ด้วยเหตุที่ทรงบำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระราชอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2520 เมื่อ “พระบาท สมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 มีพระราชดำริว่า “สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณด้วยพระวิริยอุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณา ประชาราษฎร์ ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระราชอิสริยยศเป็น
“สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิรา ลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรย พัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยาม บรมราชกุมารี”
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี” มีพระราชปณิธานมุ่งมั่นในการทรงงานพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้ดีขึ้น โดยทรงสนพระทัยในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในงานพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนใฝ่พระทัยศึกษาวิชาการสาขาใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทรงงาน ด้วยทรงเห็นว่า งานพัฒนาเป็นภารกิจที่ไม่หยุดนิ่ง มีโจทย์ปัญหาใหม่ๆมาท้าทายนักพัฒนา เนื่องจากสิ่งแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักพัฒนาจะต้องรู้จักค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อหาแนวทางเทคนิควิธีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ปรับปรุงวิธีการดำเนินงานพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“...แวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมามีอยู่สองประการคือ วงการวิชาการ แวดวงของครูบาอาจารย์ผู้รู้ในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี กับอีกวงการคือ เรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า งานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอดตั้งแต่รู้ความคือ การทำให้แผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง เน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความทุกข์ยาก เราคลุกคลีอยู่กับคนที่ลำบากยากแค้น หาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน...”
“งานวิชาการและงานพัฒนา” ถือเป็นพระราชกรณียกิจหลักที่ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงงานควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนา ทรงเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระบรม ราชชนนีพันปีหลวง” ไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องที่ทุรกันดารห่างไกลการคมนาคม ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก, มีโอกาสได้รับบริการของรัฐน้อย และต้องประสบภัยอันตรายจากโจรผู้ร้ายและการสู้รบ “สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงมีหน้าที่ในการสัมภาษณ์ประชาชนเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การประกอบอาชีพให้เกิดรายได้, การรักษาพยาบาล, การศึกษา และการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ สำหรับแนวทางที่มีพระราชวินิจฉัยเพื่อช่วยเหลือ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทความเรื่อง “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน” ความตอนหนึ่งว่า
“...เราใช้เกณฑ์ว่า สิ่งใดที่เราพอจะช่วยเหลือเขาได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนกับคนอื่นเราก็ช่วย รายที่ต้องช่วยก่อน คือรายที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะมองเห็นได้พอสมควร ถ้าพอมีประสบการณ์ก็จะทราบว่าคนไหนเจ็บป่วย เรื่องนี้เสแสร้งได้ยาก การที่ได้รู้ได้เห็นอย่างกว้างขวางเช่นนี้ ทำให้ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้ได้...”
จากการที่ได้ทรงเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในสภาพภูมิศาสตร์ต่างๆ ได้ทรงพบ ปะบุคคลหลายฝ่าย ได้ทรงเรียนรู้วิธีการทำงานในพื้นที่ วิธีการวินิจฉัยปัญหาและแก้ไขปัญหาตามสภาพแวดล้อมจริง จึงได้ทรงนำความรู้และประสบการณ์นานาที่ทรงได้รับเหล่านั้น มาจัดทำโครงการต่างๆ ตลอดจนพระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานหรือคณะบุคคลไปจัดทำโครงการตามพระราชดำริฯจำนวนมาก ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต, โภชนาการ, การศึกษา, การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ศิลป วัฒนธรรม, วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทั้งนี้ ทรงดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนา ที่ “พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระ บรมราชชนนีพันปีหลวง” ได้ทรงปฏิบัติมาก่อน โดยให้นิยามของการพัฒนา หมายถึงการทำให้ดีขึ้น ทำให้เจริญขึ้นให้ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งการยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ดังที่ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2528 ความตอนหนึ่งว่า
“...เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้น เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีต่างๆที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ได้ตามเสด็จเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรได้ก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องทำประจำอยู่แล้ว...”
ในปาฐกถาที่ทรงบรรยาย ณ มูลนิธิแม็กไซไซ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2534 เล่าถึงประสบการณ์การทรงงานพัฒนาในประเทศไทยและปรัชญาในการทำงานว่า งานพัฒนาเป็นงานที่ต่อสู้กับความขาดแคลน, ทุกข์ยาก, ความยากจน และความหิวโหย อันเป็นสภาวะทางกายภาพที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน มิใช่ต่อสู้กับความคิดความเชื่ออันเป็นนามธรรม และเป็นงานระยะยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่ปรากฏในข้อความที่สลักในเหรียญที่ระลึก “CERES” อันเป็นเหรียญที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวาย “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ” เมื่อปี 2521 ว่า “ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง” หมายความว่า จะต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้คนโดยถ้วนหน้า ในการช่วยเหลือประชาชน นักพัฒนาจะต้องมองชีวิตหลายแง่มุม เช่น “ด้านสุขภาพอนามัย” ครอบคลุมถึงด้านอนามัยทั่วไป, ด้านโภชนาการ, การจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข “ด้านการศึกษา” เด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนให้สูงที่สุดตามศักยภาพ “ด้านอาชีพ” เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพด้านต่างๆ และการส่งเสริมอาชีพงานฝีมือและหัตถกรรมท้องถิ่น “งานสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน” มุ่งไปที่การสร้างความผูกพันกับท้องถิ่นบ้านเกิด, ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และสร้างจิตสำนึกช่วยเหลือตนเอง ปรัชญาการทรงงานเหล่านี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ามิได้ทรงจำกัดขอบเขตการพัฒนาอยู่เฉพาะการพัฒนาชุมชนชนบท ที่มีปัญหาความอดอยากยากจนเป็นที่ประจักษ์ชัด แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาสังคมเมืองที่มีปัญหาซับซ้อนละเอียดอ่อนแตกต่างกันออกไปด้วย
พระราชปณิธานอันมุ่งมั่นในการทรงงานพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้ดีขึ้นเป็นดังคำมั่นสัญญาของ “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะไม่มีวันทอดทิ้งพสกนิกรชาวไทย.
