พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษในโอกาสวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ.2564 เพื่อให้โอกาสกลับ ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ด้านอธิบดีกรมราชทัณฑ์เผยยอดผู้ถูก ปล่อยตัวครั้งนี้มีประมาณ 32,000 คน
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา ประเภท ก เล่ม 138 ตอนที่ 82 ประกาศพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ.2564
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 4 ธ.ค.2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.2564 เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตน เป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้
ทั้งนี้ ในท้ายประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าว ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ คือ ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.2564 สมควรพระราชทานอภัยโทษ แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า ผู้ต้องโทษที่ได้ รับพระราชทานอภัยโทษ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว อาทิ ผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณ ประโยชน์แทนค่าปรับ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี รวมถึงผู้พิการ ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรง ชราภาพ เป็นต้น และกลุ่มที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ได้แก่ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติและผู้ต้องราชทัณฑ์นอกเหนือจากกลุ่มแรก โดยผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษและลดระยะเวลาคุมประพฤติลงครึ่งหนึ่ง ส่วนนักโทษเด็ดขาดจะได้รับการลดโทษในอัตราส่วนตามชั้นนักโทษและฐานความผิด พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 120 วัน นับแต่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ มีผู้ต้องโทษเข้าหลักเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวครั้งนี้ประมาณ 32,000 คน จากจำนวนผู้ต้องโทษทั้งหมด 280,000 คน
