ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศอย่างยาวนาน ด้วยทรงตระหนักดีว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ ซึ่งเกิดจากงานวิจัย และนวัตกรรมที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างรากฐานความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน
นับตั้งแต่ที่ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในปี พ.ศ.2530 ทรงสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะศึกษา ค้นคว้าวิจัย และวางแนวพระนโยบายการพัฒนางานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านโครงการวิจัยเชิงบูรณาการรอบด้าน เพื่อมุ่งสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการแพทย์ และการพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรไทย การสังเคราะห์ตัวยาทางเคมีอินทรีย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุ ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมีความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้รักษาโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคติดเชื้อ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรง และโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
จากนั้น ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มิได้เป็นเพียงการสร้างสถาบันการศึกษา หากแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม มีพระดำริให้จัดตั้ง “สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นสำนักวิชาแรกภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ทรงมุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนและผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งจัดการศึกษาระดับหลังปริญญาในสาขาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” และย้ายสังกัดมาอยู่ภายใต้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอก พร้อมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีโครงการอาสาจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ต่อมาคณะจึงได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น “วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในวาระทรงเจริญพระชนมายุ 64 พรรษา และต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการจัดตั้งส่วนงานและการกำหนดหน้าที่ส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม ปี 2568 ให้ใช้ชื่อปัจจุบันว่า “คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”
นอกจากที่ทรงวางรากฐานทางด้านการสาธารณสุขแก่ประชาราษฎร์แล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ยังทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณา ประชาราษฎร์อยู่เสมอ แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาส รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ตามปกติ จึงได้พระราชทานการให้บริการตรวจสุขภาพและรักษาโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) พร้อมทั้งพระราชทานถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ดังกล่าว และทุกครั้งที่เสด็จออกหน่วยแพทย์ พอ.สว. พระองค์จะมีพระดำรัส ชื่นชมการปฏิบัติงานของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิ พอ.สว.ทุกคนที่ได้อุทิศตนดูแลประชาชนผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างดี
การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. เป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาสในท้องถิ่นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง โดยโปรดให้หน่วยแพทย์ พอ.สว.ประจำจังหวัด ร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผนึกกำลังร่วมกันปฏิบัติงานสนองพระปณิธานที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรคทั่วไป การบริการด้านทันตกรรม บริการด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการให้คำแนะนำส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพเพื่อป้องกันโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งนับตั้งแต่ที่ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี 2552 เป็นต้นมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการพระราชทานโอกาสและการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทยที่เจ็บป่วยยากไร้ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่องด้วยทรงตระหนักดีว่าสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน
และด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวาง ควัฒน วรขัตติยราชนารี มิได้ทรงตระหนักเฉพาะความ สำคัญด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนเท่านั้น หากยังทรงใส่พระทัยและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเหล่าทหารหาญผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารบ้านเรือนของประชาชน และสถานที่ต่างๆในชุมชน จึงได้เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิต และก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากไปได้ด้วยความเข้มแข็งและปลอดภัย พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและกำลังพลนั้น ยังคงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ด้วยพระดำริฯ ให้จัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถ ดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนเริ่มต้น อันเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ที่เปิดให้ผู้ประสงค์จะร่วมสมทบทุน สามารถบริจาคผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7
จากพระปณิธานอันแน่วแน่ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ได้นำมาซึ่งความมั่นคง ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทยสืบไป
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 69 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาวไทยตราบนานเท่านาน.
ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม
