นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ “ฉลองพระองค์” ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และงานหัตถศิลป์ไทย ได้นำไปจัดแสดงอวดสายตาชาวโลก
ในนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมืองที่ถือเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก วันที่ 13 พ.ค.–1 พ.ย.69 ภายใต้พระอุปถัมภ์ใน “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา”
นอกเหนือจาก “ความสำเร็จอย่างงดงาม” ที่แสดงให้ชาวโลกได้เห็นถึงมรดกทางภูมิปัญญา ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย อันวิจิตรงดงาม ที่สืบทอดกันมายาวนาน ผ่าน “ฉลองพระองค์ ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ที่ถือเป็นชุดประจำชาติ ผ้าไทย และงานหัตถศิลป์ อันทรงคุณค่าแล้ว
สายตาคนทั่วโลกยังแสดงความชื่นชมกับพระกรณียกิจที่ประจักษ์ในระดับสากล ใน “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริ วัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องผ้าไทย และงานหัตถศิลป์ไทยทำให้ “มรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น” สามารถผสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
พระองค์ยังทรงนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านแฟชั่น การออกแบบ การพัฒนาลาย “ผ้าไทย” และจดทะเบียนคุ้มครองในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพให้ชุมชนต่างๆได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่ง “ทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบ” (WIPO Ambassador for Fashion and Design) เป็นพระองค์แรกของโลก
เป็นที่มาของอีกนิทรรศการใหญ่ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ WIPO จัดขึ้นเพื่อเทอดพระเกียรติ “การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา : การออกแบบและการสร้างสรรค์” หรือ “JOURNEY of INSPIRATION Empowering Community through Intellectual Property: Design and Creativity” วันที่ 28 พ.ค.-4 มิ.ย.69 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
“ทีมเศรษฐกิจ” จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของการจัดนิทรรศการใหญ่ระดับโลกทั้ง 2 งานนี้ ที่ตอกย้ำให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรม และโอกาสทางการค้า สามารถดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน
เบื้องหลังนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล”
“นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เล่าให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังว่า แนวคิดของนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากลฯ” เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ในโอกาสครบรอบ 340 ปีที่ไทยและฝรั่งเศสเจริญสัมพันธไมตรีครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงน่าจะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เนื่องจากทรงเติบโตที่ฝรั่งเศส และเสด็จฯกลับฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 1960 เมื่อเป็นพระราชินีแล้ว ครั้งนั้นไม่ได้ฉลองพระองค์ชุดสากลอย่างเดียว แต่ฉลองพระองค์ชุดไทยด้วย ทรงเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่ทรงพลัง ทำให้ฝรั่งเศส ศูนย์กลางแฟชั่น รู้จักชุดไทย เอกลักษณ์ไทย และประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ฉลองพระองค์หลายชุดเป็นการผสมผสานกันของ 2 วัฒนธรรม คือ ผ้าไทย อัตลักษณ์ไทย กับการดีไซน์ของดีไซเนอร์ฝรั่งเศส “ปิแอร์ บัลแมง” ที่สร้างความประทับใจให้กับชาวฝรั่งเศสมาก จึงอยากนำความรู้สึกนี้กลับสู่คนรุ่นใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพด้านแฟชั่นและการออกแบบ มีอัตลักษณ์ไทยที่งดงาม การทำงานจึงเริ่มต้นขึ้น และทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เป็นองค์อุปถัมภ์
ประกอบกับปีนี้เป็นโอกาสฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการไทย-ฝรั่งเศส และไทยยื่นเสนอให้ “ชุดไทย-Chud Thai” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยมุ่งเน้นที่ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ คาดว่าจะตัดสินปลายปีนี้ อีกทั้งฝรั่งเศส ยังเป็นที่ตั้งของยูเนสโก จึงเป็นโอกาสดีที่จะเปิดนิทรรศการในปีนี้ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน และเชิญแขกต่างประเทศร่วมงานด้วย
ขณะที่ “นายอนุชา ทีรคานนท์” ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในกำกับของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นแม่งานใหญ่ของนิทรรศการครั้งนี้ เล่าเพิ่มเติมว่า การจัดนิทรรศการฉลองพระองค์ที่ฝรั่งเศสเป็นโจทย์ยาก ตั้งแต่การเลือกสถานที่ และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศครั้งแรก ที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เป็นองค์อุปถัมภ์ เพื่อให้ทรงชี้แนะแนวทาง โดยทรงเลือก Musée des Arts Décoratifs (MAD) เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ เพราะอยู่ใจกลางปารีส ติดกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีกลุ่มพันธมิตรร่วมดำเนินงาน คือ SACIT พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส และ MAD
“แม้การทำงานมีปัญหาบ้าง แต่ทุกอย่างราบรื่น โดยเฉพาะการคัดเลือกวัตถุจัดแสดง ซึ่งก็คือฉลองพระองค์เป็นหลัก ที่จะพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯใส่ใจรายละเอียดมากทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกฉลองพระองค์ การตรวจแบบ ตรวจข้อความ แม้กระทั่งฟอนต์ตัวอักษรที่จะนำมาใช้สีในแต่ละห้องจัดแสดง การจัดวางวัตถุจัดแสดง ทุกสิ่งทุกอย่าง”
7 ห้องจัดแสดงสะท้อนอัตลักษณ์ไทย
นิทรรศการที่จัดแสดงแบ่งเป็น 7 ห้อง เริ่มด้วยห้อง “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส” เล่าถึงความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ผ่านเครื่องแต่งกาย สื่อกลางทางวัฒนธรรมและการทูต ต่อด้วยห้อง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” แสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
ยังมีห้อง “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์” ขณะที่ไฮไลต์ คือ ห้อง “ฉลองพระองค์ในพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ” เป็นครั้งแรกที่จัดแสดงกระบวนการทรงงาน การทรงค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อมาเป็นห้อง “ผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น” รวมถึงห้อง “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” และสุดท้าย ห้อง “ศิลปะการปักจากแบรนด์ SIRIVAN NAVARI” พร้อมด้วยผลงานจากดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัย
“นางศุภจี” ให้ความเห็นว่า นิทรรศการนี้เกินกว่าการแสดงให้โลกได้เห็นผ้าไทย หรือชุดไทย แต่เป็นการถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทย ความเป็นไทย ที่มีวิวัฒนาการและสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ใครก็แอบอ้างเอาไปไม่ได้ ที่สำคัญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงสืบสานต่อยอดงานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเรื่องผ้าทอ และงานหัตถกรรมจนทุกวันนี้ จากการพูดคุยกับแขกที่เข้าร่วมเปิดนิทรรศการ หลายคนบอกว่า อยากมาเที่ยวไทย อยากรู้จักไทยให้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศไทยแน่นอน
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาลายผ้าให้กับชาวบ้าน และทรงมีพระวินิจฉัยให้ชาวบ้านปรับปรุงการทอลวดลาย เพื่อให้คนซื้อมาตัดเย็บเสื้อผ้ามากขึ้น สิ่งที่เรานำไปแสดง จึงไม่ใช่เพียงการนำฉลองพระองค์ และศิลปหัตถกรรมในอดีตมาโชว์ แต่แสดงถึงความต่อเนื่อง การสืบสาน ต่อยอด และการสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ตอนนี้ทราบว่ามีคนสั่งซื้อผ้าไทยเยอะมาก”
ขณะที่ “นายอนุชา” กล่าวเสริมว่า วันนี้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของชุดไทยมากขึ้น ทุกคนอยากมีโอกาสสวมใส่ชุดไทยในโอกาสสำคัญ การตระหนักเรื่องนี้ส่งผลดีต่อการผลิตงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ทั้งสิ่งทอ เครื่องจักสาน หรืองานช่างที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย ทำให้ตอนนี้ ช่างตัดเย็บงานล้นมือ
“อีกเรื่องที่น่าภูมิใจ คือ นิทรรศการนี้ จัดขึ้นวันที่ 13 พ.ค.-1 พ.ย.นี้ นาน 5 เดือนครึ่ง เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากสำหรับนิทรรศการในฝรั่งเศส ส่วนใหญ่แค่ 2-3 อาทิตย์ และไม่คิดว่าคนสนใจมากขนาดนี้ แค่วันเปิดงานมีคนต่อแถวเข้ามาดูอย่างล้นหลาม หลังจากจบการแสดงที่ฝรั่งเศส อาจนำมาจัดแสดงต่อที่ไทย เพื่อให้คนไทยได้ชมด้วย”
WIPO ทูลเชิญเป็น “ทูตแฟชั่นและออกแบบ”
และจากพระอัจฉริยภาพด้านแฟชั่น และการออกแบบ รวมถึงการพัฒนาผ้าไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จึงได้ทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เป็น “ทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบ” เป็นพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่ถวายรางวัล “WIPO Award for Creative Excellence 2025”
“นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า พระองค์ทรงใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในพระนามถึง 541 รายการ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 227 รายการ และเครื่องหมายการค้า 58 รายการ ที่ได้รับความคุ้มครองใน 34 ประเทศ ครอบคลุมสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และบริการต่างๆ
นอกจากนี้ ยังทรงสร้างสรรค์และพระราชทานลายผ้า 18 ลาย ที่ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ช่างฝีมือและกลุ่มทอผ้าชุมชนสามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าร่วมสมัย ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กว่า 800,000 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท
“การที่ WIPO ทูลเชิญเป็นทูต จะทำให้คู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติหันมามองไทย ในฐานะ “ศูนย์กลางแฟชั่นและการออกแบบ” ของภูมิภาค ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้งานหัตถศิลป์ไทยก้าวสู่ตลาดโลก รวมถึงกระตุ้นให้ดีไซเนอร์ ศิลปิน ผู้ประกอบการไทยคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลงาน และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”
ขณะที่ “นายดาเรน ทัง” ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ระบุว่า พระองค์ทรงร่วมงานกับช่างฝีมือและกลุ่มหัตถกรรมทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ชุมชน นำมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในตลาดร่วมสมัย ทรงแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและโอกาสทางการค้า สามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิ ถือเป็นต้นแบบที่ควรเจริญรอยตาม
การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ
และในโอกาสที่น่าปลื้มปีตินี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WTO/WIPO) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับ WIPO จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจฯ”
“นางพิมชนก พิตต์ฟีลด์” เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO/WIPO อธิบายว่า นิทรรศการนี้นำเสนอพระกรณียกิจ ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในพระนาม อาทิ แบบผ้าไทยลายพระราชทาน บทเพลง ผลงานการออกแบบ และแนวพระดำริการใช้ทรัพย์สินทางปัญญามายกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สืบสาน รักษา ต่อยอดงานหัตถกรรมท้องถิ่นให้เข้ากับยุคสมัย เพิ่มโอกาสทางการค้า พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
“ผลตอบรับดีมาก ผู้เข้าชมทั้งที่เป็นผู้แทนจากสมาชิก WIPO 194 ประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานพันธมิตร ให้ความเห็นตรงกันว่า น่ายินดีที่สมาชิกพระราชวงศ์ชั้นสูงสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานภูมิปัญญาและงานฝีมือท้องถิ่น พร้อมทั้งทรงพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือ ส่งเสริมท้องถิ่นให้แข่งขันได้ เพื่อสร้างรายได้และการพัฒนาที่ยั่งยืน”.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม
