อที่สี่...ให้มากกว่ารับ ให้ทำหน้าที่ให้ครบ ทำดีพอรึยัง ปล่อยวางรึยัง การทำพินัยกรรมชีวิตการบริจาคอวัยวะ หรือดวงตาที่ใช้ได้ถึง 4 คนต่อหนึ่งร่างกาย เราควรสนับสนุนการบริจาคอวัยวะ อย่าไปกลัวความเชื่อต่างๆที่ฝังหัวกันมาอย่างไร้เหตุผล

ข้อที่ห้า...อย่าปล่อยให้เสียดาย การตัดสินใจในวาระสุดท้ายทำได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีการสอบซ่อม การเลือกตัดสินใจครั้งสุดท้าย เราต้องพิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่จะทำไปนั้น เราทำเพื่อตัวเราเองหรือทำเพื่อคนที่เรารัก

“ความลับทั้งห้าประการที่กล่าวมา จึงไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด เพียงแต่คือความจริงที่รอให้เราได้ลองปฏิบัติดู เพราะถ้าหากเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี หมายถึงการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับคนที่เรารักอย่างเต็มที่แล้ว เราย่อมตายจากโลกนี้ไปด้วยดี และไม่มีอะไรต้องติดค้างใจต่อกัน”

กิติพงศ์ ย้ำว่า ทุกคนควรให้ความสนใจในการสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น นอกจากการบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิผู้ป่วยต่างๆแล้วส่วนตัวยังอุทิศตนทำงานด้านสังคมมากยิ่งขึ้น รวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมในนามของ “ชีวามิตร” ที่สัญญาว่าจะเป็นเพื่อนที่จะคอยประคองชีวิตของทุกคนตราบจนลมหายใจสุดท้าย

“ชีวามิตร”...เป็นอีกก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความสัมพันธ์ของคนทุกช่วงวัย ให้ความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในมิติทางการแพทย์ กฎหมาย และจิตใจ

ส่วนโครงการ “สุขชีวา” จะเป็นตัวประสานไอเดียนวัตกรรมทางสังคมให้พบกับผู้ต้องการร่วมระดมเงินทุน เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง.