เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเปิดงานฉลอง 170 ปี สัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส พร้อมเปิดนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” อย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.19 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง) “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส
พร้อมเปิดนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” อย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส, สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs
โดยมีคณะรัฐมนตรีไทย, คณะทูตานุทูต ตลอดจนบุคคลสำคัญจากหลายวงการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว ภริยา, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส, ดร.เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสาวกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส และนายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก (UNESCO)
เริ่มเปิดงานโดย “นางสาวเบเนดิกต์ กาดี้” ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ “Musée des Arts Décoratifs” กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้น “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมประทานสัมภาษณ์พิเศษถึงจุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และการสืบทอดบทบาทในการปกป้องมรดกของแผ่นดิน โดยมีรับสั่งว่า...
“โปรเจกต์นี้ทำกันมาปีกว่า ๆ แล้ว ตอนที่ท่านหญิงได้ยินว่าสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ก็พอมีไอเดียในใจบ้างว่าน่าจะทำในแง่มุมไหน เพราะท่านหญิงเองก็เคยเรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ มีเพื่อนที่นี่ ก็คุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสอยู่ ก็เลยปรึกษากับทีมงานว่า น่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมของไทยนี่แหละ แต่ต้องทำออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต้องทึ่ง ต้องตะลึงกับมรดกทางแฟชั่น งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา ก็เลยทำให้ท่านหญิงนึกถึงฉลองพระองค์บัลแมง ที่ประดับงานปักเลอซาจของสมเด็จย่าตั้งแต่ในยุค 60s ที่ทรงเคียงข้างเสด็จปู่ เมื่อครั้งเสด็จเยือนทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ไล่มาจนถึงช่วงหลัง จึงเป็นที่มาของการทำนิทรรศการนี้
หลังจากความคิดตกผลึกแล้ว ท่านหญิงก็ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากทูลกระหม่อมพ่อ ซึ่งก็ลุ้นมาก ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเตรียมงาน
โดยฝ่ายไทยก็จะมี SACIT, Queen Sirikit Museum of Textiles, สถานทูตไทยที่ปารีส แล้วก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับทาง Curator ที่ชื่อ Beatrice และ Yvon ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD Paris ซึ่งบินมาศึกษาคอลเลกชันฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่กรุงเทพฯ ในช่วงกลางปีที่แล้ว หลังจากนั้นพวกเราก็วางแนวทางในการจัดนิทรรศการออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็นเซ็กชันต่าง ๆ รวม 7 ห้องจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น ห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ, ห้องฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ, ห้องผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น, ห้องผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง, การปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy ไปจนถึงห้องงานหัตถศิลป์ อาทิ ลิเภา เบญจรงค์ และเครื่องถม ซึ่งสมเด็จย่าทรงเกรงว่าจะสูญหาย จึงทรงฟื้นฟู โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่ขึ้นมาพัฒนาลวดลายและความประณีต ต้องบอกว่าเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ที่จัดแสดงนี้ เป็นไพรเวตคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ MAD ซึ่งสวยงามมีคุณค่าทั้งสิ้น
...กว่าจะสำเร็จเป็นนิทรรศการอย่างที่ทุกท่านได้เห็น พวกเราทุกคนต้องหาข้อมูล ทำรีเสิร์ช หาเกร็ดต่าง ๆ รูปภาพเก่า ๆ ภาพสเก็ตช์ ตัวอย่างผ้า ตัวอย่างผ้าปัก รายละเอียดอื่น ๆ มากมายค่ะ งานรีเสิร์ชที่ทำมันลึกมาก ข้อมูลเยอะมาก ได้ค้นพบอะไรต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลบางอย่างที่ค้นเจอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็ต้องผ่านการหารือ กลั่นกรอง และถกเถียงในหลักการกันบ้าง เพื่อให้ได้นิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของไทย เพื่อให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย
...ท่านหญิงซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจมากที่สื่อต่างชาติระดับโลกได้เห็นและเข้าใจนิทรรศการเป็นอย่างดี โดยสื่อต่างชาติยักษ์ใหญ่อย่าง WWD และ VOGUE USA ลงบทความเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมชื่นชมความงดงามของชุดไทยและหัตถศิลป์ไทย ท่านหญิงก็ยินดีกับทีมงานที่ได้เห็นฝรั่งมายืนต่อคิวกลางปารีสเพื่อเข้าชมนิทรรศการของเราตั้งแต่วันแรก ยินดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราใช้เวลาเตรียมงานกันมาเป็นปี ทีมงานทุกคนทั้งไทยและต่างชาติทุ่มเทกับนิทรรศการนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือของทั้งไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริง
และที่สำคัญที่สุดท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม นิทรรศการนี้มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย แต่มีความหมายที่แฝงเอาไว้ คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า ทุกชุดมีเรื่องราว ความหมาย และบทบาท ตามวาระโอกาสและยุคสมัย ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดูนะคะ ท่านหญิงเชื่อว่าคนไทยที่ได้มีโอกาสดูนิทรรศการนี้ ทุกคนต้องภูมิใจในความเป็นไทยแน่นอน”
โอกาสนี้พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีไทย, คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” เพื่อถ่ายทอดวิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากล ผ่านงานศิลปะ, สิ่งทอ และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า ตลอดจนผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ แบ่งออกเป็น 7 ห้องจัดแสดง โดยนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
ภายหลังเสร็จสิ้นการชมนิทรรศการ คณะเจ้าภาพได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความประทับใจแก่แขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศได้อย่างงดงามและสมพระเกียรติ โดยเมนูอาหารค่ำรังสรรค์โดยทีมเชฟจากร้านมิชลิน 1 ดาวสัญชาติไทย “CODA Bangkok” ที่นำเสนอแก่นแท้ของวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ผ่านการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่อย่างประณีต ส่วนโต๊ะดินเนอร์ได้รับการตกแต่งวิจิตรบรรจงด้วยงานหัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ กล่องย่านลิเภาที่นำมาดัดแปลงเป็นแจกันประดับดอกกล้วยไม้ ตะกร้าสานเงินที่จัดวางเป็นแจกันดอกไม้ ตลอดจนประติมากรรมรูปกระต่าย ช้าง และกวาง ซึ่งรังสรรค์จากเครื่องเงินโดยช่างฝีมือชาวเขา สะท้อนความประณีตงดงามของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยได้อย่างโดดเด่นและร่วมสมัย
ทั้งนี้ ภายในนิทรรศการประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็น 7 ห้องจัดแสดง ประกอบด้วย
ห้อง “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ผ่านบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะสื่อกลางทางวัฒนธรรมและการทูต
ห้อง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” จัดแสดงฉลองพระองค์ใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”, “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” และ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” สะท้อนการสืบสานและต่อยอดความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัย
ห้อง “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์” นำเสนอความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านเครื่องใช้และของประดับตกแต่ง อาทิ กระเป๋า, พัดเขียนลาย และเครื่องเบญจรงค์
ห้อง “ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ” เป็นครั้งแรกที่จัดแสดงกระบวนการทรงงานและการค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพร่าง, ตัวอย่างผืนผ้า และงานปักประดับอันวิจิตร
ห้อง “ผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น” สะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าจากภูมิภาคต่างๆของไทย,
ห้อง “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” เผยให้เห็นการนำผ้าไทยไปสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส ผ่านงานออกแบบร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ
ห้อง “ศิลปะการปักจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI” ก่อตั้งโดย “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” พร้อมด้วยผลงานจากดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัย ได้แก่ TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM ที่ร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์.
